HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 20 มิถุนายน 2567

Business Today Thai Politics 20 มิถุนายน 2567



รัฐบาลส่ง บิ๊กต่อ กลับ สตช. นั่ง ผบ.ตร.

วันนี้ (20 มิ.ย.) วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี แถลงรายละเอียดผลการตรวจสอบ 2 นายตำรวจระดับสูง ที่ทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า คณะกรรมการ ชุดนี้ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาหลายชุด ในช่วง 4 เดือนได้มีการสอบพยานไป 50 กว่าคน รวมถึงพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ผลสอบพบว่ามีความขัดแย้งใน สตช.จริง ตั้งแต่นายตำรวจระดับสูง กลาง ล่าง เรื่องที่เกิดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ 2 คน ทีมงานก็ขัดแย้งไปด้วย มีคดีที่เกี่ยวข้องกว่า 10 คดี เช่น คดีเป้ รักผู้การฯ140ล้าน คดีกำนันนก คดีมินนี่พนันออนไลน์ คดีเว็บพนันBNK ซึ่งมีเจ้าภาพรับผิดชอบแล้ว

- Advertisement -


โดยต้องดำเนินการส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบไป บางเรื่องส่งให้หน่วยงานกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ อัยการ ศาล ว่ากันตามปกติ 4.บางเรื่องเกี่ยวกับหน่วยงานนอกกระบวนการยุติธรรม คือ องค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. ปปง. ดีเอสไอ ซึ่งคดีต่างๆ มีเจ้าภาพรับผิดชอบแล้วทั้งสิ้น

โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ให้กลับ สตช. ก่อนมีคำสั่งตั้งกรรมการสอบวินัย และคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น ขณะที่พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ คณะกรรมการฯ เห็นสมควรให้กลับ สตช. ไปดำรงตำแหน่งหน้าที่ราชการเดิม ผบ.ตร. ไม่มีอะไรสอบสวนแล้ว ส่วนคดีให้ดำเนินตามสายงาน ส่วนจะตั้งกรรมการสอบวินัย เป็นเรื่องของ สตช. ขณะที่กฤษฎีกา ระบุ คำสั่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน ต้องไม่กระทบต่อสิทธิ และหน้าที่ ซึ่งกฤษฎีการะบุว่าไม่ถูกต้อง ต้องทำตามคำแนะนำของคณะกรรมการสอบวินัย ทั้งนี้ ในส่วนของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หากได้คืนตำแหน่งรองผบ.ตร. ก็ยังมีโอกาสลุ้นเป็นผบ.ตร. แม้จะมีคดีในป.ป.ช. เนื่องจากกฎหมายระบุว่าคดีไม่เป็นเหตุมาสกัดกั้นตำแหน่งบุคคล

สำหรับกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ถูกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น เป็นการออกคำสั่งตามมาตรา 132 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2505 ที่เคยทำกันมาในอดีต แต่ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ได้มีการเพิ่มมามาตราหนึ่งว่า ในกรณีที่สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้วไปกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของบุคคลนั้น คำสั่งให้ออกราชการไว้ก่อน ต้องทำโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสอบสวน แต่เนื่องจากเมื่อวันที่ 18 เม.ย.67 มีการออกคำสั่งถึง 3 คำสั่งคือ สั่งให้กลับ สตช. สั่งตั้งกรรมการสอบวินัย และสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนทันที ซึ่งเป็นปัญหา และมีการส่งไปหารือคณะกรรมการกฤษฎีกา

