HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 18 เมษายน 2567

Business Today Thai Politics 18 เมษายน 2567



ครม.ไฟเขียวฟรีวีซ่าถาวร ไทย-คาซัคสถาน

- Advertisement -

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้ความเห็นชอบการจัดทำความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน ว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ


โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคาซัคสถานมีกำหนดจะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 21-24 เมษายน 2567 โดยทั้งสองประเทศเห็นชอบที่จะจัดให้มีการลงนามความตกลงฯ ในวันที่ 23 เมษายน 2567 เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของทั้งสองฝ่าย

โดยสาระสำคัญของร่างความตกลงฯ เป็นการระบุรายละเอียดและเงื่อนไขของการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาระหว่างไทยและคาซัคสถาน สรุปสาะสำคัญได้ดังนี้ ข้อตกลง – ผู้ถือหนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 6 เดือนนับจากวันที่เดินทางเข้าของรัฐภาคี (ไทยและคาซัคสถาน) จะได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับการเดินทางเข้า เดินทางออกจาก เดินทางผ่าน และพำนักอยู่ชั่วคราวในดินแดนของรัฐภาคีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วันนับจากวันที่เดินทางเข้า

โดยระยะเวลาพำนักสะสมรวมกันจะต้องไม่เกิน 90 วันภายในแต่ละช่วงเวลา 180 วัน และในกรณีที่มีความประสงค์จะพำนักเกินกว่า 30 วัน จะต้องได้รับการตรวจลงตราตามที่กำหนดไว้ตามกฎหมายและข้อบังคับของรัฐภาคีนั้นๆ

ความตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด และจะมีผลบังคับใช้ใน 30 วันหลังจากวันที่ได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งสุดท้าย ผ่านช่องทางการทูตว่าได้ดำเนินกระบวนการทางกฎหมายภายในที่จำเป็นต่อการบังคับความตกลงฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

การจัดทำความตกลงฯ จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของทั้งสองฝ่าย ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ในระดับประชาชน และเสริมสร้างศักยภาพและรายได้ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในภาพรวม รวมถึงเป็นการช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในด้านอื่นๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ วิชาการ วัฒนธรรม



รักษาการณ์ ผบ.ตร.ลงนาม ให้ “บิ๊กโจ๊ก” ออกจากราชการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกระแสข่าว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รักษาการ ผบ.ตร.) ได้เข้าพบ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เพื่อเสนอให้เซ็นคำสั่ง ปลดออก หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. หลังถูกดำเนินคดี


ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2567 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มอบอำนาจให้ทีมทนายความไปเลื่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.เตาปูน ในคดีฟอกเงินเว็บพนันออนไลน์ โดยขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 27 เมษายน 2567 นี้



“พวงเพ็ชร” ประชุมงานเฉลิมพระเกียรติพระชนพรรษา 6 รอบ

วันนี้ (18 เมษายน 2567) พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ การจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ร่วมประชุมติดตามการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และกิจกรรมสำคัญภายใต้การดำเนินงานของกรมประชาสัมพันธ์ เช่น การจัดงานดนตรีในสวนเฉลิมพระเกียรติฯ และค่ายเยาวชน NEW(S) GEN LEADER CAMP


สำหรับการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ปีนี้ รัฐบาลได้เตรียมจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศตลอดทั้งปี 2567 โดยประสานความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ เนื่องในปีมหามงคลนี้ โดยมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ พิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตภาวนาทุกวันจันทร์ โครงการบรรพชาอุปสมบท พิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนา กิจกรรมจิตอาสา พิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศ งานพระราชพิธีสำคัญในห้วงวันพระราชสมภพเดือนกรกฎาคม 2567 รวมถึงกิจกรรมดนตรีในสวนเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเป็นฟรีคอนเสิร์ตที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงควมจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ผ่านบทเพลงเฉลิมพระเกียรติและกิจกรรมต่างๆ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 ของทุกเดือน ตลอดปีมหามงคลนี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามการจัดกิจกรรมสำคัญภายใต้การดำเนินงานของกรมประชาสัมพันธ์ ได้แก่ กิจกรรมค่ายเยาวชน NEW(S) GEN LEADER CAMP เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้อง และฝึกการเป็นนักประชาสัมพันธ์รุ่นใหม่ที่สื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เชื่อถือได้ และทันสมัย ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์พัฒนาการสื่อสารให้เข้าถึงทุกกลุ่ม
ในปีนี้ที่เป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศาสนุวงศ์ ผ่านการร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางรัฐบาล ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนจัดขึ้นตลอดทั้งปี 2567



