HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 14 มีนาคม 2567

Business Today Thai Politics 14 มีนาคม 2567

“ทักษิณ”เยือนเชียงใหม่ เจ๊แดง-ธรรมนัส-บิ๊กโจ๊ก รอต้อนรับ


ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับบ้านเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเครื่องบินส่วนตัว พร้อมด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปิฎก สุขสวัสดิ์ บุตรเขย และหลานสาว โดยลงที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ มี บิ๊กโจ๊ก พล.ต.อ.สุรเชษฐ หักพาล รองผบ.ตร. มารอต้อนรับ จากนั้นทักษิณ เดินทางต่อด้วยรถยนต์เลกซัสสีดำ ทะเบียน ขย 111 กรุงเทพมหานคร มาชมโครงการพืชสวนโลก ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่นายทักษิณ ได้ผลักดันสมัยเป็นนายกฯ ก่อนถูกรัฐประหาร
ทันทีที่ ทักษิณ มาถึง เวลา 09.50 น. ภูดิท อินสุวรรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคไทยรักไทย ได้นำพระพุทธรูปพุทธบารมี วัดทับคล้อ หน้าตัก 9 นิ้ว มามอบให้นายทักษิณ พร้อมกันนี้ทักษิณยังกล่าวทักทายคนเสื้อแดงที่มาให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ซึ่งเป็นที่สังเกตุว่าการมาครั้งนี้ ทักษิณ มีสีหน้าสดใส ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่ามาเชียงใหม่ครั้งนี้ เชียงใหม่เปลี่ยนแปลงไปเยอะหรือไม่ ทักษิณ ตอบเพียงสั้นๆว่า เหมือนเดิม
สำหรับคณะที่เดินทางมาร่วมกับทักษิณ ประกอบด้วย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายทักษิณ จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยตลอดการเดินทางของนายทักษิณ มีพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งนายทักษิณ ยังสวมเฝือกอ่อนที่คอ รวมทั้งมี รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ มาให้การต้อนรับทักษิณ พร้อมด้วย นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้กลุ่มคนเสื้อแดงได้นัดรวมตัวเพื่อให้กำลังใจนายทักษิณ ที่วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง ในวันที่ 15 มี.ค. ทำให้บริเวณพืชสวนโลกมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาที่จุดดังกล่าวประปราย

“เศรษฐา” ประกาศดัน “ฮับท่องเที่ยวไทย” เป็นวาระแห่งชาติ


เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยผ่าน X (ทวิตเตอร์) ส่วนตัวว่ารัฐบาลจะประกาศวาระแห่งชาติ ในการผลักดันให้ปี 2568 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวของไทย “Tourism Hub”
โดยระบุว่าประเทศไทยเรามีความพร้อม เนื่องจากผลักดันโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญไปควบคู่กัน เช่น สนามบิน รถไฟความเร็วสูง และโครงการแลนด์บริดจ์ (land bridge) และยกระดับศิลปะวัฒนธรรมไทย อาหารไทย รวมถึงวงการแฟชั่นไทยให้เป็นที่ยอมรับของโลก
โดยร่วมมือกับสมาพันธ์ระดับโลกเช่น Federation Haute Couture Michelin Guide และ ห้างระดับโลก เช่น Gallery Lafayette และ Bon Marche ผ่านการใช้วัตถุดิบไทยที่มีคุณภาพ เช่น ผ้าคราม
นอกจากนั้นยังต้องเตรียมพร้อมรับอีเว้นท์ระดับโลกที่จะมาจัดในประเทศไทย เช่นการแข่งขันรถสูตร 1 (F1) การจัด Michelin World Food Expo การจัด Paris Fashion Show หรือเข้าร่วมงานระดับโลก เช่น ITB และ MIPIM อย่างเต็มศักยภาพ
เพื่อสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย และคนไทย ขณะเดียวกันเราจะส่งเสริมให้นักธุรกิจรายใหม่ ทั้งขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมถึงนักออกแบบรุ่นใหม่ มีแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจของตนเอง และเห็นโอกาสในทางธุรกิจจากแบรนด์ระดับโลก
นอกจากนั้น รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นว่า เราจะพยายาม matching talents ให้เข้ากับภาคอุตสาหกรรมระดับโลกในไทย สร้างแรงดึงดูดต่าง ๆ ทั้งมาตรการทางภาษี และการส่งเสริมด้านการทำงาน เพื่อเตรียมตัวรองรับกับอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเปิดในไทย เช่นเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) การลงทุนดาต้าร์เซ็นเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้นักศึกษาไทยในต่างประเทศกลับมาทำงานในประเทศไทยอย่างมีศักดิ์ศรี
“ทั้งหมดนี้เกิดจากความมุ่งมั่น ตั้งใจ มาทำงานเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน จะชอบผม ไม่ชอบผมไม่เป็นไร แต่อย่าด้อยค่าศักยภาพของประเทศครับ” นายกรัฐมนตรี ระบุ

