HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 22 กุมภาพันธ์ 2567

Business Today Thai Politics 22 กุมภาพันธ์ 2567



“เศรษฐา” พร้อมคุยผู้ว่าแบงก์ชาติอีกรอบ ย้ำจำเป็นต้องลดดอกเบี้ย

- Advertisement -

วันนี้ (22 กุมภาพันธ์ 2567) ณ บริเวณชั้น 1 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ สื่อต่างประเทศยืนยันจะไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยลดอัตราดอกเบี้ยว่า ได้ยินมาเหมือนกันก็เป็นสิทธิ์ของท่าน แต่หน้าที่ของตนเองคือการอธิบายให้ฟังถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ความเป็นอิสระและความที่เราไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ก็เชื่อว่าตนและผู้ว่า ธปท. มีความสำคัญและให้เกียรติซึ่งกันและกัน


นายกฯ กล่าวยืนยันว่าตนเองมีเหตุและผล ส่วนที่บอกว่า 3 ข้อเศรษฐกิจไทยไปไม่ได้ เรื่องของปิโตรเลียม เรื่องนักท่องเที่ยวจีน และเรื่องจับจ่ายใช้สอยที่งบประมาณยังไม่ลงมา เรื่องตนเองเชื่อว่ามีการพูดคุยกันอยู่แล้ว โดยให้จีนนำเข้าสินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น ให้นักท่องเที่ยวจีนมาจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องค่าเดินทางแพงนายสุริยะฯ ก็กำลังทำให้ค่าเดินทางถูกลง ทำให้มีเงินในกระเป๋ามากขึ้น สามารถจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากยิ่งขึ้น และในส่วนของงบประมาณทุกคนทราบกันดีว่า เราใช้นโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งตอนแรกคาดว่าจะใช้ได้เดือนพฤษภาคม แต่มีความเป็นไปได้มากว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้ในเดือนเมษายน เรื่องนี้ทุกฝ่ายก็พยามทำกันอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนรัฐบาลได้ส่งสัญญาณไปแล้วถึงสามครั้ง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าตนเองก็จะทำครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้าต่อไป วันนี้เราอยู่ในสังคมที่เจริญและพัฒนาแล้ว มีความเห็นต่างก็พูดคุยกันได้ ไม่ได้มีการทะเลาะเบาะแว้ง หรือมีบรรยากาศที่ไม่ได้ทำงานร่วมกัน แม้วันนี้จะยังไม่ได้รับการตอบรับก็ยังต้องคุยต่อไป และพยายามต่อไปใช้เหตุและผล ตัวเลขการชี้นำของเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็บ่งบอกอะไรหลาย ๆ อย่าง

“ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผู้ว่าแบงก์ชาติพูดออกมา 3 ข้อ ไม่มีเรื่องประชาชนเลย อยากให้ท่านกลับไปคิดว่าวันนี้ประชาชนเดือดร้อนเราช่วยกันได้ เรื่องลดดอกเบี้ยก็คงต้องพูดคุยจะครั้งที่ 4 หรือครั้งที่ 5 ก็ต้องพูดต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าตัวเลข 2.5 ยังมีรูมเหลืออีกตั้งเยอะแยะ ถ้าเกิดมีวิกฤตอะไรเกิดขึ้น 2.5 ไม่ได้เป็นอะไรที่ จะทำให้ไม่สามารถ เคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ได้ รองผู้ว่า ธปท. ก็เคยมาคุยและอธิบายให้ผมฟัง ว่าถ้าเราอัตราดอกเบี้ยลงไป คนที่มีเงินฝากธนาคารอยู่ ก็จะไปดูในเรื่องของสินทรัพย์เสี่ยง ที่มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อหา return ที่สูงขึ้น คนที่อยู่คนคือคนที่อยู่ท้อปด้านบน แต่วันนี้เราพูดถึงคนที่อยู่ฐานรากมากกว่า ก็อยากให้ท่านคำนึงถึงพี่น้องประชาชนในมิติอื่น ๆ ด้วย” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าผู้ว่าฯ ธปท. เคยพูดตรง ๆ ถึงเหตุผลหรือไม่ถึงเห็นต่าง นายกฯ กล่าวว่า ก็อธิบายและพูดคุยกันไป เป็นเรื่องที่ตนเองคุยกับท่าน ซึ่งต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ผู้ว่า ธปท. บอกว่าการลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนด จะส่งผลต่อภาวะหนี้ครัวเรือน นายกฯ กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนปัจจุบันก็สูงอยู่แล้ว และก็ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แล้วดอกเบี้ยค้างจ่ายไปอยู่ที่ไหน ก็ไปอยู่ที่หนี้ หนี้ครัวเรือนก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าจำเป็นต้องจับเขาคุยแบบจริงจังกับผู้ว่าฯธปท. อีกครั้งหรือไม่ เนื่องจากนโยบายการเงินและการคลังไม่สอดคล้องกัน นายกฯ กล่าวว่า ก็คงเป็นในลักษณะนั้น ส่วนจะนัดเมื่อไหร่ขอให้ถึงเวลาอันสมควร