โดยคณะกรรมการกฤษฎีกามีมติ 10 ต่อ 0 เห็นว่า การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนไปกระทบต่อสิทธิประโยชน์และหน้าที่ รวมทั้งสิทธิการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงต้องทำตามคำแนะนำของคณะกรรมการสอบสวน แต่เรื่องนี้ไม่ผ่านคณะกรรมการสอบสวน คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงเห็นว่า ไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรม จึงให้ไปดำเนินการให้ถูกต้อง โดยสถานภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ขณะนี้ ถือว่าอยู่ระหว่างการรอนำความกราบบังคมทูลฯ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ต้องตรวจสอบว่าทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยขณะนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ไปฟ้องคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.ตร.) อยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า การส่ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กลับไป สตช.ปัญหาที่ยังค้างคาจะสามารถแก้ไขได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ที่ถามว่ากรณีมีความสับสน วุ่นวาย จนไม่สามารถแก้ไขได้ การที่เอาทั้งสองคนออกมา เราไม่ได้เอาออกมาเพื่อที่จะแก้ไข แต่เอาออกมาเพื่อที่จะตรวจสอบในหลายๆ เรื่อง ซึ่งได้นำมาสู่การแก้ไขต่อไปที่จะมีในอนาคต นายกฯขอให้ทั้งสองฝ่ายปรองดองกันในงานราชการ ส่วนเรื่องส่วนตัวที่แต่ละคนมีอะไรและใครทำผิดก็ขอให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย เพราะแต่ละหน่วยงานมีอำนาจอยู่แล้ว ส่วนการทำงานที่จะบังเกิดกับประชาชน ไม่ให้ประชาชนรู้สึกเสื่อมศรัทธา เสียภาพพจน์และภาพลักษณ์ที่มีเป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาใน สตช. รวมถึงเจ้าหน้าที่อื่นๆ ด้วย เชื่อว่าสถานการณ์จากนี้จะเบาบางลง เพราะที่ผ่าน 4 เดือน ทั้งสองฝ่ายได้มีการพบปะพูดจากันมากพอสมควร คณะกรรมการก็ได้เข้าไปไกล่เกลี่ย แต่ไม่ได้เป็นการซูเอี๋ย และไม่ใช่มวยล้มต้มคนดู แต่หากไม่ทำเช่นนั้น สตช.จะไม่มีหัวขบวน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จะรับงานไม่ไหว จำเป็นต้องมีกำลังเข้าไปช่วยเสริม โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาล ทั้งเรื่องยาเสพติด การพนันออนไลน์ และหนี้นอกระบบ ซึ่งจำเป็นจะต้องจัดการให้ได้โดยเร็วที่สุด ขอให้ไปแบ่งหน้าที่กันทำ จึงจำเป็นต้องส่งกลับไป

เมื่อถามย้ำว่า การที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กลับไป สตช. จะเกิดความสงบเรียบร้อยใน สตช.ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คงจะจบ สงบลงไปได้ เพราะเขาคงจะปรองดองกันในการทำงานราชการ ส่วนที่มีอะไรกินใจกันคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และอีกไม่กี่เดือนจะมีการเตรียมหา ผบ.ตร.คนใหม่ แต่อย่างน้อยตอนนั้น พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ก็หลุดและไม่เข้ามาเกี่ยวในวงจร ตนก็ตอบได้ว่าก็จะเรียบร้อยไปได้ในระดับหนึ่ง เรื่องต่างๆ ก็จะอ่อนลง ช่วงที่ผ่านมาก็เห็นว่าอ่อนลง แต่การจะให้หมดไปคงไม่ได้ เพราะความขัดแย้งบางเรื่องมีตั้งแต่ปี 57



นายกฯเรียกประชุมฯทำแผนรับมือน้ำท่วมทั่วประเทศ

วันนี้ (20 มิ.ย. 67) ณ ห้องรับรองคณะรัฐมนตรี ชั้น 3 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อประเมินสถานการณ์เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ และพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ กทม.


โดยมี ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมด้วย

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายกฯ ได้กล่าวถึงการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมในวันนี้ สืบเนื่องจากเมื่อครั้งที่นายกฯ ได้เคยเชิญประชุมการบริหารจัดการน้ำเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อเป็นการรับมือสถานการณ์น้ำโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งการดำเนินการได้รับผลอย่างดี โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่เชิญทุกคนมาประชุมหารือ เพื่อประเมินสถานการณ์เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำทั้งประเทศ วางแนวทางในการแก้ไขปัญหาในเชิงรุกร่วมกัน เพื่อจะได้บรรเทาผลกระทบให้น้อยที่สุดและบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตามปัญหาบางอย่าง

อาจจะแก้ไขยากหากดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียว แต่หากประสานงานกันให้ดีและร่วมมือกันประสิทธิภาพก็จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โครงการ และกิจกรรมต่าง ๆ ของรัฐบาล ที่ดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 นั้น หลาย ๆ โครงการมีความเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ เช่น โครงการแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ โครงการพัฒนา 72 สายน้ำอย่างยั่งยืน ตลอดจนยังเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริ พระราชปณิธาน และพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีกินดี

