HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 11 เมษายน 2567

Business Today Thai Politics 11 เมษายน 2567



เปิดกำหนดการ “ทักษิณ” กลับเชียงใหม่ช่วงสงกรานต์

- Advertisement -

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับบ้านเกิด จ.เชียงใหม่ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ล่าสุด มีรายงานข่าวแจ้งถึงกำหนดการของนายทักษิณ ว่า นายทักษิณจะเดินทางไป จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย.67 โดยในวันที่ 15 เม.ย.67 เวลาประมาณ 17.00 น. จะเดินทางไปที่บ้านนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายทักษิณ ภริยานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี


โดยเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2567 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนี้ว่า ได้รับรายงานจากนายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุมประพฤติ ทราบว่าอดีตนายกรัฐมนตรีได้มีการขออนุญาต และดำเนินการเรื่องเอกสารขอเดินทางไป จ.เชียงใหม่ ในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์จริง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า การเดินทางไปต่างจังหวัด ออกนอกพื้นที่คุมประพฤติของผู้ที่อยู่ระหว่างการคุมประพฤตินั้นสามารถกระทำได้ทุกราย แต่ต้องมีการขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่คุมประพฤติรับทราบ และปฏิบัติตามแนวทาง ไม่ประพฤติผิดกฎหมาย ส่วนเรื่องวันที่ และเวลาการเดินทางกลับจังหวัดเชียงใหม่ นั้นเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถูกคุมประพฤติ และยังไม่ได้รับรายงานดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ยืนยันว่าอยู่ในกรอบเวลาที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐานเดียวกับผู้ถูกคุมประพฤติทุกราย



“สมศักดิ์” เชื่อปรับ ครม.หลายตำแหน่ง หลัง “ทักษิณ” เคลื่อนไหว

สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงสงกรานต์จะชุ่มฉ่ำ หรือร้อนแรงว่า ช่วงนี้ฝนตกลงมา นอกจากลดฝุ่น PM2.5 ยังลดสถานการณ์ความร้อนแรงทางการเมืองลงมาด้วย และสภาปิดสมัยประชุม จึงเป็นช่วงเวลาการทำงานของฝ่ายบริหาร ที่จำงานอย่างมีคุณภาพ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน


ส่วนกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น นายสมศักดิ์ ย้ำว่า เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ส่วนจะปรับหรือไม่ปรับนั้น ตนเองไม่ทราบ แต่ได้ยินจากสื่อมวลชน และวันนี้ ดูแล้วว่า กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีรุนแรงขึ้น ดังนั้น จะต้องจับตาดูอะไรเป็นอะไร และใครจะไปอยู่ที่ไหนอย่างไร แต่ส่วนตัวยังไม่ทราบ

เมื่อถามว่า จากประสบการณ์ส่วนตัวในช่วงนี้ควรปรับคณะรัฐมนตรีแล้วหรือไม่นั้น นายสมศักดิ์ เห็นว่า หากเป็นพรรคไทยรักไทย จะมีการปรับบ่อย เพื่อแก้ปัญหาในขณะนั้น และอาจจะเป็นไปตามที่มีข่าวออกมา รวมถึงอีกกระแสหนึ่ง มีการโหมมาในลักษณะนี้ จะมีข้อเท็จจริงหรือไม่ก็ต้องติดตามดู

นายสมศักดิ์ ยังระบุถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความเคลื่อนไหวบ่อยขึ้นจะทำให้การเมืองกลับไปเป็นเหมือนเก่าหรือไม่ว่า นายทักษิณ เป็นคนทำงาน และการหยุดไป 17 ปี ในสมองท่าน คงมีแต่เรื่องการพัฒนา สิ่งที่ท่านเห็นรอบโลก เห็นอะไรเยอะ และอยากให้ประเทศไทย เหมือนต่างประเทศที่มีอะไรดี ๆ และเชื่อว่า จะเป็นการเสริมกัน

เมื่อถามว่า ประชาชนบางส่วนยังกังวลระบอบทักษิณจะกลับมานั้น นายสมศักดิ์ เห็นว่า คงไม่ใช่ และระบอบทักษิณเป็นอย่างไร ตนก็ยังไม่เข้าใจ แต่ในเรื่องของการเมือง และสิ่งที่จะเดินไปถึงความแตกแยก คงไม่ใช่แน่นอน และเป็นเรื่องตรงกันข้าม แต่การกลับมาของนายทักษิณ จะทำให้แนวของความสมานฉันท์เป็นประเด็นสำคัญ

