HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 15 พฤษภาคม 2567

Business Today Thai Politics 15 พฤษภาคม 2567



นายกฯ เปิดโครงการ “ร่วมใจภักดิ์ รักษ์สิ่งแวดล้อม” เฉลิมพระเกียรติในหลวง

นครราชสีมา – 15 พฤษภาคม 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการ “ร่วมใจภักดิ์ รักษ์สิ่งแวดล้อม” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ณ ทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริก จังหวัดนครราชสีมา

- Advertisement -


โดยมี พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมด้วย

โครงการนี้มุ่งหวังให้กลุ่มผู้ต้องขังและผู้ก้าวพลาดได้แสดงพลังในการทำความดี ชดเชยความเสียหายที่เคยกระทำ กลับคืนสู่สังคม เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

ทั้งนี้กิจกรรมหลักของโครงการ ประกอบด้วย การปลูกป่า การขุดลอกคูคลอง การลอกท่อระบายน้ำ เก็บขยะพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการสร้าง “สีเขียว” ทั้งทางกายภาพและมิติความคิดและจิตใจ โดยขอชื่นชมทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วน รวมไปถึงผู้ต้องขัง ผู้ถูกคุมความประพฤติ เด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาดทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม และขอให้ดำเนินกิจกรรมนี้ตลอดไป

นายกรัฐมนตรี ยังได้เติมสีเขียวทั่วแผ่นดินในแผนที่ประเทศไทยจำลอง มอบสัญลักษณ์การขับเคลื่อนโครงการ “ร่วมใจภักดิ์ รักษ์สิ่งแวดล้อม” ให้กับปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมกับมอบใบประกาศยกย่องคนต้นแบบ และปล่อยแถวผู้เข้าร่วมกิจกรรม “ร่วมใจภักดิ์ รักษ์สิ่งแวดล้อม” (ผ่านหน้าจอ) พร้อมกันทั่วประเทศ

โครงการ “ร่วมใจภักดิ์ รักษ์สิ่งแวดล้อม” นี้ เป็นการแสดงพลังแห่งความสามัคคี ร่วมใจของทุกภาคส่วน ในการรักษาฟื้นฟูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นของขวัญแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ



“เศรษฐา” เยือน 3 ประเทศ ฝรั่งเศส-อิตาลี-ญี่ปุ่น โรดโชว์ดึงลงทุน

วันนี้ (15 พฤษภาคม 2567) รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ เวลา 23.30 น. เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปยังกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชม.) เดินทางถึงกรุงปารีส วันพรุ่งนี้ (16 พฤษภาคม 2567) เวลา 07.10 น. (เวลาท้องถิ่นกรุงปารีส ซึ่งช้ากว่ากรุงเทพฯ 5 ชม.)


โดยการเดินทางในครั้งนี้ เป็นการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤษภาคม 2567 ณ กรุงปารีส การเยือนสาธารณรัฐอิตาลีอย่างเป็นทางการ และกิจกรรมคู่ขนาน ระหว่างวันที่ 17 – 21 พฤษภาคม 2567 ณ เมืองมิลาน และกรุงโรม และการเข้าร่วมการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤษภาคม 2567 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ในส่วนของการเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสเป็นการเยือนเพื่อนำคณะนักธุรกิจไทยร่วมงาน Thailand – France Business Forum ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 เป็นการจัดงานส่งเสริมการค้าระหว่างกันและสนับสนุนให้ภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น

ซึ่งในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อติดตามผลความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และ soft power ตลอดจนร่วมกันผลักดันประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการยกระดับความสัมพันธ์ไทย – ฝรั่งเศส สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตามที่ระบุไว้ในแผนการ (Roadmap) การดำเนินความสัมพันธ์ไทย – ฝรั่งเศส ค.ศ. 2022 – 2024

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนสาธารณรัฐอิตาลีอย่างเป็นทางการ พบหารือกับนางจอร์จา เมโลนี (H.E. Mrs. Giorgia Meloni) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอิตาลี เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิตาลี ซึ่งในปี 2567 จะครบรอบ 156 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน พร้อมขยายความร่วมมือในสาขาที่ไทยและอิตาลีมีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่ พลังงานหมุนเวียน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา วิทยาศาสตร์การแพทย์และเภสัชกรรม และกลาโหม

