HomePoliticsBusiness Today Thai Politics 2 เมษายน 2567

Business Today Thai Politics 2 เมษายน 2567



ศาลออกหมายจับ “บิ๊กโจ๊ก” มีหลักฐานเชื่อว่ากระทำผิด เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินเว็บพนัน

- Advertisement -

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลเข้ายื่นคำร้องขอออกหมายจับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ในความผิดฐาน สมคบกันกระทำความผิด ฐานฟอกเงินและ เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ตามที่สมคบกัน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5,9,10


ต่อมาเมื่อเวลา 16.00 น. ศาลอาญาพิจารณาคำร้องพร้อมไต่ส่วนเเล้วอนุญาตให้ออกหมายจับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยศาลให้เหตุผลว่าเป็นคดีมีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าเป็นความผิด และผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงหมายเรียกของพนักงานสอบสวน รวมถึงคดีนี้เป็นอำนาจของศาลอาญา



“เศรษฐา” ชี้ไร้สัญญาณปรับ ครม.ยัน 314 เสียง แข็งแกร่ง

ที่ทำเนียบรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมครม. ถึงกระแสข่าวการปรับครม. โดยเมื่อนายเศรษฐา ยิ้มเมื่อได้ยินคำถามจากสื่อมวลชน ก่อนจะกล่าวว่า ข่าวลือก็จบที่ข่าวลือ


เมื่อถามว่า แต่มีข่าวถึงขั้นว่าจะดึงพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล นายกฯ กล่าวว่า ไม่เคยมีการพูดคุยกันเรื่องนี้ ตนเรียนแล้วว่า 314 เสียง ก็แข็งแกร่งพอแล้ว เรามีความสามัคคี พูดจากันรู้เรื่องอยู่แล้ว และร่วมกันทำงานอยู่แล้ว อีกทั้งงบประมาณยังไม่ออกเลย แล้ววันนี้ในที่ประชุม ครม. ก็มีการพูดคุยกันถึงการใช้งบประมาณขับเคลื่อนประเทศ โดยการใช้งบประมาณ วันนี้ได้มีการสั่งการไปแล้ว ที่ผ่านมาก็มีการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ไปแล้วก็ต้องมีการทำงานอย่างจริงจัง

เมื่อถามว่า สมมติในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ยังเหลือโควตาอีก1 ที่ อาจจะต้องมีการขยับหรือไม่ นายกฯ กล่าวตอบทันทีว่า สมมติก็คือสมมติ เพราะท่านบอกว่าสมมุติ วันนี้เราอยู่กับความเป็นจริงดีกว่า

เมื่อถามว่า ความตั้งใจของนายกฯ คือต้องการให้รัฐมนตรีชุดเดิมขับเคลื่อนงบประมาณที่เพิ่งผ่านสภามาแล้วใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า วันนี้เราจะมีการเน้นย้ำและโฟกัสการใช้งบประมาณ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการดูแลพี่น้องประชาชน

เมื่อถามว่า ยังคงสัดส่วนโควตารัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลไว้เช่นเดิมใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ครับ เป็นข้อตกลงที่ชัดเจนอยู่แล้ว และโควตาของพรรคพลังประชารัฐก็ยังเป็นคนโควตาเดิมที่อยู่มานานแล้ว เช่นเดียวกับโควตาของพรรคเพื่อไทยก็เป็นโควตาเดิมที่มีมานานแล้ว

นายกฯ กล่าวถึง กรณีที่เมื่อวานนี้ (1เม.ย.) มีการเรียกรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเข้าพบบนตึกไทยคู่ฟ้าได้มีการพูดคุยเรื่องการปรับครม. หรือไม่นั้น เป็นการพูดคุยเรื่อง FTA มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ นายปานปรีย์ พหิธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยมีการพูดคุยถึง FTA และ IUU

“ยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรีเลย ยืนยันได้เลยครับไม่มีการพูด หรือไม่แม้แต่เฉี่ยวแม้แต่นิดเดียว” นายเศรษฐา กล่าว
เมื่อถามว่า ทำไมกระแสถึงเกิดมาในช่วงนี้เป็นการปล่อยข่าวเพื่อหยั่งเชิงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่ได้ให้ความสำคัญด้วยเพราะต้องการให้รัฐมนตรีทุกคนได้ตั้งใจทำงาน ดูแลพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด และมันเป็นเรื่องของใจเขาใจเรา หากมีกระแสไป แล้วท่านรู้ว่าท่านจะต้องถูกปรับออกไป ก็อาจจะมีความกังวล จุดโฟกัสก็จะเปลี่ยนไป ตนเชื่อว่าเรื่องนี้เราควรเอาพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง และควรทำงานให้เต็มที่
เมื่อถามถึงจุดยืนและหลักเกณฑ์ของนายกฯ ถ้าจะปรับครม. มีอะไรบ้าง นายเศรษฐากล่าวว่า ถ้าเกิดว่าทำงานไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลไม่ได้ก็ต้องมีการพิจารณาตรงนี้

เมื่อถามว่า ตอนนี้ยังได้อยู่ใช่หรือไม่ นายเศรษฐา ยิ้ม ก่อนจะตอบว่าก็ยังทำกันอยู่ครับ



วิป ครม.ขอเวลาฝ่ายค้านเพิ่มช่วงอภิปรายในสภาฯ 3–4 เม.ย.นี้

มนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ในฐานะคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนแทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า การอภิปรายวันที่ 3-4 เม.ย. กำหนดเวลาอภิปราย 30 ชั่วโมง โดยแบ่งเวลาการอภิปรายให้ฝ่ายค้าน 22 ชั่วโมง ให้เวลานายกฯและคณะรัฐมนตรีชี้แจง 6 ชั่วโมง และเป็นเวลาของประธานในการควบคุมการประชุม 2 ชั่วโมง แต่ในการอภิปรายทั่วไปของสว.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 153 ที่ผ่านมา ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เวลาชี้แจง 3 ชั่วโมงปรากฎว่าไม่เพียงพอ คณะรัฐมนตรีไม่สามารถชี้แจงข้อสงสัยได้ครบถ้วนทุกประเด็น


ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงอยากขอปรับเวลาเพิ่มในส่วนของคณะรัฐมนตรีจาก 6 ชั่วโมงเป็น 10 ชั่วโมง แล้วปรับเวลาของฝ่ายค้านจาก 22 ชั่วโมง เป็น 18 ชั่วโมง เพื่อให้นายกฯและคณะรัฐมนตรีได้ชี้แจงผลการทำงานระยะ 7 เดือนกว่าที่ผ่านมาได้อย่างครบถ้วนตามข้อสงสัยและข้อชี้แนะของสมาชิก

ขณะเดียวกันจะได้ใช้เวลาชี้แจงด้วยว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง และเตรียมการอะไรไว้รองรับงบประมาณปี 2567 ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในเวลาอันใกล้นี้ เพราะเรามั่นใจว่าเมื่องบประมาณมีผลบังคับใช้เมื่อบวกกับสิ่งที่เราเตรียมการไว้จะสามารถผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ สร้างธุรกิจใหม่ๆให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่าง

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านเหมือนมุ่งพุ่งเป้าการอภิปรายไปที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นางมนพร กล่าวว่า การอภิปรายของฝ่ายค้านถือเป็นสิทธิ แต่ที่ผ่านมาฝ่ายค้านได้หยิบยกเรื่องนี้มาตั้งเป็นกระทู้ถามรัฐบาลหลายครั้ง การที่พูดแล้วพูดอีกแบบนี้จะทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ชี้แจงไปแล้วหลายครั้ง



“สุดารัตน์” ผุดแคมเปญ 1 ครอบครัว 1 สว. สกัดทุนใหญ่

สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ในวันที่ 11 พ.ค.2567 จะเป็นวันสุดท้ายของการทำงาน 250 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดที่ 12 ซึ่งมีรากเหง้าและพื้นฐานมาจากคณะรัฐประหาร จากนั้นจะเปิดให้มีการ “คัดเลือก” สว.ชุดที่ 13ซึ่งเป็นสว.ชุดใหม่ จำนวน 200 คน ที่มาจากวิธีการคัดเลือกแบบใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาก่อนนั่นคือการ “เลือกกันเอง”