ดังนั้นวันนี้จึงขอติดตาม และรับฟังปัญหาจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการบูรณาการแก้ไขเตรียมความพร้อม และแนวทางช่วยเหลือประชาชนในการรับมือกับปัญหาน้ำ โดยอยากให้ทุกภาคส่วนร่วมกันวางแผน มีกรอบเวลาที่ชัดเจน และตัวชี้วัดที่มีคุณภาพซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ ได้รับทราบและติดตามสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และแนวโน้มสถานการณ์น้ำ จาก สนทช. และรับฟังการเตรียมการในด้านต่าง ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกทม. เช่น การเตรียมความพร้อมรับมือช่วยเหลือประชาชน โดย 10 มาตรการรับมือฤดูฝน (ในช่วงสิงหาคม – ตุลาคม) การบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา การบริหารจัดการกลุ่มลุ่มน้ำชี-มูล โดยเฉพาะการเปิด – ปิดประตูระบายน้ำให้มีความสัมพันธ์กับสถานการณ้ำที่เกิดขึ้น การบริหารจัดการน้ำในสภาวะวิกฤต (3 ระดับ) โดยขับเคลื่อนแผนฯ ไปสู่การปฏิบัติ

มีกลไกแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์ประชาชนให้รับทราบสถานการณ์น้ำเพื่อประชาชนพร้อมรับมือสถานการณ์ได้ทันท่วงที การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ภาคใต้ จ.ยะลา ภาคกลาง จ.พระนครศรีอยุธยา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุบลราชธานี) การสำรวจความพร้อมระบบระบายน้ำบึงหนองบอน กรุงเทพฯ ซึ่ง สทนช. ร่วมกับกรมชลประทาน กทม. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการเตรียมความพร้อมมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 67 โดยสำรวจความพร้อมระบบชลประทานและอุโมงค์ระบายน้ำ ณ ศูนย์การเรียนรู้การจัดการบึงหนองบอน พร้อมติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลอง 4 การปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจสำคัญอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กทม. ได้สำรวจและเตรียมความพร้อมของสถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำและอุโมงค์ระบายน้ำต่าง ๆ ให้สามารถใช้งานได้จริง การสำรวจและติดตั้งเครื่องสูบน้ำชั่วคราวประจำจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก การจัดเตรียมพื้นที่แก้มลิงเพื่อรองรับน้ำ รวมทั้งการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันที อีกทั้งยังรับทราบรายงานเกี่ยวกับการพยากรณ์อากาศและสถานการณ์ฝนเพื่อแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบ รวมถึงการที่ต้องติดตามสถานการณ์ฝนในช่วงระยะใกล้เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบในการเตรียมความพร้อมรับมือและปรับแผนปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป



“เศรษฐา” ปลื้ม “OECD” รับไทยเข้ากระบวนการสมาชิก

นายกฯ ยินดีไทยได้รับมติเป็นเอกฉันท์เชิญเข้าสู่กระบวนการการหารือสู่การเป็นสมาชิก OECD สะท้อนไทยมีค่านิยมและเป้าหมายที่สอดคล้องกับประเทศสมาชิก OECD ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของไทยในเวทีโลก


ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะมนตรีองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) ซึ่งประกอบด้วย 38 ประเทศสมาชิก มีมติเอกฉันท์เห็นชอบเชิญประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการการหารือเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD (accession discussions) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิก OECD และอีกความยอมรับสำคัญของไทยในเวทีโลก

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกระดับมาตรฐานของไทยในทุกด้านให้ทัดเทียมสากล ส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน เสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีขึ้น มีธรรมาภิบาลที่ดีและยั่งยืน ทั้งนี้การ เชิญประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการการหารือเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD (accession discussions) เป็นการสะท้อนความมั่นใจว่าไทยมีค่านิยมและเป้าหมายที่สอดคล้องกับประเทศสมาชิก OECD ได้แก่ ประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ สิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจตลาดที่เปิดกว้างและโปร่งใสอีกทั้งประเทศไทยยังมีบทบาทด้านการทูตเศรษฐกิจที่แข็งขันในทุกระดับ และมีความร่วมมือกับ OECD มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ รัฐบาลไทยพร้อมที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับ OECD ในอนาคตในการเข้าเป็นสมาชิก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการเข้าเป็นสมาชิก ไทยได้แสดงถึงความมุ่งมั่น พร้อมนำเสนอจุดแข็งและผลประโยชน์ที่จะได้รับร่วมกัน โดยในขั้นตอนต่อไปของการเข้าเป็นสมาชิก OECD ประเทศไทยจะจัดทำแผนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Roadmap) ร่วมกับ OECD ซึ่งเมื่อดำเนินการตามแผนครบถ้วนแล้ว คณะมนตรี OECD ก็จะพิจารณาเชิญไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ต่อไป



“ก้าวไกล” แนะแก้กฎหมาย “กยศ.” หลังรัฐบาลตัดงบปี 68

การประชุมสภาฯ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 วาระแรก วันที่สอง โดยมีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม


โดย นายปารมี ไวจงเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายในการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ ที่พบว่า ในร่างพ.ร.บ.งบฯ68 เป็นปีแรกที่กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอรับการจัดสรรงบประมาณครั้งแรกในหลายปี ซึ่งรัฐบาลจัดสรรงบให้ 800 ล้านบาท จากเดิมที่เสนอขอทั้งสิ้น 1.9หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ กยศ.ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก หากไม่ได้งบประมาณอีก อาจต้องตัดเงินกู้ยืมของนักเรียนที่เข้าโครงการ ไม่มีเงินเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอุดมศึกษา ที่อาจทำให้นักเรียนถูกตัดออกจากระบบการศึกษา ดังนั้นตนขอเรียกร้องให้พิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.กยศ. เพื่อแก้ปัญหา จากที่รัฐสภาชุดที่ผ่านมาแก้ไขเนื้อหาลดอัตราดอกเบี้ย และไม่มีการฟ้องร้อง จนทำให้เกิดปัญหา

ขณะนี้มีปัญหาการขาดแคลนครูในชนบท เนื่องจากครูในชนบทต้องรับภาระงานจำนวนมาก ตั้งแต่ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนถึงภารโรง แต่ได้เงินเดือนเท่ากับครูในเมือง ดังนั้นจึงทำให้ครูชนบทขอย้ายไปในเมือง และประเด็นดังกล่าวทำพบการทุจริต ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ กิโลเมตรละ 1แสนบาท โดยเป็นการวัดระยะทางจากโรงเรียนเก่าไปโรงเรียนใหม่ ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้า

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ชี้แจงด้วยว่า การบริหารจัดการของ กยศ. นั้น ยังอยู่ภายใต้กรอบวงเงินของกองทุน และการชดใช้หนี้จากเด็กที่จบการศึกษา จึงจัดสรรงบให้ที่ 800 ล้านบาท แต่หากงบไม่พอ มีกลไกอื่นๆ รองรับ คือ งบกลาง ที่รองรับได้ โดยตนยืนยันว่าไม่มี นักเรียนหลุดจากระบบการศึกษาแน่นอน ทั้งนี้ในปีการศึกษา กยศ. ตั้งเป้าให้กู้ยืม ได้ 6.2แสนราย แบ่งเป็นกลุ่มกู้ยืมเก่า 75% และกลุ่มใหม่ 25% นอกจากนั้นแล้วยังมีประเด็นที่ต้องบริหารจัดการคือ การคืนเงินให้กับผู้กู้ยืมเงิน คิดเป็นเงินกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากกฎหมายที่แก้ไขเรื่องเบี้ยปรับที่ลดลง จาก 18% เป็น 0.5% ทำให้ต้องคำนวณเงินชำระคืนใหม่ เแต่อยู่ในกรอบบริหารจัดการได้



เลขาฯกกต.ย้ำ ขอคะแนนโหวต สว.ไม่ผิด

แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่มีการร้องเรียนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (เลือก สว.) ที่มีหลายกรณี ว่า เท่าที่ตรวจสอบไม่ได้มีมากนัก จากจำนวนผู้สมัคร 40,000 กว่าคน มีคนร้องเรียนไม่ถึง 100 ราย จะบอกว่าเยอะคงไม่ได้ แต่มีการออกเป็นข่าวก็ดูเหมือนว่ามีจำนวนมาก หากตรวจพบว่ากรณีใดทำผิดก็ต้องลงโทษไปตามกฏหมาย ตนยังไม่เห็นรายละเอียด


ส่วนกรณีที่มีการฮั้วการลงคะแนนให้คนที่ถูกล็อคได้เข้ารอบนั้น นายแสวง ถามกลับมา แล้วผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งการตรวจสอบ ก็มีขั้นตอนอยู่แล้วตนถามว่าที่ทำอย่างนี้ผิดกฎหมายหรือยัง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำแบบนี้ได้เลย แต่เมื่อศาลปกครองยกเลิกระเบียบกกต.ที่ออกตามมาตรา 36 เราจึงไปห้ามตรงนั้นไม่ได้ เมื่อก่อนจะไปขอคะแนนหรือแลกคะแนนกันก็ไม่ได้ซึ่งเป็นเรื่องของกรอบในการแนะนำตัวที่กำหนดเอาไว้ด้วย เมื่อมีการยกเลิกก็ฟรีอิสระแล้ว ก็ว่ากันไป ยกเว้นมีการจ่ายเงิน จ้างมาลงคะแนน

เมื่อถามว่า ผลที่ออกมาจึงอาจจะมี สว. สายอนุรักษ์ สว.สีส้ม ไม่ได้กระจายตามตัวแทนกลุ่มอาชีพจริง นายแสวง กล่าวว่า ก็พูดยาก

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News