โดยนายกรัฐมนตรีจะผลักดันประเด็นสำคัญ เช่น การยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยในเขตเชงเกน และการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย – สหภาพยุโรป ให้สามารถสรุปภายในปี 2568 (ค.ศ. 2025) รวมถึงประเด็นการรับแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากอิสราเอลไปทำงานในอิตาลีในอนาคต โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับนาย Attilio Fontana ผู้ว่าการแคว้นลอมบาร์เดีย ซึ่งเป็นแคว้นที่สำคัญที่สุดด้านเศรษฐกิจของอิตาลีด้วย

นอกจากนี้ การเยือนในครั้งนี้จะเป็นโอกาสพบหารือภาคเอกชนรายใหญ่ระดับโลกของอิตาลี และ นาย Carlo Capasa ประธาน the National Chamber of Italian Fashion โดยจะเชิญชวนภาคเอกชนอิตาลีให้มาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่นและ Soft Power การเกษตรและอาหาร ยานยนต์ พลังงาน การเงินและพันธบัตร Sustainability Linked Bonds รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์

นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อเนื่องไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาในการประชุม Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 29 ซึ่งหัวข้อหลักในปีนี้ คือ Asian Leadership in an Uncertain World พร้อมจะเสนอให้เอเชียมีความร่วมมือสำคัญ ได้แก่ 1) การเชื่อมโยงด้านการค้าการลงทุนเพื่อเปิดโอกาสธุรกิจ 2) เสริมสร้างความยั่งยืนโดยเน้นเศรษฐกิจและพลังงานสีเขียว 3) การร่วมมือเพื่อเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และ 4) การปรับกระบวนทัศน์ของระบบพหุพาคีใหม่ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของเอเชีย และก้าวข้ามสถานการณ์โลกที่ผันผวน ท้าทาย

นายกรัฐมนตรีขอบคุณข้อเสนอหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยินดีรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน เชื่อมั่นในการทำงานแบบบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-ภาคเอกชน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีแก่คนไทย ยกระดับเศรษฐกิจให้เติบโตเต็มศักยภาพ



รัฐบาลพร้อมฟังความเห็นเอกชนพัฒนา 5 ภาค

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มุ่งมั่นกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของพีน้องชาวไทยทั่วประเทศ ย้ำพร้อมรับฟัง และร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ ขอบคุณ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่จัดประชุมใหญ่หอการค้า 5 ภาค ระดมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่


โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจากการที่หอการค้าไทยได้จัดประชุมใหญ่ หอการค้า 5 ภาค ซึ่งได้ระดมความคิดเห็นผู้ประกอบการ ทบทวนแผนงานเศรษฐกิจภาคเอกชนของหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ และได้เสนอแผนยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาล เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาคร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมั่นช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพโดยแบ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ในแต่ภาค ดังนี้

แผนยุทธศาสตร์ภาคกลาง เสนอแผนการขับเคลื่อน 3 ด้าน ได้แก่ 1. การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและศูนย์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Hub and Wellness) 2. การยกระดับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับ Food Valley และ Innovation Hub 3. การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่นๆ สำหรับภาคเหนือ หอการค้าภาคเหนือผลักดันส่งเสริมพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor: NEC – Creative LANNA) ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจ BCG พร้อมทั้งยกระดับสนามบินพิษณุโลกสู่การเป็นสนามบินนานาชาติ มุ่งเชื่อมโยงให้เกิดการท่องเที่ยวสู่ภูมิภาคอื่น ๆ

ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เสนอให้เป็นดินแดนแห่งการเชื่อมโยงและรุ่งเรืองในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงผ่าน 4 แผน ได้แก่ 1. การค้าและการท่องเที่ยว พื้นที่ชายแดนติดกับประเทศลาว 2. เกษตรและอาหาร ส่งเสริมโครงการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพสูง 3. ท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวสายมู รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกที่อุดรธานีในปี 2569 และ 4. แผนบริหารจัดการแม่น้ำโขง แม่น้ำเลย แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม และการขาดแคลนน้ำ

