นายกฯ ร่วมเปิดการอภิปราย UNGA81 พร้อมผู้นำ–ผู้แทนจากทั่วโลก
วันนี้ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการเปิดการอภิปรายทั่วไป (General Debate) ของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81

การประชุมปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations That Delivers for All” หรือ “การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สหประชาชาติสามารถตอบสนองแก่ทุกฝ่าย”
เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่สำคัญที่ผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ ใช้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์และความท้าทายของโลก รวมถึงแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า มีผู้นำและบุคคลสำคัญจากหลายประเทศเข้าร่วม อาทิ นายอันโตนิอู กุแตเรช เลขาธิการสหประชาชาติ นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายตาริก เราะห์มาน นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน นายนีคอล พาชีเนียน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และสมเด็จพระราชินีมักซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์
นายเอกภพระบุว่า การเข้าร่วม UNGA81 ของนายกรัฐมนตรีมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากตรงกับวาระครบรอบ 80 ปี ที่ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ
พร้อมมองว่าเป็นโอกาสที่ไทยในฐานะประเทศระดับกลาง จะมีบทบาทในเวทีนานาชาติและร่วมผลักดันวาระสำคัญของโลก
รองนายกฯปกรณ์ เร่งเครื่องอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ
วันนี้ 23 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ กล่าวระหว่างเปิดการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 2 ว่า ที่ผ่านมาได้เร่งพิจารณาแก้ไขกฎหมายและข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจตามข้อเสนอของภาคเอกชน

เป้าหมายคือเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคธุรกิจ ลดภาระจากกฎระเบียบ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หนึ่งในกฎหมายสำคัญที่กำลังผลักดันคือร่างกฎหมายกลาง หรือ Omnibus Law เรื่องการนำผ่านสินค้า เพื่อปรับนิยามการนำผ่านสินค้าให้สอดคล้องกับกฎหมายศุลกากร ลดความสับสน ลดขั้นตอนการเปิดตู้ตรวจสินค้า และลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าผ่านแดน
รัฐบาลคาดว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ ทั้งระบบรางและทางเรือ
นอกจากนี้ ยังมีการปรับมาตรฐานความสูงของตู้คอนเทนเนอร์ประเภท High Cube ขนาด 40 ฟุต เป็น 4.5 เมตร ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถขนส่งสินค้าต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนตู้
นายปกรณ์กล่าวว่า ยังมีการปรับปรุงกฎระเบียบระดับกรมและกฎกระทรวงอีกหลายส่วน เช่น กฎการจัดซื้อจัดจ้าง การอนุญาตนำเข้า ส่งออก และนำผ่านสัตว์น้ำและซากสัตว์ ตลอดจนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์
คณะอนุกรรมการฯ ยังวางมาตรฐานและตัวชี้วัดผลทางเศรษฐกิจ โดยดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมประเมินผลจากการแก้ไขกฎหมาย
ข้อมูลจากสภาหอการค้าไทยประเมินว่า เฉพาะการปลดล็อกข้อจำกัดด้านการนำผ่านสินค้า อาจสร้างรายได้ให้ประเทศไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาทต่อปี
ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนให้ “ยิ่งลักษณ์” ชดใช้จำนำข้าวหมื่นล้าน
วันที่ 23 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 1011/2569 ยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ไม่รับคำขอของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่ กรณีความรับผิดจากโครงการรับจำนำข้าว

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ซึ่งกำหนดให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว
ศาลปกครองสูงสุดเคยพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่กำหนดความรับผิดเกินกว่า 10,028,861,880.83 บาท
ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างหนังสือของกระทรวงพาณิชย์ ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นพยานหลักฐานใหม่
อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า หนังสือดังกล่าวเป็นการตอบข้อหารือเกี่ยวกับคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ 6 ราย รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีการจำหน่ายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G และไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องในคดีนี้
ศาลจึงเห็นว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงซึ่งศาลเคยวินิจฉัยไว้เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ
ส่วนข้อโต้แย้งอื่น ศาลเห็นว่ามีลักษณะเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาพยานหลักฐาน และไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะรับคดีไว้พิจารณาใหม่
ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง ไม่รับคำขอพิจารณาคดีใหม่ ทำให้ผลของคำพิพากษาเดิมในส่วนความรับผิดไม่เกิน 10,028.86 ล้านบาทยังคงอยู่
“รัดเกล้า “ ชำแหละ พ.ร.บ.สภาครูฯต้องปรับครูเป็นที่พึ่งจิตวิทยา-แนะแนว
วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. …. โดยเสนอให้ปรับบทบาทของคุรุสภาและการพัฒนาครูให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม

