HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 16 พฤษภาคม 2567

Business Today Thai Politics 16 พฤษภาคม 2567



นายกฯ ปาฐกถา Thailand – France Business Forum ชู 3 โอกาสลงทุนไทย

- Advertisement -

ปารีส, 16 พฤษภาคม 2567 – นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาในงาน Thailand – France Business Forum ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เน้นย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับฝรั่งเศส พร้อมนำเสนอ 3 โอกาสการลงทุนที่มีศักยภาพในไทย ดึงดูดนักลงทุนจากฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น


นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณการต้อนรับอันอบอุ่นจากฝรั่งเศส และย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ โดยไทยถือเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของฝรั่งเศสในอาเซียน และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำระดับสูงอยู่เสมอ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ

นายกรัฐมนตรี นำเสนอวิสัยทัศน์ “IGNITE THAILAND” มุ่งยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมระดับโลกใน 8 ภาคส่วน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนจากฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะใน 3 ภาคส่วนที่มีศักยภาพ ดังนี้

  1. การขนส่ง (Logistics) : ไทยมุ่งเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านโครงการ Landbridge เชื่อมโยงเส้นทางการค้าจากมหาสมุทรแปซิฟิกสู่มหาสมุทรอินเดีย เพิ่มศักยภาพการขนส่งทั้งทางบกและทางทะเล
  2. การบิน (Aviation) : ไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการบินทั้งผู้โดยสารและสินค้า เร่งพัฒนาแผนสร้างสนามบินใหม่ ปรับปรุงสนามบินเดิม และพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) เชิญชวนฝรั่งเศสใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้
  3. ดิจิทัล: ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง อินเทอร์เน็ต 5G ครอบคลุม ประชาชนใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างแพร่หลาย มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ ความยั่งยืน ซึ่งเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล มุ่งสู่เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) ผ่านแผนพัฒนาที่ชัดเจน มุ่งใช้พลังงานทดแทนร้อยละ 50 ของการผลิตภายในปี 2040 สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และพิจารณาใช้ Green Hydrogen และ Small Module Reactor (SMR)

นายกรัฐมนตรี เชิญชวนนักลงทุนจากฝรั่งเศสเดินทางมายังไทย พร้อมเน้นย้ำว่าไทยเปิดกว้างสำหรับการดำเนินธุรกิจ รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน แรงจูงใจที่ดี และพร้อมสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับฝรั่งเศสให้เจริญรุ่งเรือง

งาน Thailand – France Business Forum ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง มีผู้เข้าร่วมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจากไทยและฝรั่งเศสจำนวนมาก คาดว่าจะเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุน กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันความร่วมมือระหว่างไทยกับฝรั่งเศสให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น



“ชาดา” ลั่นเอาจริงแก้หนี้นอกระบบ ประนอมหนี้แล้ว 5 หมื่นล้าน

วันนี้ (16 พฤษภาคม 2567)ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษาของคณะกรรมการแก้ไขหนี้สินนอกระบบ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ


ในฐานะผู้แทนของรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายณรงค์ ศรีระสันต์ ผู้แทนอธิบดีอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) ร่วมแถลงข่าวเปิดแผนปฏิบัติการแก้ไขหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน โดยมีนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมการแถลงข่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแก้ไขหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืนเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลต้องการจะฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ความสำคัญยกให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งยุทธศาสตร์ใหญ่ของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศคือ ทำอย่างไรที่จะเติมเม็ดเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น จากข้อมูลตามตัวเลขสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า จำนวนเงินหนี้นอกระบบมีประมาณ 5 หมื่นล้านบาท แต่คณะกรรมการแก้ไขหนี้นอกระบบฯ คาดว่ามีประมาณแสนล้านบาท ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีคนมาลงทะเบียนเข้าสู่ระบบแก้ไขหนี้นอกระบบ ซึ่งจากตัวเลขการดำเนินการแก้ไขหนี้นอกระบบยังถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ จึงขอความร่วมมือให้ลูกหนี้-เจ้าหนี้ รีบมาลงทะเบียนเข้าสู่ระบบการแก้ไขหนี้ เพื่อให้การแก้ไขหนี้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด

    ชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการไปกว่า 1 แสนราย แต่เชื่อว่ามีอีกมากที่ยังไม่เข้าสู่ระบบทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ จากนี้จะทำให้เจ้าหนี้เข้าสู่กรอบของกฎหมาย ภายใน 31 พ.ค. นี้ ถือเป็นการขีดเส้นตายครั้งสุดท้าย ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความเป็นธรรมกับทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ เพราะต้องการดึงเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ หากใครไม่ปฏิบัติตามจะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด

    นายชาดา ย้ำ เรารอต่อไปไม่ไหวแล้ว ครั้งนี้เป็นโอกาสที่เจ้าหน้าหนี้จะทำมาหากินอย่างถูกกฎหมาย 14 วันที่เหลืออยู่ ขอแนะนำให้เจ้าหนี้ไปแจ้งกับฝ่ายปกครองในจังหวัดของตนเอง หรือตำรวจ ส่วนคนที่ไม่โดนจับ นั่งเป็นเจ้าพ่อเงินกู้อยู่เบื้องหลัง ก็จะต้องเข้าสู่ระบบเช่นกัน หากเพิกเฉยไม่มาแจ้งระวังเจ้าหน้าที่สรรพากรจะไปตรวจสอบความเป็นอยู่และรายได้ทั้งหมด วันนี้ ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาด้านนิติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์อย่างยั่งยืน จะไม่มีการกู้หนี้มาใช้หนี้อีกต่อไป ทุกคนจะต้องเข้าสู่ระบบ พร้อมย้ำไปถึงข้าราชการที่เป็นหนี้นอกระบบ ขอให้มีความกล้าหาญที่จะเข้าสู่ระบบ ไม่ใช่รอให้เจ้าหนี้เป็นผู้ออกมาเปิดเผยชื่อ เพราะไม่รู้ว่าจะมีความผิดหรือไม่



    รัฐบาลเอาจริงปรับคอลเซนเตอร์ปิดบัญชีม้า 1 แสนบัญชี

    ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลตระหนักถึงภัยคุกคามและการถูกหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำและสั่งการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าป้องกัน ปราบปราม อาชญากรรมออนไลน์ทางเทคโนโลยีหรือการที่ประชาชนถูกหลอกลวงทางออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องจริงจัง


    ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2567 รัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมมือกันหาแนวทางเรื่องการกวาดล้างบัญชีม้าและเร่งรัดการคืนเงินให้ผู้เสียหาย ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ได้มอบหมายให้กระทรวง ดีอี ร่วมกับ ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นระยะที่ 2 ต่อเนื่องจากระยะแรก 30 วัน (1-30 เมษายน 2567) โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวได้มีการประชุมหารือร่วมกัน โดยมีแนวทางการดำเนินการที่สำคัญ คือ

    1. การเร่งรัดกวาดล้างบัญชีม้า โดย ปปง. ธปท. สมาคมธนาคาร กสทช. สมาคมโทรคมนาคมฯ และ ดีอี ร่วมดำเนินการ ดังนี้ (1) ขยายผลกวาดล้างบัญชีม้า จากการใช้ข้อมูลรายชื่อเจ้าของบัญชีม้า และรายชื่อผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำการปิดบัญชีธนาคารทุกธนาคาร จากชื่อบุคคลดังกล่าว โดยตั้งเป้าระงับ/ปิด บัญชีม้ามากกว่า 12,000 คนต่อเดือน หรือ 100,000 บัญชีต่อเดือน (2) กำหนดมาตรการและเงื่อนไขการเปิดบัญชีใหม่ เพื่อป้องกันการนำไปกระทำความผิดโดยเพิ่มกระบวนการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง Customer Due Diligence หรือ CDD โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยง ธนาคารต้องตรวจสอบให้เคร่งครัดมากขึ้นก่อนอนุมัติเปิดบัญชี โดยทาง ธปท.จะมีการออกประกาศภายในเดือนมิถุนายน 2567 ซึ่งปัจจุบันบางธนาคารได้มีการดำเนินการแล้ว (3) การกวาดล้างบัญชีม้า และซิมม้าในระบบ mobile banking ที่ประชุมมอบหมายให้ กสทช.เร่งรัดตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับระบบ mobile banking จำนวนประมาณ 106 ล้านเลขหมาย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จใน 120 วัน

    2. การแก้กฎหมายพิเศษเป็นการเร่งด่วน เพื่อให้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนช่วยเหลือคืนเงินให้ผู้เสียหาย ดังนี้ (1) การเร่งรัดคืนเงินให้ผู้เสียหาย ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการหาวิธีคืนเงินให้รวดเร็วขึ้น โดยพิจารณาการออกกฎหมายพิเศษเพื่อเร่งการคืนเงิน เนื่องจากที่ผ่านมาการคืนเงินให้ผู้เสียหายจากคดีออนไลน์ ต้องใช้เวลานาน หลาย ๆ กรณี ใช้เวลาหลายปีกว่าจะสามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายได้ ประกอบกับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 ทาง AOC 1441 โดย ดีอี ตร. สมาคมธนาคาร ได้ร่วมมือ เร่งการระงับ/อายัด บัญชีม้าได้รวดเร็วเฉลี่ยภายใน 10 นาที และมีเงินที่ถูกอายัดได้จำนวนมาก และ (2) การเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล โดยถือว่าการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล เป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสังคมในวงกว้าง จึงต้องมีการกำหนดบทลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องและคนร้ายในอัตราโทษจำคุกเพิ่มขึ้นจาก 1 ปี เป็น 5 ปี นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการป้องกันการโอนเงินแบบผิดกฎหมายของคนร้ายโดยการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะที่เป็นแพลทฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศที่ผิดกฎหมาย

