HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 23 พฤษภาคม 2567

Business Today Thai Politics 23 พฤษภาคม 2567



ศาล รธน. รับคำร้อง 40 สว.แต่ไม่สั่ง “เศรษฐา” หยุดปฏิบัติหน้าที่

- Advertisement -

เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่น่าสนใจ เรื่องพิจารณาที่ 17/2567 กรณีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ร่วมกันเข้าชื่อถึงประธานวุฒิสภา เพื่อส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ให้วินิจฉัยสถานะตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายเศรษฐา ทวีสิน และตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของนายพิชิต ชื่นบาน


โดยกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมที่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) และ (5) ประเด็นว่าด้วยขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ต้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา และศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเข้าระบบธุรการเมื่อ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา
สมาชิกวุฒิสภา จำนวน 40 คน ยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) ว่า นายเศรษฐา ทวีสินนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 1) ได้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อโปรดเกล้าแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 2) เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าผู้ถูกร้องที่ 2 ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากผู้ถูกร้องที่ 2 เคยถูกศาลฎีกามีคำสั่งจำคุกเป็นเวลาหกเดือน ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เป็นบุคคลที่ กระทำการอันไม่ซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ ผู้ร้องจึงส่งคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82

ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (9)
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ เสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง มีคำสั่งรับคำร้องผู้ถูกร้องที่ 1 ไว้พิจารณา และให้ผู้ถูกร้องที่ 1 ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 54

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณากรณีขอให้ผู้ถูกร้องที่ 1 หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง

ในชั้นนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียง ไม่สั่งให้ผู้ถูกร้องที่ 1 หยุดปฏิบัติหน้าที่ แจ้งให้คู่กรณีทราบ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย



“เศรษฐา” หารือ “อายิโนะโมโตะ” พร้อมสนับสนุนการลงทุนไทย

วันนี้ (23 พฤษภาคม 2567) เวลา 14.25 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียว ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง Sky Room ชั้น 24 โรงแรม The Peninsula Tokyo นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พบหารือกับผู้บริหารบริษัท Ajinomoto Co., Inc.


บริษัท Ajinomoto Co., Inc. เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องปรุงรสและอาหาร อาหารแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและอื่น ๆ โดยแบ่งกิจกรรมทางธุรกิจเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) ธุรกิจอาหาร ที่มีการนำ AminoScience ไปใช้กับเครื่องปรุงรสและอาหาร และอาหารแช่แข็ง 2) ธุรกิจ AminoScience ที่มีการนำ AminoScience ไปใช้กับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและอื่น ๆ โดยมีบริษัทในเครือ 135 แห่ง ตั้งอยู่ใน 36 ประเทศทั่วโลก และมีโรงงานผลิต 117 แห่งใน 24 ประเทศทั่วโลก โดยบริษัทมีการดำเนินธุรกิจผงชูรส โรงงานผงปรุงรสอาหารในจังหวัดกำแพงเพชร สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และมีสํานักงานภูมิภาคในกรุงเทพฯ

บริษัทได้หารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายกรัฐมนตรี และได้นำเรียนแนวทางการประกอบธุรกิจในประเทศไทย บริษัทฯ ยืนยันให้ความสำคัญกับการประกอบธุรกิจ ลงทุนในไทย ชื่นชมและรู้สึกขอบคุณเกษตรกรมันสัมปะหลังไทยที่เป็นส่วนสำคัญในวัตถุดิบการผลิตของผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท และมั่นใจว่าไทยมีศักยภาพสำหรับบริษัทในการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรียินดีที่บริษัทมีการดำเนินธุรกิจและจัดตั้งโรงงานในไทยเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการผลักดันโครงการดีๆ ชื่อ Thai Farmer Better Life Partner Project มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการดำเนินการของบริษัทฯ ทำให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนผลประกอบในไทยถือว่าสูงที่สุด เมื่อเทียบกับทั่วโลก ทั้งนี้ นอกจากการลงทุนในไทยแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการร่วมพัฒนาคุณภาพผลผลิต (มันสำปะหลัง) ของเกษตรกรไทยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะนำมาสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย โดยนายกรัฐมนตรีชื่นชมโครงการดังกล่าว เชื่อมั่นว่าจะเป็นพื้นฐานสนับสนุนไทยไปสู่การเป็น Agriculture and Food Hub อย่างยั่งยืน



“โรม” คาใจฝีมือรัฐบาลปราบทุนจีนสีเทา

รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 31 พ.ค. จะเดินทางไปสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อติดตามการแก้ปัญหากลุ่มทุนจีนสีเทาในพื้นที่ชายแดนที่สร้างปัญหาให้กับคนไทย และเตรียมไปกระทรวงการต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ในการอภิปรายทั่วไปรัฐบาลรับปากว่าจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่ปัจจุบันพบว่ามีความคืบหน้าน้อยมาก


“ตอนนี้พูดไปถึงการให้สัมปทานต่อไฟไปยังชเวก๊กโก่ เป็นเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย และอยากให้รัฐบาลพิจารณาให้ดี ว่าถ้าเรื่องนี้ดำเนินต่อไป จะสร้างปัญหาต่อคนไทยแน่นอน กลายเป็นเราสนับสนุนธุรกิจสีเทาเหล่านี้ให้มาหลอกลวงคนไทย กลายเป็นสิ่งปกติใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคม” นายรังสิมันต์ กล่าว

จากการลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก พบว่าไทยกำลังจะเป็นแบตเตอรี่ทุนสีเทา ทั้งมีเสาไฟฟ้าที่ส่งสัญญาณไปฝั่งตรงข้ามบริษัทที่รับสัมปทาน อาจเกี่ยวข้องไม่ทางตรง ก็ทางอ้อมกับธุรกิจสีเทา ทั้งนี้ได้รับข้อมูลมาว่าอาจมีการเซ็นสัญญาในส่วนโครงข่ายที่ได้ตัดไปแล้ว ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับชเวก๊กโก่ ซึ่งกำลังพิจารณากัน โดยจะต้องคุยกระทรวงการต่างประเทศ สมช. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าจะอนุมัติโครงการดังกล่าวจริงหรือไม่

“ปัจจุบันชเวก๊กโก่ต้องพึ่งพาน้ำมันเพื่อปั่นไฟตลอด จากที่ทราบมาคือการขายคอนโดที่นั่น จะโฆษณาว่าไฟติด 4-5 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าไฟไม่ได้ติดตลอด แต่หากเราส่งไฟไป ธุรกิจพวกนั้นก็จะดำเนินการตลอดเวลา รวมถึงมีเสาสัญญาณฝั่งเมียวดี 60 เสา ซึ่งบางเสาทำงานอยู่ จะต้องดูว่าจะรื้อหรือไม่ โดยเป็นสิ่งที่ทำให้เราเรียก กสทช. บริษัทเครือข่ายมือถือมาพูดคุยเรื่องนี้ด้วย พยายามทำอย่างไรให้ทรัพยากรของชาติ ตกอยู่ในมือของอาชญากรสีเทาน้อยที่สุด” นายรังสิมันต์ กล่าว



“นิกร” ส่ง พ.ร.บ.ประชามติแก้รธน.60 เข้า ครม. 28 พ.ค.นี้

นิกร จำนง โฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แถลงว่าคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเนื้อหาต่อการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ เบื้องต้นได้จัดทำเนื้อหาแล้วเสร็จ และเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ ในวันที่ 28 พ.ค. นี้


สำหรับหลักการของการแก้ไขเนื้อหามี 6 ประเด็น คือ

1.กำหนดให้การออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง สส. ทั่วไป หรือ เลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระ
2.เพิ่มช่องทางการออกเสียงสามารถทำผ่านบัตรอกเสียง หรือ ไปรษณีย์ เครื่องออกเสียงอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือวิธีอื่น โดยเขตออกเสียงสามารถใช้วิธีเดียวกันหรือหลายวิธีได้
3.แก้ไขเกณฑ์ว่าด้วยการผ่านประชามติ ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากดังกล่าวต้อสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่แสดงความเห็นในเรื่องที่ออกเสียงประชามติ หรือ โหวตโน
4.ให้ กกต. เผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนประชามติอย่างทั่วถึง และให้มีการแสดงความเห็นอย่างอิสระเท่าเทียมทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบกับเรื่องที่จัดทำประชามติ ทั้งนี้เพื่อแก้ไขประเด็นที่เคยเป็นปัญหากรณีที่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยไม่มีช่องทางการแสดงความเห็น
5.ให้กกต.กำหนดเขตออกเสียง ที่สามารถใช้เขตประเทศ เขตจังหวัด เขตอำเภอ เขตเทศบาล เขตตำบล เขตหมู่บ้านหรือเขตอื่นเป็นเขตออกเสียงได้
6.ให้ใช้หน่วยเลือกตั้งเดียวกันกับการเลือกตั้ง สส.ทั่วไป หรือ เลือกตั้งท้องถิ่นกรณีที่ครบวาระได้

เมื่อถามว่าไทม์ไลน์ของการออกเสียงประชามติต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรบ้าง นายนิกร กล่าวว่า หลังจากที่แก้ไขกฎหมายประชามติแล้วเสร็จและประกาศใช้ จะมีการกำหนดวันออกเสียงประชามติโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกครั้ง ต่อการออกเสียงประชามติตามคำถามที่ ครม. เห็นชอบแล้ว ทั้งนี้ยังกำหนดไม่ได้เนื่องจากต้องรอการพิจารณาของสภาฯ ให้เสร็จก่อน อย่างไรก็ดีหากจะเร่งกันทำให้เสร็จ การออกเสียงประชามติครั้งแรก อาจจะเกิดขึ้นในปลายปี2567 เมื่อผ่านแล้วจะเข้าสู่กระบวนการแก้มาตรา 256 ว่าด้วยกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เบื้องต้นคาดว่าจะทำได้เสร็จและนำไปออกเสียงประชามติครั้งที่สอง ทันกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในเดือน ก.พ. 68 อย่างไรก็ดีตนเชื่อว่าในสมัยรัฐสภาปัจจุบันจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

มีโอกาสจะทบทวนคำถามที่นำไปออกเสียงประชามติ หรือไม่ นายนิกร ว่า ทำไม่ได้ เพราะครม. ออกเป็นมติแล้ว อีกทั้งตนมองว่าในประเด็นการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 หากจะแก้ไข ควรทำประชามติเป็นการเฉพาะเรื่อง อีกครั้ง โดยไม่ควรนำมารวมกับการรื้อใหญ่เพื่อทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ว่าการเว้นการรแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 จะเป็นปัญหาบ้าง แต่หากไม่เว้นเชื่อว่าจะมีปัญหามากกว่า



ศาล รธน.นัดวินิจฉัย 5 มิ.ย. กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ว.

วันนี้(23พ.ค.)ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาโดยการอภิปรายในคำร้องที่ศาลจังหวัดนครนายกส่งคำโต้แย้งของจำเลย ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 923/2566ขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 14 (24) ที่บัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น


เว้นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือก ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยศาลฯ เห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้

จึงยุติการไต่สวนตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง กำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในวันพุธที่ 5 มิ.ย.67 เวลา 09.30น.

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News