HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 25 เมษายน 2567

Business Today Thai Politics 25 เมษายน 2567



“เศรษฐา’ พบ “ทักษิณ” คาดเคลียร์โผครม.โควต้าพรรคร่วม

- Advertisement -

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ภายหลังเสร็จจากเยี่ยมชมและศึกษาดูงานหลักสูตรการฝึกปฏิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียงของศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 ที่ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ ได้เดินทางมายังโรงแรม Rosewood กรุงเทพฯ ย่านเพลินจิต ถ.สุขุมวิท ด้วยรถตู้ยี่ห้อ Lexux ประจำตำแหน่ง ทะเบียน สร 30 โดยมีรถยนต์ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ติดตามขบวนของนายกฯ มาพร้อมกัน


ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า การเดินทางมาที่โรงแรมดังกล่าวเพื่อพบและรับประทานอาหารกลางวันกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการระบุว่าเดินทางมาถึงก่อนหน้านี้แล้ว ท่ามกลางกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่คาดว่ารายชื่อน่าจะแล้วเสร็จ

ขณะเดียวกัน มีกระแสข่าวว่า นายทักษิณ และนายเศรษฐา ต้องการเคลียร์ปัญหาของพรรครวมไทยสร้างชาติ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนกรณีหากนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ โดนปรับพ้น รมช. คลัง จะให้ใครมาดำรงตำแหน่งแทน รวมถึงกรณีของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ หากต้องมาดำรงตำแหน่ง รมช. กลาโหม ควรจะอยู่ในโควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติ

นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่า สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ บางกลุ่ม ต้องการให้ปรับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ออกจากตำแหน่ง รมว.พลังงาน อย่างไรก็ตามโอกาสที่จะเปลี่ยนตัวนายพีระพันธุ์ มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ และ สส.ส่วนใหญ่ ยังคงสนับสนุนการทำงานของนายพีระพันธุ์



“เศรษฐา” นำ ครม. ดูงานจิตอาสาพระราชทานศูนย์ฝึกฯ จิตอาสา 904

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (25 เม.ย.67) เวลา 09.00 น. ณ ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 (บางเขน) แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานหลักสูตรการฝึกปฏิบัติ และดูงานเศรษฐกิจพอเพียง ของศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 (บางเขน) โดยมี พลเรือเอก คณีพล สงเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 (บางเขน) ให้การต้อนรับ


โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ชมวีดิทัศน์การดำเนินงานของศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 ก่อนเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานหลักสูตรการฝึกปฏิบัติ และดูงานเศรษฐกิจพอเพียง ของศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 (บางเขน) โดยนายกฯ และคณะรัฐมนตรีได้แต่งกายด้วยชุดจิตอาสาพระราชทาน เสื้อโปโลสีเหลืองตราสัญลักษณ์ 72 พรรษา เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ และมีการแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม

จากนั้น นายกฯ และคณะรัฐมนตรีได้เข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานในแต่ละฐานต่าง ๆ ดังนี้
พื้นที่แปลงที่ 1 การแก้ไขปัญหาตามหลักภูมิสังคม ประกอบด้วย ฐานการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม – น้ำแล้ง: เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำ ฐานเศรษฐกิจครัวเรือน: เรียนรู้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจครัวเรือน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ (หัวคันนาทองคำ) ฐานการบริหารจัดการขยะ: เรียนรู้การลดปริมาณขยะและเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ ฐานการแก้ไขปัญหาเขาหัวโล้น: เรียนรู้การนำเศษไม้ กิ่งไม้ มาทำฟืน ถ่านและน้ำส้มควันไม้ไล่แมลง และฐานการแก้ปัญหาน้ำเสีย – ดินเสีย : เรียนรู้การแก้ปัญหาน้ำเสีย – ดินเสีย ด้วยวิธีการทางธรรมชาติ

พื้นที่แปลงที่ 2 การฝึกเผชิญสถานการณ์วิกฤต ประกอบด้วย ฐานส่งกำลังทางดิ่ง และการเคลื่อนที่ผ่านลำน้ำด้วยเชือก ฐานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยข้ามลำน้ำด้วยเรือ ฐานดำรงชีพในป่า ฐานศึกษาดินโคลนถล่ม และแท็งก์น้ำยักษ์ ฐานการเอาตัวรอดจากเหตุเพลิงไหม้และอุบัติเหตุหมู่ ฐานการเอาตัวรอดจากเหตุกราดยิง และฐานสวนแนวตั้ง และหลังคามีชีวิต

