HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 15 มีนาคม 2567

Business Today Thai Politics 15 มีนาคม 2567



“เศรษฐา” เร่งแก้หนี้ข้าราชการ ขอลดดอกเบี้ย-ยืดหนี้-สร้างรายได้

- Advertisement -

วันนี้ (15 มี.ค. 2567) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานแถลงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินเงินกู้แก่บุคลากรของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ โดยมีผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานของรัฐ 11 หน่วยงานชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้


พลตํารวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองประธานกรรมการคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย กล่าวรายงานความคืบหน้าภารกิจ การแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการและบุคลากรของรัฐว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี แถลงขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมกันแก้หนี้ทั้งระบบ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนหนี้รวมสูงกว่า 16 ล้านล้านบาท และสถานการณ์หนี้เสียในทุกประเภทสินเชื่อกำลังทวีความรุนแรงกำลังส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมากในขณะนี้ โดยภาพรวมว่า “หนี้สินทั้งนอกระบบ และ ในระบบ ในภาพใหญ่” ซึ่งแยกเป็นประเภทหนี้ต่าง ๆ ทั้งบ้าน เช่าซื้อรถยนต์ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ สินเชื่อเกษตร หนี้ OD และหนี้อื่น ๆ ล้วนมีความซับซ้อน มีความไม่สมดุล และเป็นที่สังเกตได้ว่ามีความไม่เป็นธรรมในเชิงโครงสร้าง จำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนอำนาจในการแก้ไขจากฝ่ายบริหารในด้านการจัดการของหน่วยงานนโยบายและหน่วยงานกำกับ ฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อแก้ไขกฎหมายที่จำเป็น และฝ่ายตุลาการเพื่อนำมาซึ่งกระบวนการไกล่เกลี่ยและการบังคับคดีที่เหมาะสม

พลตํารวจเอก กิตติ์รัฐ กล่าวต่อไปว่า ในขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้สินในภาพรวมกำลังดำเนินอยู่ด้วยความยากลำบาก คณะกรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของภาคประชาชน ต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่มีข้อสั่งการชัดเจนในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหา “หนี้เงินกู้สวัสดิการ ของบุคลากรภาครัฐ” นับเป็นยอดหนี้ที่มีขนาดใหญ่ และมีความสำคัญ แต่ส่วนใหญ่ไม่ปรากฏในรายงานยอดหนี้ของศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จากจำนวนบุคลากรภาครัฐจำนวน 3.1 ล้านคน ที่ยังไม่รวมสมาชิกในครอบครัว เป็นลูกหนี้เงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ 1,378 แห่ง จำนวนลูกหนี้รวม 2.8 ล้านคน และมีธนาคารที่ให้สินเชื่อในลักษณะสวัสดิการร่วมด้วย อีกอย่างน้อย 3 แห่ง คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 3.0 ล้านล้านบาท ในขณะที่ลูกหนี้จำนวนหนึ่งยังคงชำระหนี้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์และธนาคารอยู่ แต่ปรากฏว่ามีบุคลากรภาครัฐจำนวนมากและมากขึ้นที่มีรายได้สุทธิหลังหักชำระหนี้ และเงินค่างวดรายเดือนแล้ว มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และบุคลากรของรัฐจำนวนมากขึ้น ๆ ที่กำลังถูกฟ้องร้องดำเนินคดี จนกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงต่อเนื่อง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน

นายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า “ปัญหาหนี้สินของข้าราชการ และบุคลากรภาครัฐ” ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากหนี้สินของข้าราชการครู ตำรวจ ทหาร ตลอดจนพนักงานรัฐวิสาหกิจ และบุคลากรภาครัฐ ซึ่งเป็นลูกจ้างของรัฐบาล เป็นหน้าที่ตลอดจนความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลที่จะต้องดูแลสวัสดิภาพของลูกจ้าง ถ้าลูกจ้างของภาครัฐเผชิญความยากลำบากในการแก้ปัญหาหนี้สินก็จะกระทบต่อความสามารถที่จะดูแล และให้บริการต่อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายกฯ กล่าวว่า ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในวันนี้ จากการรับฟังรายงานของทุกหน่วยงาน เชื่อว่าทุกหน่วยงานได้ทำงานกันอย่างเต็มที่แล้ว ต้องขอชื่นชมความตั้งใจในการทำงานแก้ไขปัญหา โดยส่วนตัวเชื่อว่า ทุกท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ หลาย ๆ ท่านไม่ได้ประสบปัญหาเหมือนข้าราชการที่ประสบปัญหาเรื่องหนี้สินเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้าราชการเป็นภาคส่วนที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้า ถ้าหากมีหนี้สินจำนวนมาก หารายได้มาไม่เพียงพอ ชักหน้าไม่ถึงหลัง จะทำให้กลายเป็นสารตั้งต้นของความหายนะของประเทศ ทำให้บุคคลเหล่านี้หันไปพึ่งยาเสพติดเพื่อความสุขทางใจ และอาจจะประพฤติผิดกฎหมายเพื่อให้ได้เงินมา

