Home Opinions มาตรการ QE ไม่มีที่สิ้นสุด...เงินกำลังจะไหลไปไหน?

มาตรการ QE ไม่มีที่สิ้นสุด…เงินกำลังจะไหลไปไหน?

ในยุคที่ธนาคารกลางทั่วโลกอัดฉีดเงินแบบไม่อั้น เพื่อพยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เงินทะลักโลก แต่คำถามสำคัญคือ เงินเหล่านี้จะไปไหน?

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ฝ่ายนโยบายการเงิน มีคำตอบ จากบทความ “มาตรการ QE ไม่มีที่สิ้นสุด…เงินกำลังจะไหลไปไหน?” พร้อมกับคำเตือนถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น มีรายละเอียดดังนี้
นาคารกลางประเทศใหญ่ๆ หลายแห่งประกาศชัดว่าจะรับมือกับโควิด-19 ด้วยมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (quantitative easing: QE) ที่ไม่สิ้นสุด พร้อมส่งสัญญาณว่าจะดูแลให้อัตราดอกเบี้ยต่ำอีกนาน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพร้อมช่วยอุ้มเศรษฐกิจและดูแลให้ตลาดการเงินทำงานได้ปกติ

กระสุนของธนาคารกลางจะยังไม่หมดง่ายๆ วันนี้จึงอยากชวนท่านผู้อ่านลองคิดต่อว่า มาตรการ QE ไม่มีที่สิ้นสุดได้จริงหรือ? และปริมาณเงินจากมาตรการ QE นี้กำลังจะไหลไปไหน?

มาตรการ QE เป็นเครื่องมือด้านงบดุลของธนาคารกลางเพื่อเพิ่มปริมาณเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ 

ธนาคารกลางจะขยายงบดุลด้วยการพิมพ์เงินเพิ่ม (ฝั่งหนี้สิน) เพื่อเอาไปซื้อตราสารทางการเงินระยะกลาง-ยาว เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้เอกชน สินทรัพย์อื่นที่อยากเข้าช่วยเป็นพิเศษ ไปเก็บไว้ในฝั่งสินทรัพย์ ด้วยแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาตราสารหนี้แพงขึ้นและกดให้อัตราผลตอบแทนลดลงมาได้

- Advertisement -

มาตรการ QE จึงเป็นเครื่องมือพิเศษเพิ่มเติมจากเครื่องมืออัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น เพื่อลดต้นทุนการออกตราสารระยะกลาง-ยาวของรัฐบาล ธุรกิจ และสถาบันการเงิน ซึ่งจะเอื้อต่อการระดมทุนในตลาดทุน และช่วยให้ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำลงได้ด้วย

ขณะเดียวกัน มาตรการ QE ยังช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้คนที่ถือสินทรัพย์ต่างๆ ตามราคาสินทรัพย์อื่นที่จะพากันปรับสูงขึ้นด้วย เพราะเงินที่อัดฉีดมาในระบบการเงินจะถูกเอาไปลงทุนทางการเงินอีกต่อ ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจได้อีกทาง

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่จู่โจมเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเหลือคณานับ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรป และอังกฤษ ต้องเร่งออกมาตรการ QE ที่รวดเร็วและใหญ่กว่าตอนเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2550 – 2551 ส่วนหนึ่งอาจเพราะว่า ศึกครั้งนี้เกิดขึ้นตอนที่เครื่องมืออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ปรับลดต่อได้อีกไม่มาก จึงต้องหันมาใช้เครื่องมือพิเศษนี้มากขึ้น ดูได้จากขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก่อนโควิดระบาดเมื่อปลาย ก.พ. 63 ยังอยู่ที่ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ภายในไม่กี่เดือนเพิ่มขึ้นมากว่า 70% เป็น 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน มิ.ย. 63 หลังจาก Fed ประกาศขยายขอบเขตการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและ agency mortgage-backed securities แบบไม่จำกัดวงเงินในปริมาณที่จำเป็น และขยายขอบเขตการเข้าซื้อให้ครอบคลุมถึง commercial mortgage-backed securities (CMBS) ตราสารหนี้รัฐบาลท้องถิ่น และตราสารหนี้บริษัทเอกชนเกรดแย่ด้วย

งบดุลธนาคารกลาง

มาตรการ QE ไม่มีที่สิ้นสุดได้จริงหรือ? 

