HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 14 มิถุนายน 2567

Business Today Thai Politics 14 มิถุนายน 2567



“เศรษฐา” ยันไม่ชิงลาออกหนีคำตัดสิน 40 สว.

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญให้คู่กรณียื่นบัญชีรายชื่อพยานหลักฐานในคดี 40 สว. ร้องวินิจฉัยสถานภาพนายกรัฐมนตรี ว่า มีการขอพยานเพิ่มเติม และได้ส่งรายชื่อพยาน สำหรับการไต่สวนนั้นขอให้เป็นดุลพินิจของศาล พร้อมทั้งยืนยันไม่มีความคิดในการลาออกเพื่อหลบหนี

- Advertisement -


“เราเป็นฝ่ายบริหาร หากฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายตุลาการมีข้อข้องใจ ก็เป็นหน้าที่ของตนที่ต้องเสนอและน้อมรับคำตัดสิน”
นอกจากนั้น นายกฯ ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับประเด็นปัญหาสินค้าราคาแพง อาทิ ไก่ ไข่ไก่ ผงชูรส ว่า ได้กำชับให้กระทรวงพาณิชย์จัดการดูแลให้เหมาะสม พร้อมทั้งได้สั่งการนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ติดตามแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวแล้ว



“นายกฯ” มั่นใจผลสอบคดีบิ๊กตำรวจออกมา 19 มิ.ย. นี้

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นั้น นายกฯ คาดว่าจะมีผลการสอบสวนออกมาในวันพุธที่ 19 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะมีการจัดแถลงผลการสอบสวนให้ทราบต่อไป


ส่วนกรณีการจัดรายการ “คุยกับเศรษฐา” ว่าได้ทำการอัดเทปเรียบร้อยแล้ว ส่วนเนื้อหาในรายการจะเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้างนั้น ขอให้ติดตามรับฟังในรายการซึ่งจะออกอากาศในสัปาดาห์ที่ 3 ของเดือนนี้ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์



“เศรษฐา” เปิดโครงการ 72 ล้านต้น เฉลิมพระเกียรติในหลวง

วันนี้ (14 มิ.ย. 67) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิด “โครงการ 72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” โดยมี พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนเหล่าทัพ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมพิธี


รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายกรัฐมนตรีถวายความเคารพ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น นายกฯ และผู้เข้าร่วมพิธี รับชมวีดิทัศน์ “โครงการ 72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” ต่อจากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงานการดำเนินโครงการฯ

โอกาสนี้ นายกฯ กล่าวว่ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเปิดโครงการ 72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 รัฐบาลจัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยรวมพลังจิตอาสาทุกภาคส่วนในการร่วมกันปลูกป่าและบำรุงรักษาต้นไม้ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ธรรมชาติ คืนอากาศสะอาดให้กับประชาชน โดยตั้งเป้าหมายในการปลูกป่าทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 72 ล้านต้น โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักในการรับลงทะเบียน จัดหาพันธุ์กล้าไม้ และรวบรวมข้อมูลการปลูกต้นไม้ของทุกหน่วยงาน องค์กร กลุ่มบุคคล เพื่อใช้ประกอบการดูแลรักษาต่อไป

นายกฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าว เป็น 1 ใน 10 โครงการที่ดำเนินการในนามของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีโครงการของภาคส่วนต่าง ๆ ที่ร่วมจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลนี้ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานทุกภาคส่วนได้ร่วมทำกิจกรรมในวาระสำคัญกับพี่น้องประชาชน จึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและพี่น้องประชาชนร่วมกันแสดงออกถึงพลังแห่งความจงรักภักดี และความสามัคคีของปวงชนชาวไทย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล รวมทั้งเพื่อร่วมกันสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการพัฒนางานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ให้มีความยั่งยืนสืบไป

ต่อจากนั้น นายกฯ ได้มอบต้นกล้า “ต้นรวงผึ้ง” จำนวน 26 ต้น ให้แก่ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวง ผู้แทนเหล่าทัพและกรุงเทพมหานคร แล้วเยี่ยมชมบูธนิทรรศการฯ พร้อมถ่ายรูปร่วมกับคณะผู้บริหาร

“การจัดทำโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นการฟื้นฟูและรักษาสภาพป่าต้นน้ำ รวมถึงการคืนสภาพโครงสร้างของระบบนิเวศให้กับผืนป่าทั่วประเทศ โดยรวมพลังจิตอาสาของทุกภาคส่วนในการร่วมกันปลูกป่าและบำรุงรักษาต้นไม้ เพื่อคืนธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์ อันเป็นการถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว



“จิรายุ” เผย “สุทิน” สั่งตรวจสอบปมเก็บค่าไวไฟทหารเกณฑ์

จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม สั่งการให้ตรวจสอบทุกเหล่าทัพถึงการเผยแพร่เอกสาร ว่ามีการหักเงินฝากและเก็บค่า Wi-Fi ของทหารเกณฑ์ นั้น ล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ผู้แทนกองทัพบกได้รายงานให้กระทรวงกลาโหมทราบว่าเอกสารชุดดังกล่าวที่มีเจตนาเผยแพร่ โดยมีเจตนาพิเศษในเชิงลบต่อกองทัพ เพราะเป็นเอกสารเก่าหลายปีมาแล้ว ซึ่งดูได้จากระเบียบเก่า ในอดีตมีการหักเงินฝากตามตารางที่ปรากฏ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว ส่วนการเรียกเก็บค่า Wi-Fi ต่อเดือนนั้นไม่เคยมีปรากฏในระเบียบของกองทัพใดๆ


