HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 24 เมษายน 2567

Business Today Thai Politics 24 เมษายน 2567



“เศรษฐา“ เตรียมเปิดทำเนียบฯรับนายกฯบังกลาเทศ เยือนไทย 24-29 เม.ย.

- Advertisement -

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เชค ฮาซีนา (H.E. Sheikh Hasina) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ มีกำหนดการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit) ระหว่างวันที่ 24 – 29 เมษายน 2567 นี้ ซึ่งนับเป็นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ เชค ฮาซีนา นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ของการเยือนระดับนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศในประเทศไทย สะท้อนถึงการให้ความสำคัญและความเชื่อมั่นของรัฐบาลบังกลาเทศต่อประเทศและรัฐบาลไทย


โดยในวันที่ 26 เมษายน 2567 นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศมีกำหนดการสำคัญที่ทำเนียบรัฐบาล ได้แก่ พิธีการต้อนรับอย่างเป็นทางการ การหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรี (Four Eyes) การประชุมเต็มคณะ การร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามเอกสารความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของไทยกับบังกลาเทศ จำนวน 5 ฉบับ การแถลงข่าวร่วม และนายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ และคณะ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า บังกลาเทศถือเป็นอีกประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ การเดินทางเยือนไทยฯ ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะขยายความสัมพันธ์ ความร่วมมือ เเละส่งเสริมการทำงานผ่านกรอบต่าง ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการค้าการลงทุน การผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย – บังกลาเทศ รวมไปถึงการลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ อาทิ ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ความช่วยเหลือทางศุลกากรไทยและศุลกากรบังกลาเทศ และความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน



“ยิ่งลักษณ์” พ้นอีกคดี ป.ป.ช.ไม่อุทธรณ์ คดีทุจริตโรดโชว์

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีพิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังยกฟ้อง และเพิกถอนหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจ้างเอกชนทำโครงการโรดโชว์ 240 ล้านบาท เนื่องจาก ป.ป.ช. เป็นผู้ฟ้องคดีนี้ต่อศาลฎีกาฯเอง


ล่าสุด เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 เสียง จากกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ คดีดังกล่าว ส่งผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีคดีค้างใด ๆ เหลืออยู่ในชั้น ป.ป.ช.อีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 1 คดี คือคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว โทษจำคุก 5 ปี อีกคดีศาลฎีกาฯพิพากษายกฟ้อง กรณีกล่าวหาโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมิชอบ หลังจากนั้นอัยการสูงสุด (อสส.) ชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดีนี้



“ราเมศ” ตั้ง 4 ประเด็นเอาผิดราชทัณฑ์คดีทักษิณ

ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึง กรณีที่กรมราชทัณฑ์ เผยแพร่เอกสารชี้แจง กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า กรมราชทัณฑ์ต้องระลึกว่าทุกคำตอบคือหลักฐานสำคัญที่จะต้องผูกมัดไปยังอนาคต แต่ที่สำคัญเหตุผลที่ให้ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและระเบียบ กฎหมายของบ้านเมือง


ประการแรก เมื่อผู้ต้องขังป่วยต้องเข้ารักษาที่ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งจะส่งตัวไปยังโรงพยาบาลรัฐนอกราชทัณฑ์ผู้ต้องขังคนนั้นต้องมีอาการป่วยหนัก

เพราะฉะนั้นความเห็นแพทย์ย่อมมีปัญหาตามมาด้วยในการพิจารณาวินิจฉัย และสิ่งที่ราชทัณฑ์ละเลยไม่อธิบายคือเมื่อระเบียบเขียนต่อไปว่า เมื่อไปโรงพยาบาลของรัฐอื่นให้พนักงานเรือนจำพาผู้ต้องขังคนนั้นไปและกลับในวันเดียวกัน ซึ่งก็ต้องอธิบาย ปปช. ให้ได้