พื้นที่แปลงที่ 3 การพึ่งพาตนเอง ประกอบด้วย ฐานติดดิน: เรียนรู้การสร้างบ้านดิน และการทำอิฐดินดิบ ฐานคนรักษ์ป่า: ชมการปลูกป่า 5 ระดับและแนวคิดปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ฐานคนรักษ์พระแม่โพสพ: ชมการปักกล้าดำนา แปลงสาธิต และการหมักดองนา โครงการอนุรักษ์ และพัฒนากระบือไทย: ชมกระบือสายพันธุ์ไทยที่ได้รับการอนุรักษ์ ฐานคนรักษ์สุขภาพ: เรียนรู้การดูแลสุขภาพอย่างสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ และฐานคนมีน้ำยา: เรียนรู้การพึ่งพาตนเองจากของใช้ในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ ระหว่างเยี่ยมชม และศึกษาดูงานฯ นายกฯ ได้แวะทักทายกับเด็กและเยาวชนที่มาเข้าฝึกอบรมหลักสูตรการปฏิบัติในฐานต่าง ๆ ของศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 เช่น ฐานดำรงชีพในป่า รวมทั้งชมการสาธิตการช่วยชีวิตด้วยการทำ CPR ด้วย ต่อจากนั้น คณะรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังโรงเลี้ยงพื่อรับประทานอาหารกลางวัน (อาหารพระราชทาน) ก่อนเดินทางกลับ



นายกฯ สั่งหาผู้รับผิดชอบเหตุโรงงานสารเคมีรั่วไหลซ้ำซาก

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหน่วยงาน และผู้รับผิดชอบ กำกับดูแล โรงงานที่เก็บ บรรจุ สารเคมี ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ความร้อนขึ้นสูง ที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดปฏิกริยากับสารเคมี ได้ง่าย อย่างเข้มงวด ใกล้ชิด รวมถึงการแก้ไขสถานการณ์กรณีรั่วไหล อย่างเร่งด่วน เพราะเกิดสถานการณ์สารเคมีรั่วไหลหลายครั้งในช่วงเวลานี้


อีกทั้งวันนี้ ยังมีเหตุเกิดขึ้นในโรงงานย่าน พระราม 2 อีก หลังเหตุการณ์ที่ระยองยังไม่สงบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้าตรวจสอบอย่างเคร่งครัด หาสาเหตุ กำหนดแนวทางป้องกัน ดำเนินการควบคุม ในทุกพื้นที่ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำ ทั้งนี้ ในวันเสาร์ที่ 27 เมษายน นี้ นายกฯจะลงพื้นที่ดูและติดตามสถานการณ์ และเยี่ยมประชาชนจากกรณีเพลิงไหม้โรงงานเก็บกากสารเคมี ที่ระยอง ด้วยตนเองด้วย

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ตรวจสอบ และควบคุม การใช้ การขนส่ง การเก็บรักษา สารเคมีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง และมีการตรวจสอบควบคุมอยู่เสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมทั้ง ควรต้องมีแผนฉุกเฉินในการดำเนินงาน เป็นคู่มือปฏิบัติหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น



“ป.ป.ช.” ฟันผิดจริยธรรมร้ายแรง 2 อดีต สส.

นิวัติไชย เกษมมงคลเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญเกี่ยวกับกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จำนวน 2 เรื่อง ดังนี้


เรื่องที่ 1 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการไต่สวน กรณีกล่าวหา นายศุภชัย โพธิ์สุ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ยึดถือครอบครองและเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. 2 หรือใบจอง ในโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ท้องที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม โดยการซื้อที่ดินและไม่มีหลักฐานใบจองที่ดิน จำนวน 40 แปลง เนื้อที่ 220 ไร่

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า นายศุภชัย โพธิ์สุ ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 และกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 โดยแจ้งว่าครอบครองที่ดินประเภทใบจอง (น.ส. 2) ในท้องที่ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม จำนวน 40 แปลง เนื้อที่รวม 220 ไร่

จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อปี พ.ศ. 2532 ถึงปี พ.ศ. 2534 นายศุภชัย โพธิ์สุ ซึ่งเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการจัดสรรที่ดินและเป็นผู้ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินและใบจองในโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ได้ซื้อที่ดินโดยทำสัญญาซื้อขายและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับประชาชนผู้ได้รับจัดสรรที่ดินและได้รับใบจอง (น.ส. 2) ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินชั่วคราวในโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ท้องที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม จำนวน 40 แปลง เนื้อที่รวม 220 ไร่ ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวไม่สามารถโอนหรือซื้อขายเปลี่ยนมือได้เว้นแต่ตกทอดโดยมรดก

หลังจากที่มีการส่งมอบใบจองและการครอบครองที่ดินให้ศุภชัย โพธิ์สุ แล้ว นายศุภชัย โพธิ์สุ ได้เข้าทำประโยชน์โดยปลูกต้นยางพาราเต็มพื้นที่ต่อเนื่องเรื่อยมา แม้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมจะมีคำสั่ง ให้ผู้ที่ได้รับการจัดที่ดินและใบจองเดิมสิ้นสิทธิในที่ดินและออกจากที่ดินและจำหน่ายสิทธิใบจอง ตามมาตรา 32 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2556 วันที่ 5 กันยายน 2565 และวันที่ 22 กันยายน 2565 (ภายหลังมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ใช้บังคับ

การที่นายศุภชัย โพธิ์สุ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม และยังดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง มีหนังสือเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 และวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ขอสละสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมได้มีคำสั่งจำหน่ายใบจองที่ดินดังกล่าว จึงไม่มีผลให้การยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินประเภทใบจอง (น.ส. 2) ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐในโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย โดยการซื้อที่ดินและไม่มีหลักฐานใบจองที่ดิน (น.ส. 2) รวมทั้งไม่มีคุณสมบัติในการที่จะได้ที่ดินตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2498 ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายศุภชัย โพธิ์สุ ไม่เป็นความผิดแต่อย่างใด

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติว่า การกระทำของนายศุภชัย โพธิ์สุ เป็นการครอบครองที่ดินของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของรัฐ ทั้งยังเป็นการกีดกันผู้ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองหรือมีอยู่แล้วแต่เป็นจำนวนน้อยไม่พอเลี้ยงชีพ ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 7 และข้อ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 และข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ข้อ 9 และข้อ 10 ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 ต่อไป



รัฐบาลยัน ค่าแรง 400 ทั่วประเทศ เร่งหาข้อสรุปประชุม 14 พ.ค.นี้

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณี การประกาศค่าแรงขั้นต่ำเพื่อเป็นของขวัญวันแรงงาน 1 พฤษภาคมนี้ว่า ในส่วนของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ ไม่ได้มีการขึ้นทันที ทั้งนี้ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ เนื่องจากเป็นนักการเมือง และหากมีนักการเมืองเข้าไปมีส่วนร่วม จะถูกมองว่าการเมืองแทรกแซง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานทำได้เป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น


นายคารม กล่าวว่า การประกาศขึ้นค่าแรงจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการค่าจ้าง ชุดที่ 22 ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกับไตรภาคีในทุกเดือน โดยในแต่ละการประชุมจะมีความชัดเจนว่าอาชีพไหนสมควรขึ้นค่าแรงบ้าง และขึ้นเป็นจำนวนเท่าไหร่ สำหรับการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างฯ ครั้งต่อไป ที่มีนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานคณะกรรมการค่าจ้าง ฯ จะมีการประชุมขึ้นในวันที่ 14 พ.ค. 2567 ซึ่งจะมีการพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ ทำให้มีความชัดเจนว่าอาชีพไหน หรือจังหวัดใดได้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทบ้าง

“รัฐบาลให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานมาโดยตลอด แรงงานคือผู้ที่มีส่วนช่วยการพัฒนาของประเทศ การดูแลแรงงานจึงเป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ในส่วนของค่าแรงขั้นต่ำตามนโยบายของรัฐบาล จะต้องมีการเจรจาทั้ง 3 ฝ่าย ระหว่างแรงงาน ผู้ว่าจ้าง และรัฐบาล ผ่านคณะกรรมการค่าจ้างฯ เพื่อปรับค่าแรงขั้นต่ำให้อยู่ในระดับเหมาะสม โดยมีเป้าหมายที่ 400 บาท โดยเร็วที่สุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน”

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News