Home Politics ครม.ออก 5 มาตรการเพิ่มเติม 1.12 แสนล้าน ค้ำประกัน-ปล่อยกู้เอสเอ็มอี

ครม.ออก 5 มาตรการเพิ่มเติม 1.12 แสนล้าน ค้ำประกัน-ปล่อยกู้เอสเอ็มอี

ครม.เคาะ 5 มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่อง เอสเอ็มอี-รายย่อย-บุคคลทั่วไป ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพิ่มการค้ำประกันซอฟโลนท์พลัส ช่วยค้ำประกันเงินกู้ต่อจากการประกันในส่วนที่ ธปท.ปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี พร้อมเพิ่มการปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการรายเล็กมากผ่านธนาคารออมสิน รวม 1.12 แสนล้านบาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสอ็มอี (เอสเอ็มอี)เพิ่มเติมตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขยายตัวเป็นวงกว้าง แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการดูแลและเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและเพียงพอ

กระทรวงการคลังจึงเสนอการทบทวนมติครม.และมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเพิ่มเติม เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ บรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอีดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมทั้งเป็นการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจและประชาชนที่เกี่ยวข้อง

- Advertisement -

การให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีครั้งนี้ประกอบด้วย 5 มาตรการคือ

1. โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะพิเศษ Soft Loan พลัส มีกลุ่มเป้าหมายคือ เอสเอ็มอีที่มีคุณสมบัติตามพ.ร.ก.Soft Loan แต่ยังไม่ได้รับสินเชื่อตามพ.ร.ก.Soft Loan ระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี นับตั้งแต่ครม.เห็นชอบ หรือ ระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้สถาบันการเงินกู้ยืมตามพ.ร.ก.Soft Loan

โดยบสย.จะค้ำประกันสินเชื่อวงเงินโครงการรวม 57,000 ล้านบาท ระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 8 ปี การค้ำประกันจะเริ่มต้นในปีที่ 3 นับจากวันที่เอสเอ็มอีแต่ละรายได้รับสินเชื่อ และบสย.จะเริ่มคิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน 1.75 % ต่อปี โดยบสย.จ่ายค่าประกันชดเชยตลอดโครงการไม่เกินร้อยละ 30 ส่วนงบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการ ทางบสย.ต้องขอรับการชดเชยความเสียหายจำนวน 9,120 ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณควรจัดสรรงบประมาณชดเชยตามความรับผิดชอบ

2.การปรับปรุงการดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบจากโควิด -19 โดยมติครม.เดิมเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2563 ได้เห็นชอบโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 วงเงิน 20,000 ล้านบาท มีธนาคารออมสินเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อให้รายละไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งจนถึงวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารออมสินได้อนุมัติสินเชื่อไปแล้วจำนวน 1,012 ล้านบาท จึงยังมีวงเงินเหลืออยู่อีกจำนวน 18,988 ล้านบาท

กระทรวงการคลังจึงขอปรับปรุงแนวทางให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ครอบคลุมประชาชนผู้ประกอบอาชีพทุกกลุ่ม แยกเป็นดังนี้ ส่วนแรกจัดสรรเงิน 10,000 ล้านบาท ให้ธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อเสริมพลังฐานราก ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้มีรายได้ประจำ รวมถึงบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ภัยทางเศรษฐกิจและภัยทางธรรมชาติ

ส่วนเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ยังเป็นไปตามเดิม เช่น ให้กู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท แต่เพิ่มเติมระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน

ส่วนที่ 2 จัดสรรวงเงินจำนวน 5,000 ล้านบาท ให้ธนาคารออมสินดำเนินโครงการ Soft Loan ออมสินฟื้นฟูท่องเที่ยวไทย ปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีรายย่อยที่เป็นบุคคลธรรมดาในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและ Supply Chain เช่นร้านอาหาร ธุรกิจสปา นวดแผนไทย รถรับจ้างนำเที่ยว เกสต์เฮ้าส์ โฮสเทล วงเงินต่อรายไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 3.99% ต่อปี ระยะเวลากู้ 5 ปี ปลอดชำระเงินต้น 1 ปี

3.การปรับปรุงแนวทางการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างทั่วถึง มติครม.เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2563 เห็นชอบให้จัดสรรวงเงินจำนวน 80,000 ล้านบาท ให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือนอนแบงก์ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด -19 ณ วันที่ 10 ส.ค.2563 ธนาคารออมสินอนุมัติสินเชื่อไปแล้วจำนวน 59,857 ล้านบาท