นางรัดเกล้าระบุว่า คุรุสภามีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางและมาตรฐานวิชาชีพครูในอนาคต แต่จากการพิจารณาโครงสร้างคณะกรรมการตามร่างกฎหมาย ยังขาดมุมมองสำคัญอีก 3 ด้าน
ด้านแรกคือ “เสียงของผู้ใช้ครู” หรือสถานศึกษาจากทุกสังกัด เพื่อให้การผลิตครูสอดคล้องกับความต้องการจริง ทั้งด้านจำนวน วิชาเอก และพื้นที่
นางรัดเกล้าระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญทั้งปัญหาครูล้นและครูขาดในเวลาเดียวกัน บางสาขามีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนมากแต่ไม่มีตำแหน่งบรรจุ ขณะที่บางวิชาและบางพื้นที่กลับขาดแคลนครู
ด้านที่สองคือเสียงจากภาคเอกชนและตลาดแรงงาน เพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาติดตามทักษะใหม่ที่โลกการทำงานต้องการ โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงจาก AI และเทคโนโลยีใหม่
ด้านที่สามคือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา โดยมองว่าบทบาทของครูในยุคปัจจุบันไม่ควรจำกัดเพียงการถ่ายทอดความรู้ แต่ควรทำหน้าที่เป็นผู้แนะแนวและที่พึ่งทางจิตวิทยาให้กับนักเรียนได้ด้วย
นางรัดเกล้าเสนอให้ทักษะด้านจิตวิทยาเชิงบวกและการแนะแนวชีวิตได้รับการยกระดับเป็นสมรรถนะพื้นฐานของครูไทย เพื่อให้ครูสามารถรับมือกับปัญหาความเครียด ความกดดัน และปัญหาด้านสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนได้อย่างเหมาะสม
ผู้ตรวจฯ – อย. เคาะปลดล็อคแจ้งเบาะแสอาหาร-ยา ไม่ได้มาตรฐาน
วันนี้ 23 กันยายน ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมหารือกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เพื่อหาแนวทางลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกประชาชนในการแจ้งเบาะแสผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน

การหารือครอบคลุมถึงการปรับปรุงระเบียบเกี่ยวกับการขอรับเงินสินบนนำจับ เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับอาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องมือแพทย์ หรือเครื่องสำอางที่ไม่มีทะเบียน อย. ใช้เลขทะเบียนปลอม หมดอายุ หรือไม่ได้มาตรฐานได้สะดวกขึ้น
นายสุจินต์เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นร่วมกันที่จะปรับปรุงกฎระเบียบ โดยเปิดกว้างให้ประชาชนสามารถร้องทุกข์ผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงเปิดระบบร้องเรียนออนไลน์
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เรื่องเงินสินบนนำจับ แต่ต้องการให้ประชาชนช่วยเป็น “หูเป็นตา” ให้กับหน่วยงานรัฐ หากพบผลิตภัณฑ์ที่อาจผิดกฎหมายหรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
ตัวอย่างเช่น อาหารหมดอายุ สินค้าไม่ได้คุณภาพ ยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น
เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาปรับปรุงกฎระเบียบไม่เกิน 6 เดือน พร้อมเตรียมบุคลากรทั่วประเทศและระบบรับแจ้งเบาะแสออนไลน์
ในระหว่างที่ยังอยู่ระหว่างการแก้ไขระเบียบ กฎเดิมเกี่ยวกับการจ่ายเงินสินบนนำจับยังคงมีผลบังคับใช้ โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่า เมื่อสังคมและรูปแบบการติดต่อราชการเปลี่ยนแปลงไป จำเป็นต้องปรับระบบให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวกมากขึ้น