ภาคตะวันออก เสนอให้เร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC ครอบคลุมโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินภายในปี 2571 โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 โครงการสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาภายในปี 2571 และโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ภายในปี 2570 ผลักดันการขยายพื้นที่ EEC เพิ่มจังหวัดปราจีนบุรี นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้เกิดการวิจัยในระดับนานาชาติ และเร่งการลงทุนด้านการพัฒนาการศึกษา ยกระดับสมรรถนะกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ภาคใต้ วางแผนขับเคลื่อน 4 เรื่อง ได้แก่ 1. การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดระนอง ให้เป็นท่าเรือสินค้าคอนเทนเนอร์ ขนส่งสินค้าเส้นทางเดินเรือในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ 2. การสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติอันดามัน จังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นศูนย์กลางแสดงสินค้าและแลกเปลี่ยนธุรกิจ 3. การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทย เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเรือสำราญ จังหวัดสุราษฎร์ธานีและสงขลา 4. การพัฒนาการเชื่อมโยงโลจิสติกส์กลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ รองรับการเป็นศูนย์กลางสินค้าฮาลาล



ศาล รธน.ไฟเขียว ‘ก้าวไกล’ ขยายเวลาครั้งสุดท้าย ถึง 2 มิ.ย

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่น่าสนใจของประชาชน เรื่องพิจารณาที่ 10/2567 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้อง) มีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2)


ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลผู้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้อง และห้ามมิให้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องและถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ภายในกำหนดสิบปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2561 มาตรา 92 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง

ต่อมา ผู้ถูกร้องยื่นคำร้อง ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2567 ขอขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ครั้งที่สอง ออกไปอีก 30 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดขยายระยะเวลาครั้งแรก และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไปอีก 15 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดขยายระยะเวลาครั้งแรก

ต่อมา ผู้ถูกร้องยื่นคำร้อง ฉบับลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 ขอขยายระยะเวลายื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ครั้งที่สาม เป็นครั้งสุดท้าย ออกไปอีก 15 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดขยายระยะเวลาครั้งที่สองแล้ว

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องของผู้ถูกร้องซึ่งขอขยายระยะเวลาเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามขอ ซึ่งจะครบกำหนดยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อ ศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 2 มิถุนายน 2567

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้พรรคก้าวไกลขอขยายเวลาครั้งแรก 17 เม.ย. โดยศาลอนุญาตครบกำหนดวันที่ 3 พ.ค. ต่อมาพรรคก้าวไกลขอยื่นขยายเวลาครั้งที่สอง 3 พ.ค. ศาลอนุญาตให้ถึงวันที่ 18 พ.ค.



รัฐบาลพร้อมรับเปิดเทอมทั่วประเทศ ดูแลความปลอดภัยนักเรียน

คารม พลกรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการเตรียมความพร้อมช่วงเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 ผ่านมาตรการต่าง ๆ รวมถึงได้แจ้งแนวปฏิบัติเวียนไปยังโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทุกแห่งแล้ว เชื่อมั่นโรงเรียนจะสามารถบริหารจัดการดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นไปด้วยดี


สำหรับการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากสภาพอากาศร้อนจัด นายคารม กล่าวว่า เพื่อป้องกันเหตุความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดจากสภาพอากาศร้อนจัดแก่นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยในกรณีที่มีสภาพอากาศร้อนจนมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของนักเรียน สพฐ. ให้ผู้บริหารโรงเรียนพิจารณาปิดเรียน และจัดการเรียนในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมได้ เช่น Online On-hand On-Air หรือ On-Demand เป็นต้น

ส่วนการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หากมีการแพร่ระบาดในโรงเรียนจนกระทบต่อสุขภาพของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียนสามารถประกาศปิดเรียน และปรับมาเรียนในรูปแบบที่เหมาะสมได้ เช่น การเรียนออนไลน์ โดยได้เน้นย้ำให้ยึดมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ตามแนวทางเดิม เช่น หมั่นล้างมือทำความสะอาด เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย

เพื่อต้อนรับเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 ในส่วนของสถานธนานุบาล ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยพิเศษเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท คิดดอกเบี้ย ร้อยละ 0.25 ต่อเดือน เงินต้นเกิน 5,000 บาท คิดดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อเดือน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2567

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ เพื่อเปิดเรียนได้ตามปกติ แต่เป็นการเปิดแบบมีเงื่อนไข คือ ถ้าอุณหภูมิสูง มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด หรือแม้กระทั่งหากมีค่าฝุ่น PM2.5 ในปริมาณที่สูงขึ้น เสี่ยงกระทบกับสุขภาพนักเรียน ผู้บริหารโรงเรียนสามารถประกาศปิดและปรับมาเรียนในรูปแบบที่เหมาะสมตามความพร้อม

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News