HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 7 มิถุนายน 2567

Business Today Thai Politics 7 มิถุนายน 2567



มติ กกต.ไม่เลื่อนเลือก สว.เลือกระดับอำเภอ 9 มิ.ย.

รายงานจากที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 7 มิ.ย.มีมติว่า จะไม่เลื่อนการเลือก สว.ออกไป โดยจะเดินหน้าการเลือก สว.ระดับอำเภอ ในวันที่ 9 มิ.ย.67ต่อไป แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้วินิจฉัย 4 มาตราใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2561 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่ก็ตาม

- Advertisement -


ล่าสุด นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.เปิดเผยภายหลังการประชุม กกต. ว่า กกต.มีมติ เอกฉันท์ไม่เลื่อนการเลือก สว. เนื่องจากยังไม่มีเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้การเลือก สว. ต้องเลื่อนออกไป หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้ง กกต.ต้องปฏิบัติตาม ไม่กังวลหากมีคนไปยื่นร้องให้การเลือก สว.เป็นโมฆะ เพราะที่ กกต. ดำเนินอยู่จนถึงวันนี้เป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน ยืนยันว่า กกต. ไม่ได้ปฏิบัติต่างจากที่กฎหมายกำหนด

วานนี้ (6 มิ.ย.67) มีรายงานข่าวว่า สำนักงาน กกต.มีการประเมินข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และจะเสนอทางเลือกให้ กกต. 2 ทางด้วยกัน โดยทางเลือกแรก ให้ กกต.ใช้อำนาจตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ประกาศเลื่อนการเลือก สว.ระดับอำเภอ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 มิ.ย.2567 ออกไปก่อน เพื่อรอความชัดเจนจากการวินิจฉัยข้อกฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีการประเมินว่าถ้า กกต.ยังคงเดินหน้าตามโรดแมปเดิม หากสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า 4 มาตราใน พ.ร.ป.

การได้มาซึ่ง สว. ประเด็นกำหนดวิธีการเลือกว่าผู้สมัคร สว.จะลงคะแนนเลือกตนเองก็ได้ แต่จะลงคะแนนให้บุคคลใดเกิน 1 คะแนนมิได้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น อาจมีผู้สมัคร สว.ร้องต่อ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และฟ้องคดีต่อศาลปกครอง จะเสี่ยงเกิดความเสียหายต่อทั้ง กกต. และผู้สมัคร สว. จนอาจนำไปสู่การร้องให้การเลือก สว.ครั้งนี้โมฆะได้ และ กกต.ทั้งคณะอาจถูกฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย เหมือน กกต.ชุดในอดีต โดยที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง สส.โมฆะ และมีการฟ้อง กกต.ให้รับผิดชอบค่าเสียหายมาแล้ว



‘ภูมิธรรม’ ไม่แปลกใจ ‘ก้าวไกล’ บอกไม่จับมือ เพื่อไทยเป็นรัฐบาล

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ยืนยันจะไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทยหากเกิดสถานการณ์ใดๆ เกิดขึ้นว่า เป็นสิทธิของนายชัยธวัช และพรรคก้าวไกล แต่จริงๆ มันยังไปไม่ถึงขนาดนั้น อย่าเพิ่งไปไกลเกินกว่าสถานการณ์ที่เป็นจริง จะได้ตั้งรัฐบาลหรือไม่ ยังไม่รู้ รอให้สถานการณ์เกิดขึ้นจริงแล้วค่อยออกความเห็น หากออกความเห็นแบบนี้มันเป็นประเด็นทางการเมือง ตนคิดว่าพูดให้หล่อพูดได้ ถือว่าเป็นสิทธิ แต่ควรรอให้สถานการณ์เกิดขึ้นจริงก่อน


เมื่อถามว่า มีโอกาสจะเกิดรัฐบาลพลิกขั้วหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มั่นใจว่าการพลิกขั้วไม่เกิด อะไรยังไม่เกิดอย่าเพิ่งคิด พรรคก้าวไกลก็ไม่แน่ว่าจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะยังไม่เกิดในสถานการณ์ที่เป็นอยู่

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยไม่เชื่อในแผนล้มรัฐบาลใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า สถานการณ์ยังไม่เกิด อย่าเพิ่งคิดไปไกล

เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ เพราะในช่วงเดือน มิ.ย.มีหลายคดีของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลอยู่ในกระบวนการของศาล นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นไปตามกระบวนการของศาล รัฐบาลทำด้วยความสุจริต คิดว่าได้ดำเนินการทุกอย่างอย่างถูกต้องตามกระบวนการกฎหมาย ตอนนี้อำนาจอยู่ในดุลยพินิจของศาล รอให้ศาลใช้ดุลยพินิจพิจารณา