นายกฯ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ผู้บริหารได้รายงานในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมายไม่ให้ออกจากราชการ ให้ข้าราชการมีเงินใช้หลังหักหนี้แล้วเพียงพอต่อการดำรงชีพและดูแลครอบครัว รวมถึงการจัดทำสินเชื่อพิเศษ และการลดดอกเบี้ย ตนเองเข้าใจว่าหลาย ๆ หน่วยงานมีความตั้งใจดี ต้องขอขอบคุณอย่างใจจริง และเชื่อว่าข้าราชการจำนวนมากต้องรับรู้และขอบคุณในความประสงค์ดีของทุก ๆ ท่าน ที่ได้เห็นใจและใส่ใจต่อปัญหาหนี้สินของข้าราชการเป็นพิเศษ ซึ่งหลาย ๆ หน่วยงานทำงานก็ต้องการกำไร มี KPI เป็นตัวชี้วัด แต่ก็ยอมขาดทุนเพื่อให้ข้าราชการกลุ่มที่เป็นหนี้มีเงินเดือนคงเหลือมากขึ้น

นายกฯ ฝากให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมในการเชื้อเชิญสหกรณ์ให้เข้ามาอยู่ในระบบเพิ่มขึ้น เพราะทุกวันนี้หนี้สินก็ไม่ได้ลดลง ขอให้พยายามมากขึ้น ตนเองเข้าใจขีดจำกัดการทำงาน แต่ในเมื่อเป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ต้องพยายามหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ขอให้ทุกคนมีความทะเยอทะยานในการช่วยเหลือประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ หากได้ลงในพื้นที่จะเข้าใจถึงความยากลำบากของพี่น้องประชาชน ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหารายได้เพิ่มเติมให้กับประชาชน เรื่องของที่อยู่อาศัยให้อยู่อาศัยได้อย่างสมเกียรติสมศักดิ์ศรี รวมถึงเรื่องของการรักษาพยาบาลต้องให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี ซึ่งทั้งหมดถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ



“ทักษิณ” ปลื้มคนเชียงใหม่แห่รับ เตรียมคุย“เศรษฐา”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (15 มี.ค.) ที่เชียงใหม่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและครอบครัว เดินทางถึงตลาดวโรรสได้มีกลุ่มแฟนคลับรอให้การต้อนรับบริเวณหน้าตลาดจำนวนมาก เมื่อมาถึงบรรดาแฟนคลับได้กรูกันเข้าไป เพื่อมอบดอกไม้ และถ่ายรูปเป็นที่ระลึกร่วมกับนายทักษิณ ทำให้เกิดเหตุชุลมุนเล็กน้อย เพราะทุกคนอยากถ่ายรูปกับนายทักษิณ ซึ่งเมื่อใครได้ถ่ายรูปและจับมือแล้ว ก็นำรูปมาโชว์และพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีประชาชนมอบพวงมาลัยดอกไม้ ให้นายทักษิณ และระบุว่าอยากให้น.ส.แพทองธารเป็นนายกฯคนต่อไป ตลอดทางที่เดินเข้าไปภายในตลาดวโรรส บรรดาแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยภายในตลาดต่างดีใจ และตะโกนว่า “เรารักทักษิณ” ดังเป็นระยะๆ โดยนายทักษิณได้เดินทักทายบรรดาแม่ค้าที่เคยรู้จักกันอย่างอารมณ์ดี

ต่อมาเดินทางไปที่ที่อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมครอบครัวและคนในตระกูลชินวัตร มาไหว้สุสานฝังศพของนายเลิศ ชินวัตร และนางยินดี ชินวัตร บิดาและมารดาของนายทักษิณที่ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาด้านทิศตะวันตกติดกับอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ออน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่รอฤกษ์ไหว้บรรพบุรุษในเวลา 13.00 น. ทักษิณได้ให้สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการถึงการมาไหว้ว่า ตนมีความรู้สึกที่ดีกับพ่อแม่ ตนไม่เคยมาเลย เพราะอยู่ต่างประเทศ จากนี้ต่อไปก็จะมาทุกปีแน่นอน

เมื่อถามว่า วันนี้ลูกหลานมากันครบทำให้มีความสุขหรือไม่ ทักษิณ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ผลสุดท้ายความสุขอยู่ที่ครอบครัว คนทุกคนถ้าเข้าใจโลก ก็จะ Happinees is at home (ความสุขอยู่ที่บ้าน) ที่อื่นอาจจะเป็นสิ่งสมมุติ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ Happinees is at home

