HomePoliticsHow to รอด... รอดอย่างไรในสถานการณ์เศรษฐกิจร้อน การเมืองแรง

How to รอด… รอดอย่างไรในสถานการณ์เศรษฐกิจร้อน การเมืองแรง

How to รอด… รอดอย่างไรในสถานการณ์เศรษฐกิจร้อน การเมืองแรง

ปัญหาที่ไทยเผชิญขณะนี้มาจากแรงกดดันหลายๆ อย่างที่บีบให้เศรษฐกิจของไทยออกอาการอ่อนล้า ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และปี 2563 ส่อแววหนักขึ้น เมื่อโคโรนาไวรัสสายพันธ์ใหม่ถล่มประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของโลก ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย ไม่นับรวมที่ไทยยังต้องเผชิญปัญหาอื่นๆ ทั้งภัยแล้ง ฝุ่นจิ๋ว และการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ

ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ จึงมาร่วมถกและมองแนวทางที่ฝ่าคลื่นลมมรสุมเศรษฐกิจโลก ในเวที “How to รอด… รอดอย่างไรในสถานการณ์เศรษฐกิจร้อน การเมืองแรง” จัดขึ้นโดยผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารสื่อสารมวลชนระดับสูงด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์ (บสส.) รุ่นที่ 9 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ณ

ในการเปิดเวทีการสัมมนา เริ่มต้นด้วยข้อมูลของทีดีอาร์ไอที่อาจจะทำให้ประชาชนชาวไทยใจชื้นขึ้นมาได้ แต่คงไม่สามารถที่จะกลบความกังวลได้ทั้งหมด เพราะสถานการณ์การเมืองโลก และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนได้ตลอด

- Advertisement -

“ดร.กิริฎา เภาพิจิตร” ประเมินเศรษฐกิจปี 63 “โตช้า แต่โต”… คาดโต 2% แนะรัฐฯ ต้องสร้างความเชื่อมั่นโดยเร็ว

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ยืนยันว่าแม้จะมีปัจจัยความเสี่ยงที่กดดันเศรษฐกิจมากมาย แต่เศรษฐกิจไทยยังมีอัตราเติบโตเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ แม้จะเป็นการเติบโตอย่างช้าๆ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2

ข่าวดีท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอคือ ราคาน้ำมันตลาดโลกไม่น่าจะเกิน 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยจากปัญหาเศรษฐกิจโลก และมีเชื้อเพลิงอื่นที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งนั่นก็คือ shale oil นอกจากนี้เงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องและแข็งค่ามากสุดเมื่อช่วงปลายปี ก็เริ่มอ่อนค่าจากปัญหาการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัสสายพันธ์ใหม่

ส่วนข่าวร้ายก็คือการระบาดของโคโรนาไวรัส กระทบต่อการท่องเที่ยวที่คาดว่านักท่องเที่ยวน่าจะหดตัวร้อยละ 7 นักท่องเที่ยวลดลงประมาณ 2 ล้านคน นอกจากนี้ยังไทยยังมีปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตลดลง และสงครามการค้าที่ยังไม่จบแม้จะเจรจากันได้ในเฟสแรกก็ตาม

ทั้งนี้ ดร.กิริฎา ระบุว่า แนวทางที่จะทำให้ไทยรอดจากสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ นอกเหนือจากการเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณของภาครัฐฯ โดยต้องเบิกจ่ายให้มากกว่าร้อยละ 70 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแล้ว สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นคือ รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ประธาน หอการค้าไทยฯ เตรียมปรับตัวเลขเศรษฐกิจ มั่นใจยังมีปัจจัยบวกส่งเสริมเศรษฐกิจไทย

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่าสถานการณ์การระบาดของโคโรนาไวรัส สายพันธ์ใหม่ คงส่งผลต่อการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยว แต่คาดว่าจะเป็นช่วงระยะแรก ทั้งนี้หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยด้านสุขภาพจะทำให้สามารถพลิกมาเป็นโอกาสของประเทศได้ โดยคาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยน่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.5 แต่คงไม่ถึงร้อยละ 3

ในส่วนของการลงทุน มีข้อมูลจาก BOI ว่าในปีนี้ว่าหลายประเทศจะเข้ามาลงทุนในไทย ไม่ว่าจะเป็นจีนญี่ปุ่น ไต้หวัน และประเทศในยุโรป จะการย้ายฐานการลงทุนมาไทย ซึ่งจะทำให้มีการก่อสร้างโรงงานเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็็นจุดบวกของประเทศไทย ซึ่งไทยยังเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้อีกด้วย

นายกลินท์ระบุรัฐบาลมีมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายอย่างที่เป็นไปได้ แต่ต้องดูว่าจะสามารถดำเนินให้เป็นผลสำเร็จได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอย และการเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนของการจัดกิจกรรมสัมมนาไปยังท้องถิ่น

“กรณ์” เร่งรัฐบาลเบิกจ่ายงบประมาณ แนะออก พรก. เร่งรัดการลงทุนเฉพาะหน้า

“นายกรณ์ จาติกวณิช” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ กำลังเตรียมตั้งพรรคการเมืองใหม่ ระบุประเทศไทยต้องปรับตัว และอยากให้รัฐบาลยอมบว่าเศรษฐกิจของไทยแย่จริงๆ ไม่ได้แย่เพราะประชาชนใช้ “อารมณ์” ในการตัดสินสถานการณ์เศรษฐกิจ พร้อมมองหนทางรอดว่า