ทั้งนี้กระทวงการคลังได้ขอปรับปรุงแนวทางการให้ความช่วยเหลือดังนี้คือ จัดสรรวงเงินจำนวน 10,000 ล้านบาทให้สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง พร้อมทั้งขยายขอบเขตคุณสมบัติของเอสเอ็มอีให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วไป และแบ่งวงเงินจำนวน 3,000 ล้านบาทให้ธนาคารออมสินเพื่อปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีโดยตรง และปรับวงเงินค้ำประกันต่อรายจากเดิมไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อรายรวมทุกสถาบันการเงิน เป็นไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อรายรวมทุกสถาบันการเงิน เพื่อให้รองรับลูกค้าได้มากขึ้น

4.ขยายกลุ่มเป้าหมายโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด -19 เดิมมติครม.วันที่ 24 มี.ค.2563 เห็นชอบโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด -19 วงเงิน 10,000 ล้านบาท

โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.)เป็นผู้ปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจทัวร์ สปา ขนส่งที่เกี่ยวเนื่อง บริษัทนำเที่ยว โรงแรม ห้องพัก และร้านอาหาร รายละไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ณ วันที่ 10 ส.ค.2563 ธพว.อนุมัติสินเชื่อไปแล้วจำนวน 417 ล้านบาท คงเหลืออีก 9,583 ล้านบาท จึงให้ขยายครอบคลุมกลุ่มธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากโควิด-19 โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดย่อมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

5.การปรับปรุงหลักเกณฑ์และขยายเวลาโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ Micro Entrepreneurs ระยะที่ 3 โดยครม.วันที่ 24 ก.ค.2561 เห็นชอบ โครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ Micro Entrepreneurs ระยะที่ 3 วงเงิน 15,000 ล้านบาท ให้บสย.ค้ำประกันสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยวงเงินค้ำประกันไม่เกิน 200,000 ล้านบาท ต่อรายรวมทุกสถาบันการเงิน ซึ่งสิ้นสุดคำขอ ณ วันที่ 23 ก.ค.2563 มีวงเงินค้ำประกันโครงการเหลืออยู่ 2,513 ล้านบาท จึงให้ขยายเวลารับคำขอค้ำประกันออกไปถึงวันที่ 30 ธ.ค.2563

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

‘สุพัฒนพงษ์’ ห่วงการเมืองกระทบเศรษฐกิจ ลั่นการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง

'สุพัฒนพงษ์' ชี้การเมืองต้องใช้การเมืองแก้ มองข้อเรียกร้องต่างๆของผู้ประท้วงแก้ไขได้โดยกลไกนิติบัญญัติชี้การเมืองกดดันผู้ใหญ่ ต้องช่วยกันดูแลประคอง เศรษฐกิจ จับจ่ายให้มากขึ้น นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นตนขอพูดในนามส่วนตัวไม่ใช่ในนาม รองนายกฯ หรือ รมว.พลังงาน ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เป็นเรื่องที่เกิดจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ รัฐบาลเองก็มีความชัดเจนว่าเรื่องนี้หากกระทำในกรอบของกฎหมายก็คงไม่เป็นอะไรให้แสดงออกได้ แต่การกระทำที่นอกกฎหมายก็ต้องมีการดำเนินการ หลักการตรงนี้ต้องมีอยู่ ในเรื่องนี้รัฐบาลก็ต้องดูแล ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่รู้สึกก็คือเสียดายว่าวันนี้ประเทศไทยเพิ่งจะผ่านจากสถานการณ์โควิด-19 เหมือนกับทั่วโลกเป็นคนป่วยที่ยังต้องรักษาแต่ไทยเหมือนเราพ้นจากโควิด-19 มาได้เหมือนคนป่วยที่ออกมาพักฟื้นแล้วกำลังจะลุกเดินไปได้...

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

SET ปิดตลาด -24.93 จุด ชี้ปัจจัยการเมืองในประเทศกดดันเสี่ยงหลุด 1,200 จุด

SET Index ปิดตลาด -1,208.75 จุด ปรับลง -24.93 จุด สวนทางตลาด หุ้น ต่างประเทศ โบรกฯ ชี้ปัจจัยการเมืองในประเทศกดดัน ประเมินแนวรับกรณีเลวร้ายที่สุด 1,140 จุด นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันที่ 19 ต.ค.63...

กรุงศรีฯ คาดเงินบาทซื้อขายในกรอบ 31.00-31.35 จับตาทิศทางการเมืองในประเทศ

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทาง ค่าเงินบาท ในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.35 ต่อดอลลาร์เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 31.18 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 4.1 พันล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสุทธิ 2.5 พันล้านบาท ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญหลังมีแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจโลกชะลอการฟื้นตัว และความไม่แน่นอนว่าสหรัฐฯ จะสามารถออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังชุดใหม่ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พ.ย. ได้หรือไม่ นอกจากนี้...