“ทวี” ปัด เพื่อไทยทวงคืนเก้าอี้ประธานสภาฯคืนจากพรรค

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวพรรคเพื่อไทย (พท.) จะยึดคืนเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรคืน ว่า อันนี้เป็นส่วนรัฐบาล เมื่อถามย้ำว่า ช่วยยืนยันได้หรือไม่ เพราะดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยต้องการจะคุมเกมในสภาฯ เอง พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ประธานสภาฯ จะมีรัฐธรรมนูญเขียนเรื่องการเข้ารับตำแหน่งประธานสภาฯ เป็นเรื่องของสภาฯ แต่เรื่องของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นเรื่องของนายกฯ


เมื่อถามว่า ทางพรรคเพื่อไทยจะเปลี่ยนโดยการปรับ ครม.แล้วอาจนำคนที่หลุดจาก ครม.ไปประธานสภาฯ แทน พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินจากคนที่ไม่ใช่สื่อพูด เพราะคนในรัฐบาลไม่เคยมีใครพูดเรื่องนี้ เมื่อถามว่า มีความเคลื่อนไหวภายในพรรคประชาชาติหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่มี เราเน้นทำงานให้หนัก

เมื่อถามว่า ภายในพรรคประชาชาติจะต้องมีการพูดคุยกันเรื่องนี้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่มี เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ในเรื่องรัฐบาลให้อำนาจนายกฯ ในการตั้ง ครม. แต่ในเรื่องสภาฯ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน จะเป็นผู้เลือกใครจะเป็นประธานสภาฯ เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล มีโอกาสจะเปลี่ยนประธานสภาฯ หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องพวกนี้



‘ปชป.’ ลั่น หาก ‘ยิ่งลักษณ์’ ตามรอย ทักษิณ กลับไทย ระวังแรงต้านการเมือง

ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการกลับเข้าประเทศไทยของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า ไม่มีอะไรน่าแปลกใจเพราะเชื่อว่าทุกคนพอจะคาดการณ์ได้อยู่แล้วที่นายพิชิต ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าการกลับมาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ โมเดลก็คล้ายๆ กันกับกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ขณะนี้เวลานี้หมดเวลาเตือนรัฐบาลแล้ว มีแต่จะบอกว่าถ้าคิดจะทำอะไรก็เดินไปให้สุดซอย กระบวนการยุติธรรมของประเทศถ้าจะพังเพราะการสนองความต้องการส่วนตัว ในการช่วยเหลือพวกพ้อง วันหนึ่งประชาชนไม่มีวันยอมแน่นอน


ราเมศ กล่าวว่า คดีจำนำข้าวจะมาอ้างว่าเป็นคดีที่เกิดขึ้นหลังจากยึดอำนาจ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะคดีจำนำข้าวเกิดขึ้นจากการตรวจสอบในระบบประชาธิปไตยที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติ โดยฝ่ายค้านในขณะนั้นคือพรรคประชาธิปัตย์ ส่งคดีต่อไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งต่อไปยังพนักงานอัยการ แล้วก็ไปจบที่ศาลฎีกา ทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักการในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การยัดข้อหาแต่อย่างใด ท้ายที่สุดกรณีที่ยิ่งลักษณ์ทุกคนอาจจะคาดการณ์กันไป รอดูเรื่องจริงดีกว่าว่าจะใช้โมเดลทักษิณจริงอย่างที่พูดหรือไม่

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News