ผู้เขียนเห็นว่าอาจขึ้นกับ

(1) การขยายขนาดงบดุลด้วยการพิมพ์เงินอัดฉีดเข้าไปในระบบได้คุ้มเสียหรือไม่ หากคนมองว่าเงินที่พิมพ์ออกมามากมายเช่นนี้สามารถส่งผ่านไปช่วยเศรษฐกิจที่กำลังแย่หรือเข้าดูแลตลาดการเงินที่ทำงานไม่ปกติได้ คนที่ถือเงินหรือตราสารของเงินสกุลนี้ก็จะยังเชื่อมั่น สกุลเงินนี้จะไม่เสื่อมค่าและเกิดเงินเฟ้อรุนแรงตามมา เพราะคนไม่ต้องการและเอาไปแลกเป็นสกุลเงินอื่นมาถือแทน สำหรับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจพิเศษกว่าใครอยู่ข้อนึง ตรงที่เป็นสกุลเงินหลักในพอร์ตเงินสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางทั่วโลก (global reserve currency) ที่ยังได้รับความเชื่อมั่นและความนิยมอยู่มาก

(2) ธนาคารกลางอยากจะกดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะปานกลาง-ยาวต่ำนานเพียงใด และอยากให้ต่ำลงอีกหรือไม่ปัจจุบันเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลต่ำลงมามากแล้ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีปรับลดลงมาค่อนข้างมากจากเกือบ 2% เมื่อต้นปี 2563 เหลือแค่ 0.6% ในเดือน ก.ค. 63

(3) ธนาคารกลางที่เข้าไปเป็นเจ้าหนี้ตราสารทางการเงินของบริษัทขนาดกลางและเล็กโดยตรงเปิดรับความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ (credit risk) ได้แค่ไหน มีกลไกรองรับและจัดการกับความเสียหายอย่างไรเพื่อให้งบดุลของงตัวเองยั่งยืนได้

ปริมาณเงินจากมาตรการ QE นี้จะไปไหนต่อ? 

ที่เห็นได้ชัดคือ เงินนี้กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมหาผลประโยชน์จากเงินต้นทุนถูกในตลาดการเงินประเทศนั้นๆ หลายบริษัทอาจก่อหนี้เกินตัวมากขึ้น โดยเฉพาะ QE ที่เข้าซื้อตราสารหนี้เอกชนโดยตรง จึงอาจทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงเกินจริง ราคาหุ้นสูงขึ้น เกิดภาพลวงตาในตลาดหุ้นประเทศนั้นๆ ที่สำคัญคือ เงินนี้อาจไปสร้างภาพลวงตาในตลาดการเงินประเทศอื่นๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ทางการเงินได้ด้วย การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบการเงินตัวเอง แต่ความต้องการลงทุนใช้จ่ายของระบบเศรษฐกิจยังไม่มากในภาวะนี้ เงินส่วนเกินที่เห็นจะไหลไปประเทศอื่นๆ เพื่อหาผลตอบแทนทางการเงินที่สูงกว่า สร้างผลกระทบทำให้เงินสกุลอื่นแข็งค่าขึ้น สร้างความไม่สมดุลของราคาสินทรัพย์ จูงใจให้ภาครัฐและธุรกิจก่อหนี้ต่างประเทศได้ง่ายเพราะต้นทุนต่ำ และสร้างความเสี่ยงที่เงินนี้อาจไหลกลับฉับพลัน ทำให้ราคาสินทรัพย์ต่างๆ และค่าเงินปรับลดลงรวดเร็วรุนแรง

ในยามที่เพื่อนบ้านไขก๊อกเร่งปล่อยเงินไม่สิ้นสุด จนเงินไหลบ่ามาบ้านอื่นๆ หาผลตอบแทนที่ดีกว่า จึงน่าคิดว่าเงินนั้นจะมาสร้างภาพลวงตาอะไรในบ้านเรา โดยเฉพาะราคาสินทรัพย์ต่างๆ ที่สูงขึ้น จากสภาพคล่องเทียมบ้านอื่นที่ล้นมาทำให้สวนบ้านเราเขียวชอุ่มชั่วคราว แต่ก็พร้อมจะไหลกลับทันทีที่ถูกไขก๊อกกลับ จนเหลือแต่สวนแล้งๆ ไว้ให้เจ้าบ้านดูต่างหน้าและก้มหน้ารับความเสียหายที่เกิดขึ้นกันเอง เราจะได้ตัดสินใจลงทุนและบริโภคอย่างมีเหตุผลในภาวะดอกเบี้ยต่ำติดดินเช่นนี้ได้ค่ะ

