HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 10 เมษายน 2567

Business Today Thai Politics 10 เมษายน 2567



ดัน “ดิจิทัลวอลเล็ต” เศรษฐา ยันฝ่าอุปสรรคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

- Advertisement -

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 3/2567 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายหลังการประชุมฯ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ดังนี้


นายกรัฐมนตรีกล่าวว่านโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล เป็นนโยบายที่จะยกระดับเศรษฐกิจทั้งระดับประเทศและระดับประชาชนได้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว รัฐบาลได้ใช้ความพยายามสูงสุดฟันฝ่าอุปสรรคและข้อจำกัดทั้งหลาย จนวันนี้ได้มาถึงวันที่รัฐบาลสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน ส่งมอบนโยบายที่จะพลิกชีวิตพี่น้องประชาชนได้ และที่สำคัญเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ รวมทั้งอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยประชาชนและร้านค้าจะได้ลงทะเบียนและยืนยันตัวตนได้ในไตรมาสสาม และเงินจะส่งตรงถึงพี่น้องประชาชนในไตรมาสสี่ปีนี้

นายกฯ กล่าวย้ำว่านโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet เป็นการใส่เงินในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง และกระจายไปยังทุกพื้นที่ให้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจให้ถึงฐานราก เกิดการจับจ่ายใช้สอย ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน และภาคธุรกิจ ที่จะขยายการลงทุน ขยายกิจการ เกิดการผลิตสินค้าที่มากขึ้น นำไปสู่การจ้างงาน สร้างอาชีพ และเกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลก็จะได้รับผลตอบแทนคืนมาในรูปแบบของภาษี อันจะเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศ เป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศให้เข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความโปร่งใสให้กับกลไกการชำระเงินของระบบเศรษฐกิจและรัฐบาล

นายกฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการฯว่า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ตลอดจนยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ เช่น กลุ่มเปราะบาง กลุ่มเกษตรกร เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจและสามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งจะเป็นการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนและยังก่อให้เกิดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมอีกด้วย

นายกฯ กล่าวว่าในส่วนของความคุ้มค่าในการดำเนินโครงการฯ จะเป็นการให้สิทธิแก่ประชาชนจำนวน 50 ล้านคน ผ่าน Digital Wallet วงเงิน 5 แสนล้านบาท และกำหนดให้ใช้จ่ายในร้านค้าที่กำหนดซึ่งจะเป็นการเติมเงินลงสู่ฐานราก โดยจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยประมาณร้อยละ 1.2 ถึงร้อยละ 1.6 จากกรณีฐาน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดเงื่อนไขของโครงการฯ โดยรัฐบาลจะดำเนินโครงการฯ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยกระบวนการต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การดำเนินโครงการฯ จะต้องเป็นไปโดยซื่อสัตย์ สุจริต รอบคอบ และระมัดระวัง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนโดยรวม ตลอดจนรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ อย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ สำหรับรายละเอียดการดำเนินโครงการฯ และแหล่งเงินที่มา นายกฯ ได้มอบให้ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียดโครงการฯ และประเด็นเงื่อนไขข้อกำหนดและการพัฒนาระบบรายละเอียดของโครงการได้มอบให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ชี้แจง

ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงแหล่งเงินของโครงการฯ ตามที่กระทรวงการการคลัง สำนักงบประมาณได้รับมอบหมายให้ไปพิจารณาแหล่งเงินทางเลือก วงเงิน 500,000 ล้านบาท ว่าจะสามารถบริหารจัดการได้อย่างไร โดยขณะนี้มีคำตอบให้คณะกรรมการนโยบายฯ แล้วว่า วงเงิน 500,000 ล้านบาท สามารถบริหารจัดการผ่านกระบวนการงบประมาณได้ทั้งหมด

โดยจะใช้เงินจากงบประมาณจาก 3 ส่วน ได้แก่ 1) เงินงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 152,700 ล้านบาท ซึ่งได้ขยายกรอบวงเงินงบประมาณในปี 2568 เรียบร้อยแล้ว 2) การดำเนินโครงการผ่านหน่วยงานของรัฐ จำนวน 172,300 ล้านบาท โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดูแลกลุ่มประชาชนที่เป็นเกษตรกร จำนวน 17 ล้านคนเศษ ผ่านกลไกมาตรา 28 ของงบประมาณปี 2568 และ 3) การบริหารจัดการเงินงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของรัฐบาล จำนวน 175,000 ล้านบาท

