HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 9 กรกฎาคม 2567

Business Today Thai Politics 9 กรกฎาคม 2567



กกต.ยื้อรับรอง สว. นัดประชุมใหม่ 10 ก.ค.

เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2567 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า วันนี้มีการประชุม กกต.เพื่อพิจารณาถึงการรับรองผลการเลือก สว.ชุดใหม่ ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน โดยการประชุมวันนี้เริ่มเมื่อเวลา 13.00 น. อย่างไรก็ดีหลังการหารือมานานกว่า 3 ชั่วโมง ปรากฏว่ายังไม่มีข้อสรุป ทำให้ยังไม่มีการรับรอง สว.ชุดใหม่

- Advertisement -


อย่างไรก็ดีมีการนัดประชุม กกต.เพื่อพิจารณารับรองผลการเลือก สว.ชุดใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 10 ก.ค.67 เวลา 09.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมของ กกต.เพื่อพิจารณารับรองผลเลือก สว.ชุดใหม่ ดำเนินการมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน กระทั่งเมื่อวันที่ 8 ก.ค.67มีรายงานว่าในที่ประชุม กกต.ยังไม่สามารถรับรองผลได้เนื่องจากกรรมการหลายคนมีความเห็นแตกต่างกัน ทำให้มติที่จะออกมานั้น เป็นเสียงก้ำกึ่งกัน เช่น 4 ต่อ 3 ไม่ชี้ขาด หรือไม่เป็นเอกฉันท์ และเสียงที่ทำให้เป็นมติเสียงข้างมาก

โดยมีรายงานว่า เป็นเสียงจากประธาน กกต.จึงทำให้เป็นเพียงการพูดคุยกันถึงงานที่ต้องดำเนินการให้ชัดเจน ก่อนที่จะมีการประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ ทำให้ต้องมาประชุมอีกรอบในวันที่ 9 ก.ค.แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป จนต้องนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 10 ก.ค.67 นี้รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ในการประชุมของ กกต.ในการพิจารณารับรองผลเลือก สว. นั้น ที่ประชุมมีการหยิบยกบรรทัดฐานตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยชี้ขาดเกี่ยวกับการเลือก สว.เมื่อปี 2543 กรณีประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา

โดยขณะนั้น กกต.จัดเลือกตั้ง สว.รวม 200 คน เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2543 แต่รับรองผลเพียง 122 คน ทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ และมีความเห็นแย้งกัน 2 ฝ่าย ระหว่าง สว.ที่ครบวาระ แต่ต้องรักษาการจนกว่าจะได้ สว.ใหม่ครบ กับอีกฝ่ายคือ สว.ใหม่ ที่เห็นว่าจำนวน สว.เท่าที่มีก็สามารถทำงานได้ ประธานสภาจึงส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าฝ่ายไหนควรเป็นผู้ทำหน้าที่ แล้วหากเป็น สว.ใหม่ที่ยังไม่ครบจำนวนนั้นจะสามารถดำเนินการให้มีการประชุมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่

โดยสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สว.ที่ได้รับเลือกยังไม่ครบ 200 คน ไม่อาจดำเนินการให้มีการประชุมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ สว.ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ได้ และระหว่างที่ สว.ที่ได้รับเลือกยังไม่ครบ 200 คน นั้น สว.ที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2543 ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ได้



นายกฯ ยอมรับขึ้นค่าแรง 600 บาทไม่ง่ายแต่จะทำให้ได้ใน 4 ปี

วันนี้ (9 กรกฎาคม 2567) เวลา 11.30 น. ณ บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวถึงกรณีถูกมองว่าเป็น CEO เก่า มีผลต่อการทำงานการบริหารราชการแผ่นดิน ในเรื่องของการเปิดไซต์งานเมื่อตอนเป็น CEO มีการเปิดไซต์งานอย่างต่อเนื่อง


แต่เมื่อมาบริหารราชการแผ่นดินเป็นเวลา 1 ปี แล้วนั้นยังไม่มีการปิดไซต์งานอย่างเป็นรูปธรรม นายกฯ กล่าวว่า ก็ได้มีการปิดไซต์งานไปเยอะมากพอสมควร และเมื่อสมัยก่อนที่ตนเคยเป็น CEO ก็ได้มีการเปิดไซต์งานและปิดไซต์งานอย่างต่อเนื่องตลอด

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า กรณีค่าครองชีพในปัจจุบันนี้ ไม่สัมพันธ์กับรายได้ปัจจุบัน ทางรัฐบาลจะมีการแก้ปัญหาในเรื่องนี้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวก็มีอยู่ 2 มิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน อย่างเช่น เรื่องโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ก็เป็นโครงการที่พยายามจะเพิ่มรายได้ทางภาคการเกษตร ทำให้ผลิตผลต่อไร่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ราคาดีขึ้น มีการเปิดตลาดการค้าใหม่ การเปิดตลาดการค้าเสรี (FTA) เพื่อยกระดับรายได้ให้สูงขึ้น ในด้านรายจ่าย รัฐบาลก็ได้มีให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน (SUBSIDIZE) ในแง่ของค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน การพักหนี้เกษตรกรการทลายหนี้นอกระบบก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลพยายามทำอยู่

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า นโยบายที่ทางพรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ การเพิ่มค่าแรง 600 บาท ประเมินแล้วภายในระยะเวลา 4 ปี จะสามารถเพิ่มค่าแรงไปถึงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็พยายามดำเนินการทำอยู่ ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกับทางด้าน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในเรื่องดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า เรื่องค่าแรง 400 ก็ยังดำเนินการทำได้อยู่ แต่คงจะไม่ไปถึง 600 บาท ในทันที แต่จะทำภายในระยะเวลา 4 ปี ตามที่พูดไว้