ประการสอง เรื่องตัดผมคงไม่ต้องพูดถึงเพราะหลักการที่ถูกต้องคือพอเริ่มเข้าเรือนจำก็ต้องตัดผม ที่อ้างระเบียบว่าจะต้องตัดภายในเจ็ดวัน ก็ถือได้ว่าเป็นข้ออ้างที่หลังพิงฝา

ถ้าความหมายของผู้ต้องขังใหม่รวมนายทักษิณ ชินวัตร ด้วย ก็ต้องดำเนินการภายในเจ็ดวัน คำถามคือมีผู้ต้องขังคนไหนบ้างที่ดำเนินการเช่นเดียวกับนายทักษิณ

ประการที่สาม ห้องพักชั้น 14 รพ. ตำรวจ ถ้าป่วยจริงถึงขั้นหนักจริงๆ ก็รักษาที่ โรงพยาบาลตำรวจได้ แต่มีคำถามคือรักษาตัวจริงหรือไม่ การควบคุมโดยพนักงานเรือนจำ เรื่องการกิน เรื่องรูปถ่ายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ทุกรายละเอียดต้องมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ประเด็นเหล่านี้ เขื่อว่า ปปช. ก็ต่องสอบรายละเอียดทั้งหมด

ประการที่สี่ เรื่องการพักโทษจะชี้แจงอย่างไรก็เป็นแค่ปลายเหตุ เพราะการไม่ได้จำคุกจริงแม้แต่วันเดียว จะนำไปสู่การพักโทษได้อย่างไร ส่วนการให้คะแนนสภาพร่างกายอาการป่วยของนายทักษิณว่าไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หรือช่วยเหลือตัวเองได้น้อย

เหตุผลนี้ถือว่าราชทัณฑ์มีความกล้าหาญมากที่กล้าชี้แจงสวนทางกับความจริง อาการที่ราชทัณฑ์วินิจฉัยกับอาการที่นายทักษิณออกจากโรงพยาบาลตำรวจ ภาพถ่ายอยู่บ้าน ไปเชียงใหม่ และกิจกรรมอื่นๆ สิ่งเหล่านี้หลอกประชาชนไม่ได้แน่นอน



“ชัยธวัช” ตั้งความหวังปรับ ครม.รัฐบาลทำงานได้ดีขึ้น

ชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ขณะนี้มีโผออกมาจำนวนมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นโผไหน สิ่งสำคัญการปรับครม. ต้องเพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรมมีประสิทธิภาพมากกว่าครึ่งปีที่ผ่านมา โดยเน้นบุคลากรที่ให้เหมาะสมกับงานมากกว่าจะเป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนเก้าอี้ตามโควต้าทางการเมือง


เมื่อถามว่าในแง่ของความมั่นคงมีกระแสออกมาว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง จะเปลี่ยนไปนั่งเก้าอี้นายกฯควบรมว.กลาโหม และพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ มาเป็นรมช.กลาโหม นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นรมว.หรือรมช. สิ่งสำคัญคือความมุ่งมั่นว่าจะเกิดการปฏิรูปกองทัพได้หรือไม่ ภายใต้สภาวะทางการเมืองเช่นนี้ ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับว่าที่รัฐมนตรีช่วยก็คงมีหลายเสียงแม้กระทั่งประชาชนที่จะสนับสนุนรัฐบาล ก็มีเสียงไม่เห็นด้วยและวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน

เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวที่นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม และนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข จะถูกปรับออกจากรัฐมนตรีแล้วกลับมาช่วยงานในสภาฯ ซึ่งอาจจะเป็นวิปรัฐบาลหรือตำแหน่งต่างๆ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านมองว่าการทำงานหลังจากนี้จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ในส่วนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล ซึ่งหากมีการเปลี่ยนตัวนายสุทินจริง พรรคก้าวไกลเห็นด้วยที่จะมีการสานต่อการแก้ไขร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่…) พ.ศ. … และร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่…) พ.ศ. … และหวังว่าไม่ว่ารัฐมนตรีจะเปลี่ยนหรือไม่เราก็อยากเห็นรัฐบาลเริ่มปฏิรูปกองทัพอย่างเป็นรูปธรรม