ซึ่งงบประมาณปี 2567 เพิ่งเริ่มใช้ จึงมีเวลาที่รัฐบาลจะพิจารณาว่ารายการใดที่จะสามารถปรับเปลี่ยนได้ รวมถึงงบกลาง ก็อาจนำมาใช้เพิ่มเติมในส่วนนี้ถ้าวงเงินไม่เพียงพอ รวมวงเงินส่วนที่ 1- 3 เป็นวงเงิน 500,000 ล้านบาท ยืนยันว่า การดำเนินการเรื่องแหล่งเงินเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 (พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ) พ.ร.บ.งบประมาณ และ พ.ร.บ.เงินตรา โดย ณ วันที่เริ่มโครงการช่วงปลายปีจะมีเงิน 500,000 ล้านบาทอยู่ทั้งก้อน ไม่มีการใช้เงินสกุลอื่น หรือการใช้มาตรการอื่นแทนเงิน ขอยืนยันเรื่องแหล่งเงินและความมั่นใจว่ามีการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน



“เศรษฐา” ตรวจหมอชิต 2 ก่อนสงกรานต์ให้ 8 คะแนนเต็ม 10

วันนี้ (10 เมษายน 2567) ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 ถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยมีสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมด้วย


นายกรัฐมนตรีรับฟังรายงานสรุปภาพรวมการพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) และการเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2567 จากนั้น นายกฯ ได้ตรวจติดตามความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน อาทิ การพัฒนาสถานีขนส่งฯ และการปรับปรุงชานชาลาจุดจอดสำหรับรถโดยสาร (ขาเข้า – ขาออก) บริเวณชานชาลาที่ 1 และ 2 การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น การเพิ่มเก้าอี้พักคอย ห้องน้ำ ความพร้อมของไฟส่องสว่าง บริเวณภายในห้องโถงสถานีขนส่งผู้โดยสาร ชั้น 1 การเชื่อมโยงระบบขนส่งสาธารณะอย่างไร้รอยต่อ บริเวณจุดให้บริการรถแท็กซี่ และรถโดยสารสาธารณะ ขสมก.

โดยนายกฯ กล่าวชื่นชมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต 2) สร้างความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้งานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมกับเน้นย้ำให้เข้มงวดในการตรวจสภาพร่างกาย ตรวจสารเสพติดของพนักงานขับรถโดยสารก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร และอยากให้มีการจัดเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดเป็นประจำเพื่อให้สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต 2) มีความสะอาดอยู่เสมอ

ภายหลังตรวจเยี่ยมสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต 2) นายกฯ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่อยากให้ประชาชนมีความสะดวกสบาย และสิ่งสำคัญที่สุดคือความสะอาด พร้อมกับการให้บริการที่ดี สามารถจองตั๋วออนไลน์ ซึ่งจากการได้สอบถามประชาชนที่ใช้บริการต่างบอกว่ามีความสุขดี สถานที่สะอาดขึ้น และตั๋วมีราคาที่เหมาะสม โดยการมาตรวจเยี่ยมสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต2)
ในวันนี้อาจมีการเตรียมงานไว้เป็นพิเศษ จะต้องไปตรวจเยี่ยมแบบที่ไม่มีการแจ้งล่วงหน้าจะดีกว่าเพื่อเห็นหน้างานจริง อีกทั้งนายกฯ ได้ให้คะแนนสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต 2) 8 เต็ม 10 คะแนน และเสนอแนะให้ บขส. มีการหารายได้เสริมด้วยการติดป้ายโฆษณา เนื่องจากปัจจุบันสามารถเก็บค่าบริการได้ถึง 3 ล้านบาท เพื่อนำรายได้ส่วนนี้มาพัฒนาต่อไป



นายกฯ สั่งย้าย กากแคดเมียม ขนกลับไปฝังใน 30 เม.ย.

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือร่วมกันระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับผู้บริหารของ บมจ.เบาว์แอนด์บียอนด์ เกี่ยวกับกากแคดเมียม ที่พี่น้องประชาชนเป็นกังวลใจ


บริษัท รับปากว่า ยินดีรับผิดชอบในเรื่องการขนกากตะกอนแคดเมียมจากจังหวัดสมุทรสาครกลับไปที่หลุมฝังกลบที่จังหวัดตาก โดยจะรีบเจรจากับ บจก.เจแอนด์บี เมททอล เพื่อร่วมดำเนินการขนย้ายกากตะกอนแคดเมียมกลับไปที่จังหวัดตาก โดยเร็ว และในวันนี้ทันที สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตาก จะมีคำสั่งไปถึง บมจ.เบาว์แอนด์บียอนด์

เพื่อทำการเพิกถอนการอนุญาตขนกากแคดเมียม และให้ดำเนินการขนย้ายกากแคดเมียม กลับไปที่จังหวัดตาก ภายในวันที่ 30 เมษายน 2567 นี้

“นายกฯ ย้ำว่า ข้อปัญหาของพี่น้องประชาชน ผมรับจะทำอย่างเต็มที่” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว



“สมศักดิ์” ชมโครงการประกันฟรีกองทุนหมู่บ้าน สร้างหลักประกันสมาชิก

สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ จะเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยจะมีการเดินทางกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนมากขึ้นตามไปด้วย โดยจากข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนน ช่วงวันที่ 11-17 เมษายน 2566 พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 2,203 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 264 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 2,208 ราย ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีทั้งผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงให้กับพี่น้องประชาชน สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จึงได้มีการจัดโครงการประกันภัยฟรี ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านฯทั่วประเทศ