ครม.เออรี่รีไทต์ทหาร 732 นาย ประหยัดงบฯ 4 พันล้าน

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 9 ก.ค.67 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวเกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. (9 กรกฎาคม 2567) มีมติเห็นชอบโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม (กห.) ปีงบประมาณ พ.ศ.2568-2570 โดยผู้ที่ลาออกได้รับสิทธิประโยชน์ตามโครงการกำหนด รวมทั้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องสนับสนุนดำเนินการโครงการดังกล่าว ตามที่ กระทรวงกลาโหม เสนอ


ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหม จะเริ่มดำเนินการโครงการเดือนกรกฎาคม 2567 และจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไปเพื่อให้ทันเกษียณอายุราชการภายในเดือนตุลาคม 2567

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมมีแผนปรับลดกำลังพลนายทหารชั้นนายพลในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ผู้ทรงคุณวุฒิ และนายทหารปฏิบัติการ ให้เหลือร้อยละ 50 ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2551-2571 และต่อมามีแผนปฏิรูปการบริหารจัดการกำลังพลของ กระทรวงกลาโหม กำหนดเป้าหมายการปรับลดกำลังพลลงร้อยละ 5 ของยอดกำลังพล ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2563-2570 กระทรวงกลาโหม จึงได้จัดทำแนวทางการดำเนินโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของ กระทรวงกลาโหม โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะสามารถแก้ไขปัญหาด้านกำลังพลของกระทรวงกลาโหม ได้ตรงจุด มีระยะเวลา 3 ปี และ กระทรวงกลาโหม ได้ประมาณการผู้เข้าร่วมโครงการฯ รวม 3 ปี ประมาณ 732 นาย (ปีละ 244 นาย) และสามารถประหยัดงบประมาณได้ประมาณ 4,479.84 ล้านบาท



ครม.ไฟเขียวขึ้นเงินเดือนครูเอกชนตามนโยบายรัฐบาล

วันที่ 9 กรกฎาคม 2567 คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน รายการเงินอุดหนุนรายบุคคล ในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครู สำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ


สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าวในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เห็นสมควรให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณหรือโอนเงินจัดสรร หรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร แล้วแต่กรณี ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 ในโอกาสแรกก่อน โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่า ผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ ตามนัยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในปีต่อ ๆ ไป เห็นสมควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับการอุดหนุนเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็ก กรณีโรงเรียนเอกชนที่มีนักเรียนไม่เกิน 200 คน เป็นเวลา 4 ปี (เดือนพฤษภาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2570) เห็นสมควรให้กระทรวงศึกษาธิการรายงานผลการศึกษาจากการที่เคยได้รับความช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2550 ว่ามีการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด เพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับทราบก่อนเสนอมาตรการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวอีกครั้ง นอกจากนี้การกำหนดขนาดโรงเรียน เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ควรใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้การจัดกลุ่มขนาดโรงเรียนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

การปรับอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน รายการเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครูสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยปรับฐานเงินเดือนครูในการคำนวณเงินอุดหนุน จากอัตรา 15,050 บาท เป็นอัตรา 18,150 บาท ภายในระยะเวลา 2 ปี เริ่มดำเนินการเดือนพฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป



“รัฐบาล” ดัน FTA ต่างประเทศต่อเนื่องเพิ่มมูลค่าการค้า

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินหน้าเพิ่มความสำเร็จจากการผลักดันความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศ ต่อยอดเจรจา FTA กับมิตรประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างต่อเนื่อง เน้นการเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้า ล่าสุดไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – สาธารณรัฐเกาหลี (KTEPA) ครั้งที่ 1 ระหว่าง 9 – 11 กรกฎาคม 2567 ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกัน สร้างแต้มต่อในการเพิ่มมูลค่าและโอกาสของสินค้าไทยในระดับสากล


โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากความมุ่งมั่นของรัฐบาล ในการแสวงหาตลาดและโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันไทยมี FTA รวมกันถึง 15 ฉบับ กับ 19 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ โดยฉบับล่าสุดคือ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย – ศรีลังกา ที่ได้มีการลงนามไปเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้มีการเจรจาเพื่อยกระดับความตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่แล้ว ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น

ทั้งนี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ครม. มีมติเห็นชอบ (26 มีนาคม 2567) การเข้าร่วมเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement: EPA) ไทย-สาธารณรัฐเกาหลี ที่ถือเป็นความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี และได้ลงนามเอกสารขอบเขตสำหรับการเจรจาจัดทำความตกลง EPA ระหว่างกัน โดยการลงนามในครั้งนี้ถือเป็นการประกาศเปิดเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–สาธารณรัฐเกาหลี (Korea-Thailand Economic Partnership Agreement : KTEPA) อย่างเป็นทางการ ต่อยอดจากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลีใต้ (AKFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)

ทั้งนี้ ในวันที่ 9-11 กรกฎาคม 2567 ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม KTEPA ครั้งที่ 1 ณ กรุงเทพมหานคร โดยจะมีการพูดคุยในประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาทิ การค้า มาตรการเยียวยาทางการค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวก มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า การค้าบริการข้ามพรมแดน การลงทุน การค้าดิจิทัล การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ทรัพย์สินทางปัญญา ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและธุรกิจ SME และประเด็นทางกฎหมาย รวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทและธุรกิจ Startup จากสาธารณรัฐเกาหลี ให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน และเทคโนโลยีสารสนเทศ

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News