“เศรษฐา” ประกาศวิสัยทัศน์ ประเทศไทย 8 ด้าน ขับเคลื่อนประเทศไทย

วันนี้ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศวิสัยทัศน์ Thailand Vision “IGNITE THAILAND : จุดพลัง รวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง” มุ่งเป้าพัฒนาประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางเมืองแห่งอุตสาหกรรมระดับโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยว การรักษาพยาบาลและสุขภาพ อาหาร การบิน การผลิตยานยนต์แห่งอนาคต เทคโนโลยี และการเงิน


โดยวิสัยทัศน์แรก นายกฯ เศรษฐา ประกาศตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยว (Tourism Hub) เนื่องจากประเทศไทยมีขนาดพื้นที่เป็นอันดับที่ 50 ของโลก แต่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับคนไทยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนประชากร เนื่องจากรายได้หลักของคนไทยมาจากการท่องเที่ยว คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เฟ้นหา Soft Power ชูจุดขายเป็นเสน่ห์ของประเทศไทย

วิสัยทัศน์ที่ 2 ศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพ (Wellness & Medical Hub) รัฐบาลจะผลักดันอุตสาหกรรมสาธารณสุข ให้เป็นศูนย์ดูแลสุขภาพครบวงจรของโลก ด้วยเพราะระบบการรักษาพยาบาลของประเทศไทยมีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งศาสตร์การดูแลสุขภาพแผนไทยที่มีชื่อเสียง บุคลากรที่มีคุณภาพและ Service Mind ทั้งยังสามารถดูแลได้ครอบคลุมตั้งแต่เกิดไปจนถึงวัยชรา และรักษาได้ทุกโรค ที่สำคัญมีค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล จนกลายเป็นอีกจุดขายดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเมืองไทยเป็นจำนวนมาก

วิสัยทัศน์ที่ 3 ศูนย์กลางอาหาร (Agriculture & Food Hub) รัฐบาลจะยกระดับการผลิตอุตสาหกรรมการเกษตร ทำให้ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ในกระเป๋าต้องมีเงิน” ดูแลความมั่นคงทางอาหารของโลก พร้อมเป็นครัวของโลกที่สามารถปรุงอาหารทุกประเภทส่งออกไปยังตลาดโลก

วิสัยทัศน์ที่ 4 ศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วโลกให้เชื่อมถึงกัน ด้วยจุดแข็งทางภูมิศาสตร์รายล้อมไปด้วยประชากรกว่า 280 ล้านคน ติดอันดับ 5 ของประชากรโลก และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว ทำงาน ในทุกระดับ ทุกราคาที่เลือกได้ รัฐบาลมีแผนจะพัฒนาสนามบินให้รองรับการ Transit ของสายการบิน และเตรียมปรับเปลี่ยนเส้นทาง ตารางบินให้เหมาะสม เพื่อเพิ่ม Transit Capacity ให้สูงขึ้น

วิสัยทัศน์ที่ 5 ศูนย์กลางขนส่งของภูมิภาค (Logistic Hub) รัฐบาลจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มศักยภาพระบบคมนาคมทั้งในและต่างประเทศ โดยรัฐบาลมีแผนจะเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายความเจริญจากเมืองใหญ่สู่เมืองเล็ก ตั้งแต่การปรับปรุงสนามบินทั้งระบบ ขยายถนนทั้งถนนหลัก ถนนรอง