ถามว่า การกลับมาของนายทักษิณ จะทำให้สมานฉันท์ได้อย่างไร นายสมศักดิ์ ตอบว่า เมื่อก่อนไม่ได้สมานฉันท์ เป็นขั้ว เป็นอะไรต่าง ๆ แต่หลังจากนั้น ตนคิดว่า แนวทางของการเมือง ออกแนวสามัคคี และเดินหน้า
เมื่อถามว่า ทิ้งพรรคก้าวไกลอยู่พรรคเดียวใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ บอกว่า คงเป็นขั้วการเมือง ที่ต้องแก้ปัญหาของพรรคตัวเองมากกว่า เราคงไม่นำมาฉุกคิดเป็นเรื่องของขั้วการเมือง เพื่อให้เสียเวลาแก่การพัฒนาประเทศ



“เศรษฐา” เปิดทำเนียบต้อนรับ รมว.ต่างประเทศเวียดนาม

วันนี้ (11 เมษายน 2567) ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นาย บุ่ย แทงห์ เซิน (H.E. Mr. Bui Thanh Son) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าเยี่ยมคารวะ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ
นายกรัฐมนตรียินดีกับความสัมพันธ์ไทย – เวียดนามที่มีพลวัตอย่างต่อเนื่อง


โดยไทยพร้อมที่จะเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการและเป็นประธานร่วมในการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat: JCR) ไทย – เวียดนาม ครั้งที่ 4 ในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 โดยเฉพาะการทำงานผ่านกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ซึ่งทั้งสองประเทศต่างมีศักยภาพและเป็นประเทศที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลักในอาเซียน จึงควรร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสนับสนุนสันติภาพควบคู่กับการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ของไทย โดยแสดงความปรารถนาดีและยินดีกับความสำเร็จของรัฐบาลในการมุ่งฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะผลักดันบทบาทของไทย และช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจให้แก่ภูมิภาคด้วย โดยเวียดนามพร้อมต้อนรับการเยือนของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่จะประกาศยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) การผลักดันความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน ซึ่งของทั้งสองประเทศสามารถเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคได้ รวมไปถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคให้แข็งแกร่ง

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้

ด้านการค้าการลงทุน นายกรัฐมนตรีขอบคุณเวียดนามที่อำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าของไทยผ่านด่านชายแดนเวียดนาม – จีน โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้ไทย ขณะที่เวียดนามกล่าวว่า มูลค่าทางการค้าของทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเวียดนามพร้อมสนับสนุนการทำงานเพื่อเพิ่มมูลค่าและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงตลาดสินค้าของทั้งไทยและเวียดนามให้มากขึ้น

ด้านการท่องเที่ยว เห็นพ้องที่จะเชื่อมโยงเส้นทางการบินระหว่างไทยและเวียดนามในอนาคต โดยเฉพาะเมืองสำคัญที่เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งสองประเทศต่างเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมระหว่างกัน อีกทั้งยินดีหารือต่อเนื่องเพื่อพิจารณาโครงการ “6 ประเทศ 1 จุดหมายปลายทาง” (Six Countries, One Destination) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากนอกภูมิภาคให้มากขึ้นและส่งเสริมให้ประเทศในภูมิภาคเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งเดียว นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอแนะถึงการเพิ่มเที่ยวบินตรงจากท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี ซึ่งจังหวัดอุดรธานีมีความพร้อมรองรับเที่ยวบินนานาชาติ ซึ่งเวียดนามยินดีนำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณา

โดยเห็นว่าทั้งสองประเทศต่างมีศักยภาพและสามารถเป็นผู้นำในการพัฒนาด้านโลจิสติกส์และส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งหมดสำหรับทั้งภูมิภาคได้ รวมทั้งยินดีที่นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ ณ จังหวัดนครพนม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับชาวเวียดนามและเชื่อมั่นว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะประสานงานร่วมกันเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อถนนระหว่างประเทศไทย ลาว และเวียดนาม เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการค้าและการลงทุน รวมไปถึงการเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวเพื่อแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ในระดับประชาชน โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมจะพัฒนาเส้นทางร่วมกันได้ในอนาคต



“เศรษฐา” เปิดงานสงกรานต์คิงพาวเวอร์ ชูประเพณีไทยร่วมสมัย

วันนี้ (11 เมษายน 2567) เวลา 13.30 ณ ฟาวน์เทน สแควร์ คิง พาวเวอร์ รางน้ำ ถนนรางน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานพิธีเปิดงาน คิง พาวเวอร์ อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ 2567 ม่วน หนุก สุข คัก ยกประเพณีสงกรานต์แบบร่วมสมัย และวัฒนธรรมไทยพื้นถิ่น 4 ภาคมารวมไว้ในที่เดียว จัดขึ้น 6 วัน 6 คืน ระหว่างวันที่ 11 – 16 เมษายน 2567 เพื่อตอกย้ำรางน้ำจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร สำหรับคนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลก


โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในโอกาสเปิดงาน คิง พาวเวอร์ อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ 2567 ซึ่งจัดโดยบริษัท คิง พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดี สำหรับวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยทุกคน รวมถึงเป็นวันที่เราต้องดูแลผู้สูงอายุ ดูแลครอบครัว มีการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีอุปการะคุณทุกคนในเทศกาลที่เราจะมีการจัดกิจกรรมสนุกสนาน รวมทั้งยังเป็นการแสดงออกในเรื่องของประเพณี วัฒนธรรม อาหาร และการเล่นสาดน้ำสงกรานต์

ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่คนไทยทุกคนจะมีความสุขและมีโอกาสได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ที่มาชื่นชมวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทย อีกทังยังเป็นการร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสที่ UNESCO ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นรายการในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ถือเป็นเกียรติประวัติและเป็นการจัดงานครั้งแรกตั้งแต่ UNESCO ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นรายการในบัญชีดังกล่าว รวมทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าเทศกาลสงกรานต์ คือ Soft Power ที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยและเป็นการยกระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง

โดยกลุ่มบริษัท คิง พาวเวอร์ ได้มีส่วนร่วมในการจัดงาน อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ 2567 ขึ้นมา 6 วัน 6 คืน โดยรวบรวมเอาศิลปวัฒนธรรม การละเล่น ความสนุกสนานต่าง ๆ มาไว้ในงานนี้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่รางน้ำด้วย ถือเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ถูกยกระดับขึ้นมาสู่สถานที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

พร้อมกันนี้ นายกฯ ได้ขอบคุณกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการคลัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และชุมชนย่านรางน้ำ ที่ร่วมมือร่วมใจกันจัดงานในครั้งนี้ขึ้น โดยหวังว่าเทศกาลสงกรานต์นี้ทุกคนจะมีความสุข สุขภาพแข็งแรง สนุกสนาน เดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางกลับมาทำงานได้อย่างปลอดภัย ย้ำ “เมาไม่ขับ” จากนั้นนายกฯ ได้ร่วมสรงน้ำพระใน “ฮางฮด” เพื่อเปิดงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ 2567” อย่างเป็นทางการ



“จุรินทร์” ชี้เงิน “ดิจิทัลวอลเล็ต” ลอก DNA จำนำข้าว

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นเรื่องแหล่งเงินดิจิทัลวอลเล็ต ล้านบาทที่มาจาก 3 ทางคืองบเหลือจ่าย 67 งบ 68 และ เงิน ธกส. ตาม ม.28 พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ว่า กรณีการใช้เงิน จาก ธกส.โดยให้ ธกส.สำรองจ่ายไปก่อน แล้วรัฐบาลค่อยใช้คืนทีหลัง ตาม ม.28 ก็คือการ“กู้ธกส.มาแจก”นั่นเอง


ก๊อปปี้วิธีการของโครงการจำนำข้าวมาทั้งดุ้น พูดง่ายๆคือมาจากดีเอ็นเอเดียวกัน เพราะจำนำข้าวก็คือให้ ธกส.สำรองเงินไปรับจำนำข้าวจากชาวนาก่อน แล้วรัฐบาลค่อยใช้คืนทีหลัง ซึ่งขาดทุนตั้งแต่นับหนึ่งเพราะราคาข้าวในตลาดตันละไม่ถึงหมื่นแต่ให้ไปรับจำนำตันละหมื่นห้า ทุกๆตันจึงขาดทุนสะสมไปเรื่อยๆ จนทำให้ขาดทุนรวมไป 6-700,000 ล้าน และจนวันนี้ยังใช้หนี้ไม่หมด ยังเหลือหนี้ค้าง ธกส.อยู่อีก 200,000 กว่าล้านบาท ซึ่งกรณีดิจิทัลวอลเล็ตที่จะให้ ธกส.สำรองแจกไปก่อน จึงมาจากดีเอ็นเอเดียวกัน

รัฐบาลจะต้องมีภาระหนี้ กับเฉพาะ ธกส.เพิ่มอีกตามที่ รัฐบาลแถลง 172,300 ล้านบาท รวมกับหนี้เก่าจำนำข้าว อีก 200,000 กว่าล้านบาท ก็จะทำให้รัฐบาลเป็นหนี้ ธกส. เฉพาะ 2 โครงการ ทั้งที่ยังคงค้างอยู่และจะสร้างใหม่ รวมประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งจนวันนี้ รัฐบาลก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะมีแผนชำระหนี้เฉพาะหนี้ ธกส.ที่จะกู้มาแจกในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต อย่างไร และยังอาจมีปัญหาข้อกฎหมายตามมาอีกว่าแม้เงิน ธกส.สามารถเอามาดูแลเกษตรกรได้

ถ้าถึงขั้นจะเอามาแจกตามโครงการดิจิทัลวอลเล็ตด้วยวัตถุประสงค์กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการบริโภค สามารถทำได้หรือไม่ ดูให้รอบคอบ อย่าไปทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำเพราะหาเสียงไว้และต้องทำให้ถูกกฎหมายด้วย

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News