ชัยธวัช กล่าวด้วยว่าขณะนี้ใกล้เข้าเดือนพ.ค. ซึ่งเหตุการณ์สำคัญในเดือนพ.ค. 53 ที่ยังมีการเรียกร้องความยุติธรรม การแก้ไขธรรมนูญศาลทหารมีความสำคัญ เพราะที่ผ่านมา การเรียกร้องการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐที่สลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในปี 53 ที่ผ่านมามีปัญหา เมื่อมีคดีที่มีผู้เสียหายไปฟ้องร้องกับศาลยุติธรรม ปรากฏว่าศาลยุติธรรมบอกว่าไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจเพราะบางส่วนเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร จึงให้ไปฟ้องที่ศาลทหาร แต่ศาลทหารยกฟ้องไป จึงทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าหากกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารถูกกล่าวหาว่ามีส่วนทำให้ประชาชนเสียชีวิต หรือบาดเจ็บ ศาลทหารจะสามารถให้ความยุติธรรมได้หรือไม่



“บิ๊กโจ๊ก” ยื่น ป.ป.ช.สอบ 200 พนักงานสอบสวนปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

วันที่ 24 เม.ย. 2567 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวหา หัวหน้าพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวน กว่า 200 คน ในการสำนวนคดีโดยไม่มีอำนาจ


พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากการมายื่น ป.ป.ช.เมื่อวัน 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ให้มีการไต่สวนและตรวจสอบพนักงานสอบสวน สน.เตาปูนและ สน.ทุ่งมหาเมฆทั้งหมด ว่าเป็นการสอบสวนโดยไม่มีอำนาจโดยมิชอบ ในส่วนของสำนวนนั้นไม่ขอพูดถึงเพราะจะผิดจะถูกอย่างไรเป็นเรื่องของ ป.ป.ช.และศาล แต่การที่พนักงานสอบสวนดำเนินการโดยไม่มีอำนาจนั้น จะทำให้พยานหลักฐานทั้งหมดจะเสีย ไม่สามารถนำเข้าสู่สำนวนได้ วันนี้จึงมายื่นเพิ่มเติมในส่วนของจำนวนและนายชื่อของพนักงานสอบสวนกว่า 200 คน ตั้งแต่ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. กรณีไม่มีอำนาจในการสอบสวน การใช้อำนาจโดยไม่ชอบอันเป็นความผิดฐานประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ขอฝากไปยังน้องๆ พนักงานสอบสวนหากดำเนินการตามคำสั่งที่มิชอบของผู้บังคับบัญชาเพราะกลัวว่าจะถูกสั่งย้ายนั้น ต้องย้ำว่า ย้ายไปก็ย้ายกลับได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ถูกดำเนินคดีอาญาจะต้องติดคุก และหลายคนที่จะเกษียณหรือหลายคนที่เกษียณ เช่นผู้กำกับ ที่กำลังจะเกษียณในเดือน ต.ค.ต้องใช้ชีวิตหลังจากนี้ในการต่อสู้คดีกับผมและกับ ป.ป.ช.อย่างยาวนาน

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า อำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนก็เหมือนหน้าที่ของพยาบาล ในการตัดเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ มีเพียงบางอย่างที่ทำได้ บางอย่างเป็นหน้าของหมอ พนักงานสอบสวน หรือตำรวจจะมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น คดีที่มีมูลค่าความเสียหายไม่เกิน 300 ล้านบาท ถ้าเกินจากนี้ เช่น เงิน 500-600 ล้านบาท เป็นอำนาจของ ป.ป.ช. หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่กลับไม่ส่งเรื่องให้ดีเอสไอ แล้วไปดำเนินการทั้งที่ไม่มีอำนาจ จึงฝากพนักงานสอบสวน รู้ว่าหลายคนไม่เกี่ยวข้อง ทำกันเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ไม่กี่คน วันนี้รู้ว่าทุกคนเครียดหมด และเชื่อว่าไม่มีใครยอมตายเดี่ยว ฝากว่าทางรอดคือการมาให้การกับ ป.ป.ช.ว่าใครเป็นคนสั่ง