ก.ดิจิทัล ร่อนหนังสือขอผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต บล็อก Telegram

ช่วงเวลา 13.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนโลกออนไลน์มีการเผยแพร่เอกสารลับ ของ กระทรวงดิจิทัลฯ ส่งไปถึง กสทช. ขอให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ระงับ การใช้บริการแอปพลิเคชั่น เทเลแกรม(Telegram) หลังจากเมื่อวานนี้(18 ต.ค.63)เพจเฟซบุ๊ก เยาวชนปลดแอก-Free YOUTH โพสต์ข้อความ "ให้ผู้ชุมนุมเข้าร่วม กลุ่มแชท Telegram เพื่อสำรองการติดต่อสื่อสาร หากเพจถูกปิดดังข่าวที่ได้รับมา" อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ ? แต่...

Related News

ไมโครลิสซิ่ง เข้าระดมทุนตลาดหลักทรัพย์ SET วันแรกราคาหุ้น IPO พุ่ง 43%

‘ไมโครลิสซิ่ง’ (MICRO) เข้าระดมทุนตลาดหลักทรัพย์ SET วันแรก ราคาหุ้น IPO บวกกว่า 43% ผู้บริหารเผยแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนขยายพอร์ตสินเชื่อ-เพิ่มจำนวนสาขาใหม่ ไมโครลิสซิ่ง เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันนี้เป็นวันแรก (1 ต.ค. 2563) ราคาเปิดการซื้อขาย (Open Price) อยู่ที่ 3.78 บาท ปรับขึ้น 42.64% จากราคาจองซื้อ (IPO)...

เมืองไทย แคปปิตอล มั่นใจธุรกิจยังเติบโตได้ดี ไม่หวั่นคู่แข่งหน้าใหม่

บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล มั่นใจ อีก 2-3 ปี ธุรกิจยังคงเติบโตขึ้นได้ถึง 20-25% ไม่กังวลแม้จะมีคู่แข่งหน้าใหม่ที่เข้ามาในตลาด นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) มองว่า "เมื่อเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งกระทบต่อกลุ่มลูกค้าต่าง ๆ ทำให้เติบโตได้เพียง 19-20% จากที่ตั้งเป้าหมายไว้เมื่อต้นปีที่ 20-25% เพราะธุรกิจดำเนินไปด้วย...

ออมสินปล่อยกู้ ‘สินเชื่อเสริมพลังฐานราก’ รายละ 5 หมื่น ไม่ต้องค้ำ

ออมสินเปิดตัว “สินเชื่อเสริมพลังฐานราก” ตามติครม. ลุยปล่อยกู้เติมสภาพคล่องพ่อค้าแม่ค้า-ผู้มีอาชีพอิสระ-คนมีรายได้ประจำ ถูกกระทบจากโควิด-19 ให้กู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมคลายเงื่อนไข ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกันและปลอดชำระหนี้ 6 งวดแรก นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ได้มีมติเห็นชอบปรับปรุงการดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) วงเงิน 20,000 ล้านบาท...

เมืองไทย แคปปิตอล มองธุรกิจสินเชื่อยังเติบโตได้ดีในยุคโควิด

แม้สถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจโลกจะแย่ลง เหตุเพราะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ เมืองไทย แคปปิตอล ยังแข็งแกร่ง สามารถเติบโตได้อยู่ และเชื่อว่าจะเติบโตขึ้นอีกในช่วงครึ่งปีหลังนี้ สำหรับ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เป็นสถานบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร(Non Bank) ให้บริการด้านสินเชื่อ อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ดำเนินธุรกิจหลัก 5 ประเภท ได้แก่ สินเชื่อรถจักรยานยนต์ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อโฉนดที่ดิน...

ธปท.ยันเกณฑ์คุมสินเชื่ออสังหาฯยังจำเป็น โชว์ข้อมูลไม่กระทบตลาด

ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์แล้วเห็นว่าหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ มาตรการ loan-to-value ratio (LTV) ซึ่งได้ปรับเกณฑ์ผ่อนคลายไปแล้ว 2 ครั้ง ยังมีความจำเป็นและเหมาะสม ธปท.ระบุว่าประชาชนที่ต้องการซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงยังสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้โดยเฉพาะบ้านหลังแรก อีกทั้งยังเป็นการป้องกันความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์ ก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เรียกร้องให้ธปท.ยกเลิกมาตรการดังกล่าว เพื่อกระตุ้นตลาดอังหาฯที่ซบเซาจากผลกระทบโควิด-19 นางนวอร เดชสุวรรณ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า ธปท. ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ออกมาตรการ LTV...