ระบบนี้ คือระบบที่ออกแบบมาข้ามหัวประชาชน ไม่ได้มองเห็นความสำคัญของประชาชน เปิดช่องให้ผู้ที่มีกำลังคน กำลังทรัพย์ เข้ามาอยู่ในระบบที่เลือกกันเองได้ง่าย และตนมองว่าการได้มาซึ่งสว. ในระบบปิดเช่นนี้ ผู้มีอำนาจ มีกำลังคนกำลังทรัพย์ในมือสามารถทำได้ง่ายกว่ากระบวนการได้มาซึ่งสส.1 คน โดยเฉพาะการใช้เงินต่อหัวจะน้อยกว่ามาก และจะทำให้ผู้สมัคร สว.ที่ไร้อุดมการณ์ แต่หวังผลประโยชน์จากการรับเงินรับทองจะเข้าไปสมัครมากขึ้น

ท้ายที่สุดการได้มาซึ่ง สว.ชุดที่เลือกกันเองนี้ จะเป็นสว.ของ พรรคการเมืองพรรคใหญ่ และทุนใหญ่ผูกขาดอย่างแท้จริง ในอนาคตเราจะได้เห็นทุนใหญ่ร่วมมือกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ คุมเสียงสว.และมาควบคุมองค์กรอิสระ ปัญหาเหล่านี้จะกลายเป็นมะเร็งร้ายกัดกินประเทศ โดยเฉพาะในแง่ของ การปราบปรามทุจริต และระบบยุติธรรมไทย

จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ใช้กำลังใจ กำลังคน รวบรวมทรัพยากร 2,500บาท ไปสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาให้มากที่สุด เพื่อสามารถไปใช้สิทธิ์ในการโหวตสว.ของประชาชน ไปสู้กับนักการเมืองผูกขาด ทุนใหญ่ผูกขาด โดยแคมเปญ “1ครอบครัว 1ผู้สมัคร สว.” ส่งคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วน อายุ 40 ปี เข้าไปเป็นผู้สมัคร เพื่อให้มีเสียงของประชาชนเยอะที่สุด และเมื่อเข้าสู่กระบวนการคัดสรรแล้ว เสียงของประชาชนจะมองเห็นว่าสมควรเลือกใครมากที่สุด และใครคือตัวแทนของพรรคการเมืองหรือทุนใหญ่ผูกขาด ดังนั้น หากเราไม่ต้องการเห็น สว.เป็นเบี้ยล่างของ พรรคการเมืองใหญ่ และนายทุนผูกขาด เพื่อหวังกินรวบประเทศ วิงวอนทุกคนช่วยกันรณรงค์ ลงสมัคร สว.ให้มากที่สุด



ครม.ไฟเขียวเพิ่มเบี้ยหวัดขรก.ที่ได้รับเงินต่ำกว่า 11,000 บาท/เดือน

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (2 เมษายน 2567) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ


รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 เรื่องการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุและการปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ การปรับเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว และแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบราชการ รวมทั้งเพื่อให้ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญสามารถดำรงชีพอยู่ได้ในสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน กค.

โดยกรมบัญชีกลาง จึงได้ดำเนินการยกร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงอัตราเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ เพื่อกำหนดให้ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดหรือบำนาญ ซึ่งเมื่อรวมกับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญแล้วต่ำกว่าเดือนละ 11,000 บาท ให้ได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญเพิ่มขึ้นจนครบ เดือนละ 11,000 บาท โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ กค. ได้จัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยงบประมาณที่ต้องใช้ในการปรับเพิ่มเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 2.33 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 27.96 ล้านบาทต่อปี โดยใช้งบกลาง รายการเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ

ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับเบี้ยหวัดและผู้รับบำนาญสามารถดำรงชีพอยู่ได้ในสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน และเพื่อให้สอดคล้องกับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุและการปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งผู้มีสิทธิจะได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ มี 5 ประเภท ได้แก่ ผู้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม ผู้รับบำนาญปกติ ผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ บำนาญพิเศษ และบำนาญตกทอดในฐานทายาทหรือผู้อุปการะหรือผู้อยู่ในอุปการะ

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News