วิสัยทัศน์ที่ 6 ศูนย์กลางผลิตยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility Hub) รัฐบาลตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต มีเป้าหมายจะได้แผนการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ได้หารือพูดคุยกับบริษัทยานยนต์ไปมากกว่า 10 ราย และมีการตอบรับจะลงทุนในประเทศไทยแล้วมากกว่า 150,000 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจของเราเติบโตแบบก้าวกระโดด

วิสัยทัศน์ที่ 7 ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy Hub) รัฐบาลตั้งเป้าดึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต Digital for all Technology Innovation AI ให้มาขยายธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะเทคโนโลยี High Tech ต่าง ๆ ทั้งการลงทุนโรงงานผลิต Semiconductor, การตั้งศูนย์ Data Center รองรับ Cloud Computing, การวิจัยและนำ AI มาใช้งานในประเทศไทย รวมถึงดึงบริษัท Deep Tech ให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยด้วยเช่นกันผ่านโมเดล Sandbox ซึ่งรัฐบาลจะมีเงินสนับสนุนบริษัทที่ต้องการผ่านกองทุน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และจะทำ Matching Fund เติมทุนให้กับบริษัทที่มีศักยภาพด้วย

วิสัยทัศน์ที่ 8 ศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) รัฐบาลตั้งเป้าจะเปลี่ยนให้ไทยเป็น Financial Center of Southeast Asia ขับเคลื่อนโดยระบบการเงินที่แข็งแกร่ง ดึงสถาบันการเงินระดับโลกเข้ามาลงทุน สร้างย่านการเงิน Wall Street ของอาเซียนให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และพัฒนา Infrastructure รองรับระบบการเงินแห่งอนาคตขับเคลื่อนด้วย Blockchain ที่ไร้ตัวกลาง และเตรียมปลดล็อก Digital Asset ต่าง ๆ ให้สามารถแปลงเป็นผลผลิตในโลกแห่งความเป็นจริง



“เศรษฐา” ปัดสกัด “บิ๊กโจ๊ก” นั่งผบ.ตร.

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่ายังไม่ทราบเรื่องของการแจ้งข้อกล่าวหาต่อ”บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรณีมีความเชื่อมโยงกับเว็บพนันออนไลน์ ได้กล่าวเพียงว่าได้รับทราบข่าวจากสื่อและมีความเป็นห่วง กรณีเจ้าหน้าที่รัฐถูกกล่าวโทษซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์ทราบให้ชัดเจน อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน


“เรื่องพนันออนไลน์ก็ผิดอยู่แล้ว หากเจ้าที่มาเกี่ยวข้องด้วยก็ต้องตรวจสอบ ขณะเดียวกันก็ต้องให้เกียรติเนื่องจากถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ต้องให้เกียรติท่านมาชี้แจงแต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยหรือได้รับรายงาน”

ส่วนประเด็นที่มีการมองว่าเป็นแผนสกัดการนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่ทราบเรื่องแผนหรือเบื้องหลังอะไรทั้งสิ้น แต่หน้าที่คือ ดูแลทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฏหมาย ซึ่งการพนันออนไลน์เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมายและหากมีการพิสูจน์ทราบได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องและมีความผิดด้วยก็เป็นเรื่องที่น่าอับอาย แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็ต้องให้ให้โอกาสบุคคลที่ถูกกล่าวถึงให้พิสูจน์ตัวเอง

ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าทุกคนตระหนักดีว่าเรื่องการพนันออนไลน์เป็นเรื่องที่ผิด และย้ำถึงกระบวนการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองและให้เกียรติทุกฝ่าย ส่วนจะให้ปฎิบัติหน้าที่ต่อไปหรือหรือไม่นั้นชี้ว่าให้เป็นไปตามกระบวนของกฎหมาย หากเกิดการกล่าวหาและมีหลักฐานที่ชัดเจนก็จะต้องเป็นคำสั่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ



“ทวี” แจงสภาฯอาการป่วย “ทักษิณ” ยันเข้าข่ายพักโทษ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (22 ก.พ.) ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ถาม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เรื่องหลักเกณฑ์พักโทษให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ในการพิจารณาพักโทษนายทักษิณ เข้าเกณฑ์ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ราชทัณฑ์ กฎกระทรวง และประกาศกรมราชทัณฑ์อย่างไร ตามประกาศของกรมราชทัณฑ์