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าขบวนการล้มพรรคก้าวไกลเป็นฝีมือคนของพรรคเพื่อไทยหรือนายใหญ่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า อันนี้ยิ่งไปกันใหญ่ เป็นคำถามที่ไม่ควรถาม เพราะไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ ถามแบบนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้รับฟัง ขอให้ยืนอยู่บนข้อเท็จจริง



“เศรษฐา” เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการแจงนโยบายรัฐ

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมฯ ว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้มาพบกัน โดยจะให้มีการประชุมแบบนี้บ่อยขึ้นเพื่อให้มีโอกาสพบปะกันในเวทีการประชุมนี้ เพื่อพูดคุยสานต่อในเรื่องนโยบายต่าง ๆ ที่ทางรัฐบาลได้ทำมาตามที่ได้แถลงต่อรัฐสภาไว้ ที่ผ่านมาทราบกันดีว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ถึงจุดมุ่งหมายที่อยากให้เป็น


ดังนั้น การขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งไม่ได้อยู่แค่กระทรวงเศรษฐกิจอย่างเดียว กระทรวงอื่นก็มีส่วนร่วมด้วยเหมือนกัน จึงอยากจะมาพูดคุยกันไม่ว่าจะเป็นนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค การปราบปรามยาเสพติดต่าง ๆ ก็มีหลายหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมช่วยกันทำงาน ต้องขอขอบคุณในที่นี้ด้วย

นายกฯ กล่าวว่าสำหรับเรื่องอื่น ๆ ที่ได้ไปทำมาก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อเชิญชวนนักลงทุนมาลงทุนในประเทศไทย หรือการไปเปิดสัมพันธไมตรีกับหลาย ๆ ประเทศที่จะมีการไปขายของให้เขา เรื่องหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว และอีกเรื่องที่จะทำกันคือการกำหนด KPI ที่ชัดเจน ว่าจะทำอย่างไร เชื่อมั่นว่าทุกท่านที่มาประชุมร่วมกันในวันนี้เป็นผู้ที่มีความสามารถจึงขอความคิดเห็นจากทุกท่านหากมีเรื่องใดขอให้เสนอเข้ามาเพื่อให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

นายกฯ ได้รับฟังข้อเสนอและข้อปัญหาต่าง ๆ จากหัวหน้าส่วนราชการและรับข้อเสนอต่าง ๆ ไปพิจารณา พร้อมกล่าวว่าวันนี้มีหลาย ๆ เรื่องที่ได้นำเสนอ อาทิ ปัญหาหนี้ทั้งหมดซึ่งก็มีขั้นตอนการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน การปรับแผนที่แนวเขตเป็น One Map โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเรื่ององค์ประชุมหรือวิธีการต่าง ๆ เพื่อเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในปี 2568 และในเรื่องบ้านพักสวัสดิการทั้งหลาย ก็จะรับไปพิจารณาและดำเนินการ



“เศรษฐา” ถกนักธุรกิจนอก มั่นใจไทยเป็นฮับการเงินภูมิภาค

วันนี้ (7 มิถุนายน 2567) ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนิล วัธวานี (Mr. Anil Wadhwani) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล และคณะผู้บริหารระดับสูง เข้าเยี่ยมคารวะ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยในโอกาสนี้ นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้


นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่ได้พบ ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้พูดคุยเพื่อกระชับความร่วมมือ ประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการลงทุนเสมอ รัฐบาลให้ความสำคัญกับวิสัยทัศน์ IGNITE Thailand ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค โดยพร้อมผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน (Financial Hub) สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และทำให้ ไทยเป็น “สถานที่” สำหรับการเป็นสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคของบริษัททางการเงิน

ด้านประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล กล่าวเป็นเกียรติและยินดีที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีในวันนี้ บริษัทดำเนินการกิจการและให้บริการลูกค้าในประเทศไทยมาเป็นเวลานานถึง 29 ปีแล้ว ยืนยันพร้อมร่วมผลักดันและสนับสนุนประเทศไทยตามวิสัยทัศน์ Ignite THAILAND ของนายกรัฐมนตรีให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการเงินของภูมิภาค (Financial Hub) เชื่อมั่นในศักยภาพซึ่งรวมถึงสถานที่ตั้งในจุดยุทธศาสตร์ของไทย โดยยืนยันกลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียลมีแผนที่จะลงทุนระยะยาวในไทย และในภูมิภาคเอเชีย เพิ่มอีก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ(ประมาณ 36,000 ล้านบาท)

ทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนถึงวิสัยทัศน์ และนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีความสอดคล้องกับนโยบายการทำงานของบริษัทฯ ซึ่งนอกจากวิสัยทัศน์ Financial Hub และ Medical Tourim แล้ว บริษัทฯ พร้อมสนับสนุนเยาวชน ที่มีความสามารถของไทยให้ได้รับประสบการณ์การทำงานระหว่างประเทศ เพื่อนำความรู้และประสบการณ์กลับมาพัฒนาประเทศ



“สุริยะ” ประชุมคกก.สุขภาพ หามาตรการปราบบุหรีไฟฟ้าในเยาวชน

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2567 มีมติเห็นชอบ มติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น การปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า ประกอบด้วย 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. พัฒนาและจัดการองค์ความรู้ 2. สร้างการรับรู้ภยันตรายและการเสพติดของบุหรี่ไฟฟ้าแก่เด็ก เยาวชน และสาธารณชน 3. เฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า 4. พัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนมาตรการป้องกัน ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า 5. ยืนยันนโยบายและมาตรการป้องกันและปราบปรามการแพร่ระบาดบุหรี่ไฟฟ้า


ทั้งนี้ ที่ประชุม คสช. ยังได้เห็นชอบให้คงไว้ซึ่งนโยบายห้ามนำเข้าและห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจริงจัง และได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นำมติสมัชชาฯ ดังกล่าว เสนอเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้เป็นกรอบนโยบายหลักของประเทศในการปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามภาระหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

สุริยะ เปิดเผยว่า ปัญหาของบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ โดยที่ผ่านมาได้มีการกำชับสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด จริงจัง เนื่องจากมีความเป็นห่วงเด็กและเยาวชนที่จะตกเป็นเหยื่อการตลาดของบริษัทบุหรี่ไฟฟ้าและกลายเป็นนักสูบหน้าใหม่ที่จะได้รับอันตรายต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ที่ผ่านมารัฐบาลได้เดินหน้าปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มข้น จนนำไปสู่การจับกุมและตรวจยึดของกลางได้ในหลายกรณี ซึ่งมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นฯ ที่ คสช. ได้เห็นชอบในวันนี้จะเป็นกรอบนโยบายสำคัญให้หน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวง กรม กอง สำนักงาน คณะกรรมการชุดต่างๆ นำไปขับเคลื่อน ซึ่งส่วนตัวต้องการเห็นรูปธรรม จึงได้สั่งการให้ สช. เกาะติดการขับเคลื่อนอย่างใกล้ชิด และรายงานผลการดำเนินการต่อ คสช. ให้รับทราบความก้าวหน้าไปจนกว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงตามข้อมติ

“ต้องขอชมเชยคณะกรรมการพัฒนานโยบายฯ ที่ทำข้อเสนอลงรายละเอียดให้เราได้เห็นถึงเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างชัดเจน อย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญคือการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อช่วยกระจายความรู้และความน่ากลัวจากผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าไปถึงเด็กและเยาวชนให้มากขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของตัวเลขสถิติที่เรามีการสำรวจกัน 5 ปีครั้ง ซึ่งมตินี้เสนอให้สำรวจบ่อยขึ้นเป็นทุก 2 ปี ผมมองว่าการสำรวจไม่ได้ใช้เวลาเยอะ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่จำนวนผู้สูบเพิ่มมากขึ้น ขณะที่เรากำลังมีมาตรการต่างๆ ออกมา จึงมองว่าควรจะมีการสำรวจสัก 6 เดือนครั้ง เพื่อประเมินได้ว่าหากมาตรการได้ผลจริง จำนวนตัวเลขเหล่านี้ก็จะต้องลดลง” นายสุริยะ กล่าว

สำหรับมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น “การปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” ผ่านความเห็นชอบจากผู้เข้าร่วม 264 หน่วยงาน/คน โดยทั้งหมดได้ให้ความเห็นชอบต่อกรอบทิศทางนโยบาย (Policy Statement) อย่างเป็นฉันทมติ พร้อมกันนี้ยังได้วางบทบาทหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้มีนโยบายรณรงค์ เฝ้าระวัง และให้ความรู้ถึงภยันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้กำหนดมาตรการมิให้นำเสนอประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าที่บิดเบือนผ่านสื่อ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กรมศุลกากร ให้บังคับใช้กฎหมายที่มีในปัจจุบันอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด เป็นต้น

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News