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำถึงผลการดำเนินการกวาดล้างบัญชีม้า 30 เม.ย. 2567 ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 700,000 บัญชี แบ่งเป็น ธนาคารระงับเอง 300,000 บัญชี AOC ระงับ 101,375 บัญชี ปปง.ปิด 325,586 บัญชี และ ตร. ดำเนินการการจับกุมคดี บัญชีม้า-ซิมม้า เม.ย. 67 มีจำนวน 361 คน เพิ่มขึ้น 1.9 เท่า เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 187 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม – มีนาคม 2567



    กกต.ลั่นเลือก สว.ใหม่ต้องสุจริตยุติธรรม

    แสวง บุญมี เลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ในงานสัมมนาเตรียม ความพร้อมการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ที่จัดร่วมกับกรมการปกครอง และสำนักงาน กกต. โดยเป็นการทำความเข้าใจกันครั้งสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือก สว.


    นายแสวง ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำในการทำให้การเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นหน้าที่ของ กกต. จะต้องป้องกันการจัดตั้งโดยการฮั้ว จัดตั้ง ในการออกเสียงเลือกวุฒิสภาส่วนที่นำมากล่าวในห้องประชุมนี้ก็เพราะจะย้ำว่าไม่มีกระบวนการใดที่จะหยุดยั้งให้เราไม่ได้ สว. 200 คน ซึ่ง เรื่องความผิดในการเลือกนั้น ผู้อำนวยการการเลือกแต่ละระดับจะเป็นผู้วินิจฉัยโดยตรง

    ซึ่งถือเป็นขั้นตอนในกระบวนการเลือก ส่วนการซื้อเสียง การจัดตั้ง จะเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งจะทำเป็นสำนวนที่อาจจะต้องใช้เวลาในการจัดการ ทั้งสืบสวนพยานบุคคลหรือพยานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อมาประกอบในการพิจารณา โดยยืนยันว่าหากมีข้อมูลในการกระทำผิดจริง ก็สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะตนก็อยากให้การดำเนินการเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปในแต่ละระดับ

    แต่ต้องยอมรับว่าการวินิจฉัยด้านกระบวนการของ ผอ.ระดับต่างๆ จะรวดเร็วกว่าการสอบสวนของ กกต.ขณะที่บรรยากาศ และตัวเลขผู้ขอรับสมัครมีประมาณ 17,000 คน ถือเป็นการสะท้อนอะไรหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า เฝ้าดูอยู่ เพราะยังมีเวลาจนถึงวันที่ 24 พ.ค. จึงต้องดูว่าประมาณ 10 วันจากนี้ คนจะมาสมัครเท่าไร ยังคาดคะเนอะไรมากไม่ได้ หากมีผู้สมัครน้อยคน ตามกฎหมายมาตรา 19 ก็ให้ดำเนินการต่อไปได้ อาจจะทำให้เราทำงานง่ายขึ้นด้วยซ้ำไป ก็ไม่ได้หนักใจอะไรในการทำงานครั้งนี้ เพียงแต่มีคนหนักใจแทน กกต.ส่วนคำร้องของผู้สมัครถึงที่ศาลปกครอง ที่เกี่ยวกับระเบียบการแนะนำตัวของ กกต. นั้น จะมีการวินิจฉัยในวันที่ 24 พ.ค.ส่งผลถึงการเลือก สว.อย่างไรบ้าง นายแสวง กล่าวว่า ขณะนี้ต่างคนต่างทำหน้าที่ ต้องดูในวันนั้นว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร ส่วนเตรียมแผนอะไรไว้หรือไม่ ตนมองว่า เป็นเรื่องของอนาคตเราไม่อยากพูดถึง จะขอดูเรื่องคำวินิจฉัยของศาลก่อน



    “บิ๊กโจ๊ก” ยังไม่แน่ใจลง สว.หรือไม่ ขอเดินหน้าเรื่องคดีก่อน

    พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนที่รัฐสภา ถึงการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะต้องการศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจากผู้สมัคร สว. นั้น จะต้องไม่ดำรงสถานะเป็นข้าราชการ แต่ปัจจุบันยังคงอยู่ในราชการตำรวจ


    ตนยึดหลักง่ายๆ คือ มุ่งมั่นทุ่มเททำงานเพื่อประชาชน แก้ไขปัญหาความทุกข์ยาก และความไม่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชนได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวได้สอบถามต่อว่า หากตัดสินใจลงสมัครจริง จะรับมือกับคู่แข่งที่มีจำนวนมากอย่างไร พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตอบว่า “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจะพิจารณาอีกครั้ง ผมเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องยึดพลังประชาชนเป็นหลัก ไม่มีสิ่งใดที่จะเหนือกว่าพลังของประชาชนได้ เพราะบ้านเมืองของเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องยึดหลักประชาชน และทำงานโดยไม่เอาเปรียบประชาชน ทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ไปพร้อมกัน เพราะถึงจะพยายามปิดบังอย่างไรก็ปิดไม่ได้ บ้านเมืองของเรามีโซเชียลมีเดียอยู่เต็มไปหมด

    Latest

    ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

    Related News