เมื่อถามว่า ประชาชนที่มาเจอบอกว่าหน้าตาสดชื่นแจ่มใส ทักษิณ กล่าวว่า “ผมมีกำลังใจดี แต่ไม่ใช่ใจบันดาลแรง”

เมื่อถามว่า ไปเดินตลาดวโรรสมีคนต้อนรับเยอะ นายทักษิณ กล่าวว่า ก็ดีใจที่เขายังไม่ลืมคนเฒ่าคนหนึ่ง เมื่อถามว่า มีคนทักว่าหน้าไม่แก่เลย นายทักษิณ กล่าวว่า “ก็เพราะผมมาอยู่กับครอบครัว จิตใจก็อิ่ม ไม่เหมือนตอนที่อยู่โรงพยาบาลตำรวจ ที่จิตใจมันห่อเหี่ยวนิดหน่อย วัยผมเป็นวัยรักลูกหลงหลาน”

เมื่อถามว่า คิดถึงอะไรที่สุดใน จ.เชียงใหม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ภาพรวมทั้งหมดที่เราเคยเติบโตมา ซึ่งก็ได้เล่าให้ลูกๆฟังตามประสาคนแก่ว่า ตอนตนเด็กๆ อายุ 12-13 ปี ไม่รู้จะเล่นอะไร เพราะไม่มีของเล่นก็ขี่จักรยานไปถ้ำเมืองออน สมัยก่อนเรียกว่าถ้ำขี้นก ถนนก็ยังไม่มีบางช่วงก็ต้องแบกจักรยานข้ามทุ่งนา ซื้อข้าวมาจากสันกำแพงมากินที่ถ้ำ เวลาจะลงก็ต้องใช้บันไดไม้

เมื่อถามว่า เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาจ.เชียงใหม่วันนี้ จะได้พูดคุยกันหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ เป็นคนเชิญไปทานข้าว เมื่อถามว่า วันนี้จะเจอกัน 3 นายกฯเลยใช่ไหม ทักษิณ กล่าวว่า “ผมเป็นอดีตนายกฯ คนอดีตก็มีหน้าที่ให้กำลังใจคนปัจจุบัน เขาถามอะไรถ้าเรามีความรู้เราก็ตอบ”



“เศรษฐา” ดันสินค้าไทยขึ้นห้าง ชวนแบรนด์ดังต่อยอดสินค้า

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เผยรัฐบาลร่วมกับภาคเอกชนค้าปลีกรายใหญ่ในเครือเซ็นทรัล เครือสยามพิวรรธน์ เครือเดอะมอลล์ และ บริษัท King Power เปิดโครงการ “Thainess Station” สินค้าไทย ร่วมใจเพื่อชุมชน มุ่งต่อยอด และยกระดับสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ด้วยการจัดแสดงสินค้าไทย อาทิ ผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้า เครื่องจักสานจากกระจูด และผ้าคราม ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ


โดยซื้อจากกลุ่มแม่บ้าน และชุมชนในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อมาจำหน่ายให้กับลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเบื้องต้น จะเริ่มวางขายตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่าง ๆ ได้แก่

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลในเครือ Central Group ทั้ง 5 สาขา เริ่มที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โซน Eden ชั้น 1, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่ ลานกิจกรรม ชั้น1 , ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 1, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 ชั้น1 บริเวณ Customer Services และ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 3 ชั้น1

ห้างสรรพสินค้าในเครือสยามพิวรรธน์ที่ สยามพารากอน ชั้น M, สยามเซ็นเตอร์ ชั้น G และ ไอคอนสยาม ชั้น 1

ห้างสรรพสินค้าในเครือ The Mall Group ที่ Emsphere, Emporium, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ, และ พื้นที่หน้ากูร์เมต์ สยามพารากอน

สนามบินสุวรรณภูมิ ในพื้นที่ของ King Power 2 จุด สนามบินดอนเมือง 1 จุด สนามบินภูเก็ต 1 และ King Power Downtown 4 จุด ที่รางน้ำ ศรีวารี พัทยา และภูเก็ต

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการนำสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยไปให้นานาชาติได้ชม ทั้งผ้าขาวม้า และกระเป๋ากระจูด ระหว่างการเดินทางเยือนต่างประเทศว่า จะพยายามนำมาสวมใส่ให้ได้มากที่สุด เพราะประชาชนในพื้นที่ได้นำมามอบและผูกเอวให้ด้วยความรัก และผูกพัน ตนเองจึงนำไปสวมใส่ให้สายตาชาวโลกได้เห็นว่า ประเทศไทย มีผลิตภัณฑ์ที่งดงาม มีการออกแบบที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร เช่น กระเป๋ากระจูด ของทางวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์กระจูด จังหวัดนราธิวาส หรือแม้แต่ผ้าขาวม้า จากหลากหลายท้องถิ่น ที่ย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ถือโอกาสนี้ เชิญชวนแบรนด์สินค้า และแฟชั่นชั้นนำของฝรั่งเศสได้พิจารณานำสินค้าเหล่านี้ สู่ตลาดแฟชั่น ของฝรั่งเศส ด้วย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส จะประสาน และผลักดันต่อไปอย่างจริงจัง