กองทุนหมู่บ้านฯ ได้ร่วมมือกับ ทิพยประกันภัย ทำประกันภัยอุบัติเหตุฟรี ให้แก่สมาชิกกองทุนหมู่บ้านฯ ช่วงสงกรานต์ ที่มีอายุ 20-70 ปี โดยคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท ซึ่งมีระยะเวลาคุ้มครองนานถึง 30 วัน โดยสมาชิกกองทุนหมู่บ้านฯ ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิได้ที่คิวอาร์โค๊ด ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 15 เมษายน นี้ โดยระยะเวลาคุ้มครอง 30 วัน จะเริ่มนับจากวันที่ลงทะเบียนรับสิทธิ ซึ่งการจัดทำโครงการประกันภัยฟรี ของกองทุนหมู่บ้านฯ กับ ทิพยประกันภัย เป็นครั้งที่ 2 แล้ว เพื่อเป็นการตอบแทนสังคม

“โครงการประกันภัยอุบัติเหตุฟรี ถือเป็นโครงการที่ดี และมีประโยชน์กับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับพี่น้องประชาชนได้ หากเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทั้งจากการเดินทาง หรือ อุบัติเหตุระหว่างการเล่นน้ำสงกรานต์ ก็จะมีประกันภัยนี้ คอยช่วยดูแลพี่น้องประชาชนได้ เพราะต้องยอมรับว่า บางคนไม่มีประกันภัย เวลาเกิดอุบัติเหตุ ก็จะเดือดร้อนในเรื่องค่ารักษา หรือ ค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ประกันภัยฟรีให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ที่มีทั่วประเทศกว่า 13 ล้านคน จะเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ในยามจำเป็น ผมจึงขอเชิญชวนสมาชิกกองทุนหมู่บ้านฯ ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ จะได้เดินทางและเล่นน้ำสงกรานต์กันได้อย่างอุ่นใจ และเต็มไปด้วยความสุข”



“พวงเพ็ชร” รับนโยบายนายกฯเร่งปราบบุหรี่ไฟฟ้า

วันนี้ (10 เมษายน 2567) เวลา 09.30 น. พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ธสรณ์อัฑฒ์ ธนิทธิพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ต.อ.ประทีป เจริญกัลป์ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และ พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผู้กำกับ สน.วังทองหลาง แถลงข่าวผลการลงพื้นที่จับกุมร้านค้าลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าใกล้สถานศึกษา บริเวณซอยรัชดาภิเษก 36 หลังมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม และบริเวณย่านรามคำแหง โดย สคบ. ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง และสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย


พวงเพ็ชร เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ (9 เมษายน 2567) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับปราบปราม จับกุมผู้ลักลอบนำเข้า และจำหน่าย “บุหรี่ไฟฟ้า” อย่างจริงจังและเด็ดขาด โดยเฉพาะร้านที่อยู่ใกล้สถานศึกษา ประกอบกับการลงพื้นที่ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องของ สคบ. ในห้วงที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มผู้เสพบุหรี่ไฟฟ้าส่วนมากเป็นกลุ่มเด็กและเยาวชน

โดยมีการจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่น่ากังวลคือแบบออฟไลน์ ที่มีทั้งนำส่งถึงในโรงเรียน ใช้นักเรียนเป็นคนขาย หรือตั้งร้านค้าใกล้เคียงสถานศึกษา จากการปฏิบัติการเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้รับรายงานจากทาง สคบ. ว่ามีการลงพื้นที่ 3 จุด จับกุมร้านค้าได้ 5 ร้าน คือ จุดที่ 1 บริเวณซอยรัชดาภิเษก 36 (ซอยเสือใหญ่) เขตจตุจักร จำนวน 3 ร้าน จุดที่ 2 ซอยลาดพร้าว 122 (ซอยมหาดไทย) เขตวังทองกลาง จำนวน 1 ร้าน และจุดที่ 3 ซอยรามคำแหง 65 ถนนศรีวรา เขตวังทองหลาง จำนวน 1 ร้าน ยึดของกลางได้ 20 กระสอบ ปริมาณกว่า 12,000 ชิ้น คิดเป็นเงินมูลค่ากว่า 3.6 ล้านบาท

นอกจากนี้ พวงเพ็ชร ยังได้กล่าวถึงการเตรียมหารือยกระดับการลงโทษผู้กระทำผิด ทั้งผู้ขาย ผู้ซื้อ และผู้เสพบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมจะมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อตรวจจับการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นเบาะแสการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 ทางแอปพลิเคชัน OCPB Connect และ ทางไลน์ @TraffyFondue ของกรุงเทพมหานคร

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News