สภาฯ เคาะอภิปรายรัฐบาลแบบไม่ลงคะแนน 3-4 เม.ย.นี้


วันนมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณากำหนดวันเวลาในการอภิปรายเพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะ ปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 152 ในระหว่างวันที่ 3-4 เม.ย.ว่าตนยังไม่ได้รับรายงานแต่คิดว่าน่าจะเป็นไปตามนี้
ส่วนที่มีการจับตาว่าจะมีการอภิปรายพาดพิงไปถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานสภา กล่าวว่า เป็นไปตามข้อบังคับถ้าจะกล่าวถึงบุคคลที่3โดยไม่จำเป็นประธานก็คงไม่อนุญาตแต่ถ้ามีความเกี่ยวข้องกับญัตติประธานคงพิจารณาเป็นเรื่องๆไป
การกำหนดวันเวลาในการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วาระที่ 2-3 เป็นวันที่ 20มี.ค. วันที่ 21 มี.ค. และวันที่ 25 มี.ค.นี้นั้น
เพื่อความพร้อมกับทุกฝ่าย เนื่องจากวันที่25มี.ค.เป็นการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา153ของสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ฝ่ายสว.จึงขอว่าอย่าไปใช้วันดังกล่าวเนื่องจากจะมีปัญหาเรื่องการถ่ายทอดสด ทางสภาจึงมีการหารือกันได้ข้อตกลงว่า 20มี.ค., 21 มี.ค.และวันที่22มี.ค.จะจบลงไม่เกิน18.00น.
ยอมรับว่าเดิมทีกำหนดประชุมวันที่25มี.ค.เพราะไม่ได้คำนึงถึงการอภิปรายของสว.แต่เพื่อไม่หใเกิดปัญหาเรื่องการถ่ายทอดและเห็นความสำคัญของสว.จึงมีการพิจารณาร่วมกันใหม่ ซึ่งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อย
การพิจารณาวาระ2ค่อนข้างยืดเยื้อกังวลหรือไม่จะกระทบการลงมติในวันที่22มี.ค.ประธานสภากล่าวว่า เป็นขอตกลงของวิปทั้ง2ฝ่ายที่จะไปช่วยดูแลให้ในเรื่องการบริหารเวลาเพื่อให้เป็นไปตามที่กำหนด เชื่อว่าการพิจารณาน่าจะเป็นไปตามกรอบที่กำหนดเนื่องจากปีนี้มีผู้แปรญัตติไม่มากเหมือนปีที่แล้่ว

- Advertisement -

“สมศักดิ์” ประชุมกระจายอำนาจท้องถิ่น เล็งจัดงบเพิ่มให้ถึง 30%


สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านการกระจายอำนาจของรัฐบาล กับ คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายบุญแก้ว สมวงศ์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ที่ อาคารรัฐสภา

โดยสมศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ ตนได้มารับฟังปัญหาเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ เพื่อจะได้ช่วยขับเคลื่อน และผลักดันอย่างเต็มที่ เพราะที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า การกระจายอำนาจ มีปัญหาอยู่พอสมควร รวมถึงแผนการกระจายอำนาจฉบับ ที่ 2 ก็หมดอายุไปแล้วถึง 12 ปี ตนจึงเร่งเดินหน้าร่างแผนฉบับที่ 3 เพื่อให้การกระจายอำนาจ และถ่ายโอนภารกิจ เป็นไปด้วยความต่อเนื่อง และเป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ส่วนในแผนฉบับที่ 3 จะมีการกระจายอำนาจอะไรบ้าง ก็ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน

การหารือ กมธ.ยังมีความเป็นห่วงเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น เพราะยังไม่สามารถทำตามเป้าหมาย ที่ให้รายได้ไปถึงท้องถิ่นอยู่ที่ ร้อยละ 35 จึงอยากให้รัฐบาล ช่วยแก้ปัญหา ซึ่งคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ ก็ได้ชี้แจงว่า มีแนวทางส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมยืนยันว่า แผนกระจายอำนาจ ฉบับที่ 3 จะเป็นรูปแบบ งานไป คนไป ตำแหน่งไป และคนสมัครใจ ส่วนรายได้ท้องถิ่น จะแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ 1.อปท.จัดเก็บเอง ร้อยละ 10 , 2.รัฐจัดเก็บให้ ร้อยละ 30, 3.รัฐแบ่งให้ ร้อยละ 20, และ 4.เงินอุดหนุน ร้อยละ 40 ทำให้มีการตั้งเป้าร้อยละ 35 แต่ในปี 2567 ได้ร้อยละ 29.06 โดยถึงแม้สัดส่วนจะไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่ก็มีการเพิ่มงบอุดหนุนให้

โดยการส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มมากขึ้น คณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ ได้มีแนวคิด 1.มีการเอ็มโอยูระหว่างท้องถิ่น กับ กรมขนส่งทางบก เพื่อจัดเก็บภาษีรถ ซึ่งจากนำร่อง 2 แห่ง กระบี่ สงขลา ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้มีแนวโน้มขยายอีกหลายพื้นที่ 2.จัดเก็บค่าน้ำบาดาล และ 3.จัดเก็บภาษีการใช้สนามบิน โดยสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาล มีความตั้งใจแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมา ตนก็ได้ช่วยแก้ปัญหา ทั้งการถ่ายโอน รพ.สต. การกระจายอำนาจ ให้ อปท.ช่วยแก้ปัญหาไฟป่า-PM 2.5 และสัตว์ป่า ส่วนจากนี้ ตนก็กำลังผลักดันส่งเสริมการเลี้ยงโค ก็จะช่วยทำให้ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น และ จะใกล้เคียงเป้าหมายได้

“รทสช.” จี้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาหมูตกต่ำชี้เกษตรกรเดือดร้อนหนัก

วันที่ 14 มีนาคม 2567 ที่รัฐสภา วิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ หารือระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการฟาร์มหมูขนาดเล็กในจังหวัดชุมพร “เรื่องราคาหมูตกต่ำ”
ทั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติ ตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเลี้ยงหมูและเกษตรกร ต้องแบกรับภาระขาดทุนกิโลกรัมละ 10 – 20 บาท เนื่องจากในช่วงนี้ราคาหมูหน้าฟาร์ม เหลือราคาแค่ 56-58 บาท ราคานี้เกษตรกรยืนไม่ได้แน่นอน ปัญหาดังกล่าว มีความซับซ้อนจึงต้องบูรณาการร่วมกันของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ต้องควบคุมในเรื่องการนำหมูเถื่อนเข้ามา และแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรด้วย
สำหรับ ปัญหาเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องราคาโค จากเดิมราคากิโลกรัมละ 70- 80 บาท แต่เวลานี้ราคาตกต่ำมาก ทำให้เกษตรกรเลี้ยงโคแบกภาระมากไม่กล้าขาย และไม่มีผู้มาซื้อ จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรด้วย ทั้งโคเนื้อ โคนม และโคขุนความเดือดร้อนนี้ เชื่อว่าไม่ได้เกิดแค่ที่จังหวัดชุมพร แต่เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ปัญหาให้กับเกษตรกร
วิชัย กล่าวต่อว่า ปัญหาเรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องพืชผลทางการเกษตร แม้ตอนนี้ราคายางพาราดี แต่ดีในช่วงที่ยางใบร่วงหมดแล้ว ทำให้เกษตรกรกรีดและตัดยางไม่ได้ แต่ราคาพืชผลทางเกษตรอีกตัว ที่เป็นปัจจัยเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้กับผู้สูงอายุ 2-3 ปีที่ผ่านมา คือ หมากขายไม่ได้เลย จากราคากิโลกรัมละ 70 บาทเหลือกิโลกรัมละ 10 – 20 บาทเท่านั้น ไม่มีพ่อค้ามาซื้อ การที่หมากราคาตกต่ำทำให้คนที่ดูแลผู้สูงอายุขาดรายได้อย่างมาก จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนด้วย

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News