นายณัฐชา กล่าวว่า หลักแห่งการพักโทษ คือ 1.ป่วย ซึ่งต้องเป็นโรคที่กำหนดไว้ 7 ข้อ อาทิ โรคร้ายแรงที่รักษาไม่หายขาด ไตวายระยะสุดท้าย (ต้องฟอกไต) มะเร็งระยะสุดท้าย สมองเสื่อม อัลไซเมอร์ เป็นต้น มีโอกาสเสียชีวิตหากอยู่ในเรือนจำต่อ หรือ 2.ชราภาพ อายุเกิน 70 ปี แต่จะต้องช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ด้วย โดยเกณฑ์ทั้งหมดที่ใช้วัดในแบบทดสอบ มี 10 ข้อ ต้องได้คะแนนไม่เกิน 11 คะแนน ประกอบด้วย กินอาหารด้วยตนเองไม่ได้ ใช้ห้องน้ำด้วยตนเองไม่ได้ ชำระร่างกายด้วยตนเองไม่ได้สวมเสื้อผ้าด้วยตนเองไม่ได้ เดินไปมาภายในบ้านไม่ได้ ลุกจากเตียงไปนั่งเก้าอี้ไม่ได้ ขึ้นบันไดด้วยตนเองไม่ได้ อาบน้ำไม่ได้กลั้นอุจจาระไม่ได้ กลั้นปัสสาวะไม่ได้

เมื่อพิจารณาจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงอยากถามว่านายทักษิณช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างไร ขอให้ชี้แจงให้ชัดเจน ไม่ให้สังคมเข้าใจผิด แต่ถ้าบอกว่าไม่เกี่ยวกับโรคภัย ได้รับสิทธิผู้สูงอายุ ตามกฎระบุไว้ชัดว่าต้อง 70 ปีและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ขอให้เอาออกมาเปิดและตอบให้ชัด ต้องการรู้ว่า ใครคือหมอเทวดา ที่เซ็นรับรอง นักโทษชายที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรง ให้หายได้ใน 180 วัน วันต่อมากลับมาอยู่บ้านได้ แล้ววันถัดมาก็รับแขกบ้านแขกเมืองได้

พ.ต.อ.ทวี ลุกขึ้นชี้แจงว่า เรื่องการพักโทษมีกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 52 ข้อ 7 และในกฎกระทรวงแบ่งการพักโทษเป็น 2 อย่าง คือ พักโทษทั่วไป กับพักโทษเนื่องจากมีเหตุพิเศษ โดยเริ่มจากการเป็นความเห็นของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ จากนั้นส่งไปให้คณะอนุกรรมการ 19 คน พิจารณาให้ความเห็นชอบ และส่งมาที่ รมว.ยุติธรรมพิจารณาอีกครั้ง กรรมการไม่ใช่เป็นตรายาง โดยในครั้งที่ผ่านมามีการพิจารณา 945 คน ไม่ให้ผ่าน 15 คน ดังนั้นมีผู้ได้พักโทษ 930 คน ซึ่งทั้งหมดพิจารณาจากหลักฐานทางการแพทย์ทั้งสิ้น ทั้งนี้ การพักโทษมีมาตั้งแต่ปี 46 ยอดรวมถึงปัจจุบันมีผู้ได้รับการพักโทษแล้ว 2,420 คน

กรณีนี้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์เลข 11 เล็กน้อย ผมรู้สึกกังวล เพราะ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ห้ามเปิดเผยข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล หรือจะใช้อำนาจหรือสิทธิเพื่อขอเอกสารสุขภาพของบุคคลไม่ได้ อย่างไรก็ตามหมอที่วินิจฉัยเป็นคณะแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ ยืนยันการพักโทษเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ทางการแพทย์มชอบธรรมด้วยเหตุผลและคุณธรรม และมีใบไม่ยินยอมเปิดเผยอาการป่วยจากผู้ป่วยส่งมาถึงผม ซึ่งคณะแพทย์ที่ให้ความเห็นก็มีความเป็นกลาง



“กมธ.ตำรวจ” จี้ กรมราชทัณฑ์ ตอบข้อสงสัยกรณี “ทักษิณ” 2 มาตรฐานหรือไม่

ชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ กล่าวถึงการดำเนินการของกมธ.เกี่ยวกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ได้พักโทษกลับมาอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้าแล้วว่า เราคงไม่พูดถึงอาการป่วยของนายทักษิณเพราะนายทักษิณเป็นผู้ที่ได้รับผล ได้กลับมาอยู่บ้านสู่อ้อมกอดครอบครัวแล้ว มันจบไปแล้ว