“สุทิน” ตำหนิกองทัพเรือประมาทเหตุปืนใหญ่ลั่นใส่กัน

สุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวถึง กรณีเรือหลวงชลบุรีมีกระสุนปืนลั่นใส่เรือหลวงคีรีรัฐ ทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้และมีผู้ได้รับบาดเจ็บว่า กองทัพเรือได้ทำการสอบสวนแล้ว แต่เท่าที่ประเมินเบื้องต้น น่าจะเป็นอุบัติเหตุ แต่เพื่อให้ชัดเจนที่สุด ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และจะได้ผลสรุปไม่นาน


เมื่อถามว่าได้มีการกำชับกองทัพเรืออย่างไร เพราะประชาชนมองว่าเกิดจากความไม่รอบคอบ สุทินบอกว่าเป็นเรื่องที่ทางกองทัพเรือเสียใจและตนได้ตำหนิไปว่า เราประมาทเลินเล่อ และต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งผลการสอบสวน ถ้าพบว่าใครประมาท ก็ต้องลงโทษตามสมควรตามสมควร ถ้าเจตนาก็ต้องลงโทษหนัก แต่ถ้าเป็นความผิดพลาดมากหรือน้อย ก็ต้องว่าไปตามระดับของความความประมาท ตนได้มอบนโยบายให้กับกองทัพเรือ ให้เรื่องนี้เป็นบทเรียน ต่อไปต้องรอบคอบกว่านี้ ต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพราะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น

ส่วนได้มีการวางกรอบสอบสวนไว้ถึงเมื่อไหร่นั้นนายสุทิน กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ แต่กองทัพเรือได้มีการดำเนินการแล้ว ก็คงจะเร็วที่สุด

ส่วนความคืบหน้ากรณีสืบสวนพลทหารซักชุดชั้นใน สุทิน กล่าวว่า ขณะนี้กองทัพเรือยังไม่ได้รายงานความคืบหน้ากลับมา แต่ก็คงเร็วๆนี้ ซึ่งได้ขอความร่วมมือคนที่ออกมาแฉแล้ว แต่เขาไม่ให้ความร่วมมือ เราจึงต้องสอบสวนเอง ในสัปดาห์หน้าก็คงจะได้ข้อมูล



ทีมโฆษกรัฐบาลหารือปรับการทำงานเชิงรุกมากขึ้น

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (15 มี.ค. 67) ตนได้เชิญทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ คารม พลพรกลาง รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี และเกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมหารือปรับการทำงานการสื่อสารของรัฐบาลเข้าสู่โหมดเชิงรุกให้มากขึ้น พร้อมทั้งขอรับฟังคำแนะนำจากนายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ด้วย


โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตีกล่าวว่า รัฐบาลได้มีหลายนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ภายใต้ข้อจำกัดโดยเฉพาะทางด้านงบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมาเรามีผลงานที่เป็นรูปธรรมหลายเรื่อง แต่เห็นได้ชัดว่าการสื่อสารยังไม่ทั่วถึงครอบคลุมพอ เพื่อให้ประชาชนรับทราบนโยบาย และประโยชน์จากนโยบายมากยิ่งขึ้น ตนจึงเชิญทีมโฆษกรัฐบาลมาหารือกัน เพื่อปรับแผนการสื่อสารให้รวดเร็ว ชัดเจน เป็นเอกภาพมากขึ้น ข่าวไหนไม่จริงต้องชี้แจงให้รวดเร็ว โดยรัฐบาลต้องการที่จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชนด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว ในขณะเดียวกัน เราพร้อมรับฟังเสียงสะท้อนและข้อแนะนำจากทุกภาคส่วน เพื่อปรับปรุงการทำงานให้ตรงใจพี่น้องประชาชนยิ่งขึ้น

ทีมโฆษกรัฐบาลพร้อมทำงานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เชิงรุกสู่พี่น้องประชาชน โดยการนำเสนอผลงานสื่อสารสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจ ต่อผลการดำเนินงานของรัฐบาล ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง โดยจะปรับรูปแบบการทำงาน การนำเสนอให้รวดเร็วทันเหตุการณ์ รวมทั้งชี้แจงแก้ไขข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือนทันที เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ไม่สร้างความสับสนแตกแยกในสังคม เน้นทำงานเชิงรุกสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจง่าย ทั่วถึง และรวดเร็ว

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News