“รัฐบาล” หนุนกิจการโรงเรียนผู้สูงอายุฯ พัฒนาคนสูงวัย

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมงานที่โรงเรียนผู้สูงอายุชุมชนวัดไชยทิศ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ จัดขึ้นเพื่อสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนความรู้กับ โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาล ตำบลพลับพลา จังหวัดจันทบุรี โดยวัตถุประสงค์ของงานคือการเสริมสร้างทักษะการพัฒนาด้านอาชีพ สร้างรายได้เสริมจากการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และสร้างปฏิสัมพันธ์ให้สังคมผู้สูงอายุมีความเข้มแข็งทั้งทางกายและทางใจ ซึ่งทั้งสิ้นนำไปสู่เป้าหมายหลักคือ การให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตพึ่งพาตนเอง มีรายได้เป็นของตนเอง และอยู่กับสังคมได้อย่างมีคุณค่า


โดยในงานนั้น มีการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านวิชาอาชีพที่หลากหลาย เช่น การทำกระเป๋าจักสาน การทำขนมตาล การทำผลิตภัณฑ์ยาหม่องสมุนไพร ฯลฯ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นว่าปัจจัยสำคัญของการทำงาน คือการที่ผู้สูงอายุค้นพบเจอสิ่งที่ตนเองชอบและได้ทำในสิ่งนั้น ได้เจอเพื่อนและได้ทำงานไปด้วยกัน

นุกูล กรชนะ ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุชุมชนวัดไชยทิศ เปิดเผยว่าโรงเรียนผู้สูงอายุชุมชนวัดไชยทิศ ริเริ่มการทำงานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2559 โดยปัจจุบันมีหลักสูตรการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ครอบคลุมทั้ง 6 มิติ ได้แก่ ด้านสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตที่ดี ด้านเศรษฐกิจวิชาชีพ ด้านศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม จิตอาสา ด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร และสุดท้าย ด้านสวัสดิการ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชื่นชมโรงเรียนผู้สูงอายุชุมชนวัดไชยทิศ อีกทั้งยังย้ำว่า กิจกรรมสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างปฏิสัมพันธ์ในสังคมผู้สูงอายุ นี้เป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างมาก สอดคล้องนโยบายรัฐเป็นอย่างมาก ล่าสุด ทางกระทรวงแรงงานก็ได้จัดทำรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “ส่งเสริมและขยายโอกาสการมีงานทำและการจ้างงานผู้สูงอายุที่เหมาะสมกับวัยและประสบการณ์” ของคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภาเข้าสู่ ครม. ซึ่งหนึ่งในข้อแนะนำที่น่าสนใจคือการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการภาคเอกชนให้จ้างงานผู้สูงอายุ

นอกจากนั้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เองก็ได้มีประกาศไปเมื่อมีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ในเรื่องของการให้บริการสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ได้รับความเดือดร้อนด้านที่พักอาศัย อาหารและเครื่องนุ่งห่ม ประสบปัญหาด้านครอบครัว ถูกทารุณกรรม ถูกแสดงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ถูกทอดทิ้ง ไม่เกินวงเงินครั้งละ 3,000 บาท ไม่เกิน 3 ครั้ง/คน/ปี และต่อมาในเมษายน 2567 พม. ก็ได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับวิกฤตประชากรและผู้สูงวัย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความท้าทายในด้านต่าง ๆ แก่ ครม. และได้รับมติเห็นชอบเช่นเดียวกัน

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News