แต่เรื่องทั้งหมดอยู่ที่กระบวนการยุติธรม และสิ่งที่เราต้องตามคือเอกสารจากกรมราชทัณฑ์ ที่ทางกมธ.ฯขอไปคือ

1.ระเบียบที่กรมราชทัณฑ์เคยชี้แจงด้วยวาจาว่าเงินที่รักษานายทักษิณ เป็นเงินของสปสช. ถ้าเกินสิทธิ์สามารถใช้เงินส่วนตัวได้
ซึ่งทางกมธ.อยากทราบว่าข้อนี้มีระเบียบอะไรรองรับ

2.กระบวนการการเข้ารับโทษทั้งหมดของนายทักษิณ ตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่การกรอกประวัติ ไม่กักตัว ไม่ตัดผม ทางกรมราชทัณฑ์ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าเพราะอะไรถึงไม่กระทำสิ่งเหล่านี้ เพราะวันนี้สังคมไม่ได้สงสัยนายทักษิณ แต่กำลังสงสัยกระบวนการที่เกิดขึ้นว่าถูกต้องหรือไม่ 2 มาตรฐานหรือไม่

“เรามองย้อนกลับไปในอดีต ว่าสังคมไทยไม่มีความเสมอภาค เคยเรียกร้องกันมานักหนา แต่วันนี้ถ้าเจอกับตัวเอง แล้ว 2 มาตรฐานผมคิดว่าสังคมไทยต้องมีมาตรฐานพอสมควร และถ้ากระบวนการทั้งหมดไม่ถูกต้องตามระเบียบ เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องชดใช้กรรมในอนาคต

ยืนยันการดำเนินการดังกล่าว ไม่ใช่การไล่ล่า ถ้าสิ่งที่สังคมสงสัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตอบกับสังคมได้อย่างชัดเจน สมมติค่ารักษาพยาบาลของนายทักษิณ 180 วัน ให้ค่าห้องพักวันละ 1 หมื่นบาท เป็นจำนวน 1.8 ล้านบาท ค่าหมอ ค่ายา สมมติค่ารักษา 5 ล้านบาท อยากถามว่าสปสช.จ่ายให้ได้หรือไม่ 5 ล้านบาท ถ้าสปสช.บอกว่าจ่ายได้ทั้งหมด ก็จะได้บอกญาติผู้ต้องขังทุกคนว่าต่อไปคุณก็ได้รับสิทธิ์นี้เช่นกันงพ.ร.บ.ของกรมราชทัณฑ์มี 78 มาตรา โดยมาตรา 13-17 เขียนชัดเจนว่าผู้ต้องขังมีสิทธิได้รับการศึกษาในวันที่ถูกจองจำ

โดยการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยกรมราชทัณฑ์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ แต่หากศึกษาสูงกว่าขึ้นพื้นฐาน ผู้ต้องขังสามารถใช้เงินส่วนตัวได้ ดังนั้น สิ่งที่กรมราชทัณฑ์ต้องชี้แจงสิทธิที่ผู้ต้องขังสามารถใช้เงินสปสช.ได้ อยู่ในมาตราไหนใน 78 มาตรา ซึ่งที่ผ่านมาทางกมธ.ทำเรื่องสอบถามไป 2 ฉบับแล้ว ถ้าฉบับที่ 2 ยังไม่ตอบกลับมาภายใน 90 วัน ต้องดูข้อกฎหมายว่าทำอะไรได้ต่อไป

เมื่อถามว่าการที่พรรคปชป.เสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ราชทัณฑ์ ถือว่าช้าเกินไปหรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ไม่ช้า เพราะจริงๆแล้วร่างนี้เคยยื่นมาแล้ว ในสภาฯชุดที่แล้ว แต่สภาฯหมดวาระเสียก่อน ครั้งนี้พรรคปชป. จึงยื่นเข้ามาใหม่ เพราะคิดว่าต่อไปการพิจารณาพักโทษ คณะกรรมการต้องมาจากหลายองค์กรเพื่อเป็นมาตรฐานกว่า

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News