จิรายุกล่าวอีกว่า กระดาษชิ้นนี้มีข้อความ ว่า “ค่าศพ ทภ1” ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าย่อมาจากกองทัพภาคที่1ซึ่งกองทัพบกได้ตรวจสอบแล้ว ตามรายละเอียดประกอบ หากผู้เผยแพร่หรือท่านใดสามารถระบุได้ว่าเป็นหน่วยงานไหนและถูกหักดังกล่าวจริง ขอให้แจ้งมาที่กระทรวงกลาโหมได้ทันที ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหม ได้วิทยุสอบถามไปยังทุกเหล่าทัพ เช้านี้ยังไม่พบว่ามีการเรียกเก็บ ค่า Wi-Fi ดังกล่าว เพราะหน่วยงานเขตเมืองที่อยู่ใกล้เครือข่ายก็จะมี Wi-Fi เป็นปกติอยู่แล้วเว้นแต่หน่วยที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารหรือชายแดน ก็จะใช้ระบบวิทยุสื่อสารหรือดาวเทียม

“จากการตรวจสอบพบความจริงว่าน้องๆทหารเกณฑ์ใหม่บางคนมาแต่ตัวไม่มีอะไรติดมาแม้เงินบาทเดียว บางคนอยากจะมีโทรศัพท์ไว้โทรหาครอบครัวก็ขอซื้อล่วงหน้าแล้วให้ไปหักสิ้นเดือนก็มี บางคนมีหนี้สินติดตัวเข้ามา ก็มีคนมาทวงก็อยากเบิกใช้หนี้ไปก่อนก็มี บางอย่างก็เป็นความต้องการที่น้องๆในหน่วย ที่มีสภาพภูมิประเทศและพื้นที่ต่างๆแตกต่างกันไป ตกลงกันเองและไปพูดคุยกับหน่วยขอชำระสิ้นเดือนเป็นต้น”



“พิเชษฐ์” ชงสภาฯ แก้ระเบียบรัฐสภาเรื่องคืนเงินคงคลัง

ที่รัฐสภา ในงานสัมมนาวิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง กล่าวบรรยาย เรื่องการเพิ่มขีดความสามารถ และความอิสระของฝ่ายนิติบัญญัติ ในกระบวนการงบประมาณ ตอนหนึ่งว่า ฝ่ายนิติบัญญัติจะตรวจงบกลางที่รัฐสภาเสนออย่างเข้มข้น เพื่อให้การใช้งบแผ่นดินเป็นไปด้วยความโปร่งใส คุ้มค่าและเป็นไปตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ


ทั้งนี้ที่ผ่านมารัฐบาลมีเทคนิคหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ดังนั้นฝ่ายนิติบัญญัติจำเป็นต้องทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติไม่ว่าฝั่งใดเป็นรัฐบาล ปัจจุบันสภาฯอยู่อย่างประหยัด อยู่อย่างเท่ ใช้เงินไม่หมด ส่งคืนให้กับรัฐบาลทุกปี โดยคืนคลังปีละ 5,000 ล้านบาท ทั้งนี้ สส. ไม่สามารถแปรญัตติเพิ่มงบประมาณให้กับตัวเองได้ เพราะกลัวขัดรัฐธรรมนูญที่กำหนดห้ามสส.เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

“งบในปี 68 เราได้งบฯทั้งสส.และสว. มีสัดส่วน 0.2 % ของงบทั้งประเทศ และเมื่อเทียบกับกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการที่ได้มาก สภาฯยังได้น้อยกว่าบางกรมของกระทรวงเหล่านี้ ดังนั้นเราจะขับเคลื่อนประชาธิปไตยได้อย่างไร จึงทำให้สส.ที่เป็นกรรมาธิการงบฯ ไม่กล้าแปรญัตติเพิ่มให้ทั้งที่เราขอเพิ่มไป 800 ล้านบาท จึงขอฝากให้จัดงบฯปี 69 เพิ่มกิจกรรมให้มากขึ้น เพื่อให้ได้งบจาก 5,400 ล้านบาท เป็น 6,000 ล้านบาท ทั้งนี้การที่เราไม่ได้งบเพิ่ม จุดอ่อนคือสภาฯชี้แจงของบไม่ชัดเจน” นายเชษฐ์กล่าว

หากสภาฯสามารถหางบได้ด้วยตัวเองถือว่าดี เพราะวันนี้เราแพ้ อบต.แพ้เทศบาล ที่สามารถสะสมงบประมาณในปีที่มีงบเหลือได้ แต่สภาฯต้องคืนทุกปี ตอนนี้ตนได้หารือกับฝ่ายกฎหมายของสภาฯ เพื่อร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)แก้ไขระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา เมื่อร่างสร็จแล้วก็ต้องส่งให้รัฐบาล เนื่องจากเป็นกฎหมายการเงิน เมื่อเข้าสภาฯแล้วก็เชื่อว่าทุกพรรคคงไม่ขัดข้อง ดังนั้นต่อไปนี้เราจะต้องสู้

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News