 รัฐบาลต้องกระจายโอกาสและความเจริญไปยังท้องถิ่น ควรจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นให้บริหารและเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้เร็วที่สุด

  1. รัฐบาลควรสร้างแพลตฟอร์มที่จะส่งเสริมโอกาสในเข้าถึงการทำมาหากิน
  2. รัฐบาลควรอัดฉีดเงินทุนเพื่อกระตุ้นเพื่อให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน
  3. รัฐบาลควรเน้นนโยบายให้โอกาสธุรกิจ SME
  4. รัฐบาลควรจัดทำนโยบายที่มีเป้าหมายเป็นประชาชน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุด

ในเรื่องของงบประมาณภาครัฐที่ยังคงเบิกจ่ายล่าช้า ภาครัฐอาจจะจะอัดฉีดเงินทุนเพื่อกระตุ้นเพื่อให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนมากขึ้นด้วย ซึ่งการเร่งรัดการเบิกจ่ายอาจจะใช้แนวทางการออกพระราชกำหนดเฉพาะในส่วนของการเร่งรัดการลงทุน และเมื่อสามารถผลักดันพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ออกมา ก็ดำเนินการต่อเนื่องไปได้

สำหรับการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธ์ใหม่ นายกรณ์เห็นว่ารัฐบาลต้องประเมินสถานการณ์และผลกระทบ ความร้ายแรงให้ดีเพื่อจะออกมาตรการมารับมือกับสถานการณ์ที่เข้มข้นมากกว่านี้ได้

อดีตทูตสหรัฐฯ เน้นส่งเสริมความร่วมมือในระดับประเทศ

นายชัยยงค์ สัจจิพานนท์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซีกล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันโดยเฉพาะในเรื่องไวรัสโคโรน่านั้นคิดว่าสถานการณ์เหล่านี้ดีขึ้นทุกลำดับโดยเฉพาะในประเทศจีน ดังนั้นคิดว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย

นายชัยยงค์กล่าวต่อว่าสำหรับปัญหาเรื่องไวรัสโคโรน่านั้นส่วนตัวมองว่าความสำคัญน่าจะเป็นเรื่องการสร้างความร่วมมือระหว่างแพทย์ หน่วยงานควบคุมโรค สำหรับการดำเนินการของประเทศไทยในตอนนี้นั้นถือว่ามีความเหมาะสมและไม่ช้าแต่อย่างใด ถ้าเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในปัญหาด้านอื่นๆ การดำเนินการของประเทศไทยอาจจะยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในต่างประเทศมากนัก ทั้งนี้ไทยจะต้องส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ผ่านโครงการที่เป็นประโยชน์กับไทย

ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงฯ ชี้ไทยต้องวางยุทธศาสตร์เป็นมิตรกับทุกประเทศ

ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของนายกรัฐมนตรี ระบุว่าปัจจัยความเสี่ยงด้านความมั่นคงมีอยู่ 3 ประเด็น

  1. ขั้วอำนาจที่หลากหลายของโลก ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐฯ หรือแม้แต่อินเดีย ทำให้เกิดความแปรปรวนด้านความมั่นคง แต่โชคดีว่าสิ่งที่เคยกังวลว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 นั้น คงจะไม่เกิด หรือ จะเกิดคงอีกนาน
  2. ความขัดแย้งระหว่างจีน กับ สหรัฐฯ ซึ่งในข้อนี้ไทยจะต้องระวัง เพราะไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้ง 2 ฝ่าย
  3. การเชื่อมโยงของโลก ที่ส่งผลให้เหลื่อมล้ำ

ทางรอดด้านความมั่นคงคือ

  1. อย่าเข้าไปอยู่ในวงของความขัดแย้งระหว่างประเทศ วางตัวเป็นกลาง
  2. พบกันครึ่งทาง โดยจะต้องกำหนดท่าทีและนโยบายสร้างความสมดุลย์
  3. ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การดำเนินยุทธศาสตร์ หรือความร่วมมือควรมีลักษณะเป็นไตรภาคี เพื่อประโยชน์กับทุกฝ่าย
  4. ต้องปรับตัวให้เร็วในทุกเรื่อง

ที่ผ่านมาไทยเจอปัญหาหลายอย่างทั้งภัยแล้ง ปัญหาฝุ่น ไวรัส ยาเสพติด ปัญหาค้ามนุษย์ ซึ่งหลายประเทศก็ไม่ค่อยรอดกับปัญหาด้านเหล่านี้ แต่ประเทศไทยนั้นมีจุดแข็งที่น่าจะผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ โดยเฉพาะในเรื่องไวรัสโคโรน่า ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ในส่วนของการปิดประเทศเพื่อป้องกันโคโรนาไวรัส เป็นประเด็นที่ซับซ้อนมาก อาจะไม่สามารถปิดประเทศได้ และไทยไม่เคยปิดประเทศได้ แต่อาจจะต้องมาพิจารณาเรื่องการออกวีซ่าให้กับคนจีนที่เดินทางเข้ามา

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปัญหาโคโรนาไวรัสจะกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศแค่ระยะสั้น แต่จะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวแน่นอน ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกในเรื่องนี้ นอกจากนี้ในปัจจุบันที่ทุกคนสามารถเป็นนักข่าว ส่งผลทำให้มีการปล่อยข้อมูลเท็จหรือ Fake news ซึ่งภาครัฐจะต้องหาทางรับมือ

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News