Latest

บริษัทอเมริกันผวาแผนแบนวีแชททำธุรกิจป่วน

บริษัทข้ามชาติรายใหญ่ของอเมริกาที่ดำเนินธุรกิจในประเทศจีนต่างออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับแผนของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะจำกัดการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชัน วีแชท (WeChat) ของบริษัท เทนเซ็นต์ โฮลดิ้งส์ เนื่องจากเกรงว่าอาจส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทอื่นในระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก แอปวีแชทเป็นแอปสำหรับใช้ในการจ่ายเงิน ส่งข้อความ ทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ การติดต่อสื่อสารอย่างเป็นทางการ และด้านอื่นๆ ที่ผู้บริโภค นักธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐในประเทศจีนใช้งานกันอย่างแพร่หลาย และมีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 1.2 พันล้านคน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัท แอปเปิ้ล (Apple Inc.) ฟอร์ด มอเตอร์...

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

การบินไทยขาดทุนไตรมาสสอง 5.35 พันล้าน รวมครึ่งปี 2.8 หมื่นล้าน

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2 ของปี 2563 จำนวน 5,353 ล้านบาท ลดลง 22.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 6,883.81 ล้านบาท ในงวดครึ่งปีแรกของปี 2563 บริษัทฯและบริษัทย่อยขาดทุนจากการดำเนินงาน 28,030 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21,608...

ไปได้สุด … อะไรก็หยุดไม่ได้ ‘แลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์’

ถ้าจะนับว่าเป็นการลองขับรถยนต์รุ่นหนึ่งที่ไม่อาจสามารถคาดเดาเส้นทางได้เพราะด้วยตัวรถที่สามารถบุกตะลุยได้ชนิดที่ไม่ว่าอุปสรรคใดก็ตาม เช่น น้ำท่วม โคลน หิน ดิน ทราย ทำให้รูปแบบการทดลองขับในสถานที่ปิดถูกนำทางด้วยอินสตรัคเตอร์ที่คอยบอกเป็นระยะๆ เท่านั้น บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ จัดทดสอบรถยนต์รุ่นดังกล่าวขึ้นที่สนามฝึกขับและทดสอบยานพาหนะ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นสนามของกองทัพไทยที่ใช้ทดสอบรถยนต์ทางการทหาร ฉะนั้น อุปสรรคต่างๆ ที่ถูกจำลองขึ้นมาจึงมีความโหดมากกว่าสนามทดสอบของเอกชนอย่างแน่นอน แต่ที่แน่ๆ การมาทดลองขับที่สนามแห่งนี้น่าจะถือเป็นบททดสอบได้อย่างหนึ่งว่าสมรรถนะของ “แลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์” (The New...

ตลาดรถเริ่มมีความหวัง ยอดขายจีนเพิ่ม4เดือนติดกัน

ผู้บริโภคจีนแห่กลับเข้าเลือกรถตามโชว์รูมอีกครั้ง ทำผู้ผลิตมีความหวังตลาดรถกลับมาเติบโตช่วงครึ่งหลังของปี พร้อมการฟื้นตัวในภาคธุรกิจอื่น สมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีนรายงานว่า ยอดขายรถเดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 16% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 2.1 ล้านคัน นับเป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดกัน ได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ประกอบกับความต้องการยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง จีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับรถยนต์ มียอดขายรถเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ตั้งแต่เดือนพ.ค. หลังจากทางการผ่อนคลายล็อกดาวน์และจัดทำนโยบายกระตุ้น ทั้งยังให้เงินอุดหนุน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจและการใช้จ่าย โดยมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ และข้อเสนอจากภาคธุรกิจ ดึงดูดผู้บริโภคให้ออกมาซื้อหาจับจ่ายสินค้าต่างๆ...

Related News

ทำไมธนาคารกลางหลายประเทศ ต้องคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตร

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายประเทศเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดเงินตลาดทุน โดยเฉพาะบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ที่เริ่มหันมาใช้นโยบายนี้ จากวิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไปทั่วโลก บรรดาธนาคารกลางประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่างงัดนโยบาย "คุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตร" เพื่อแก้ปัญหาในตลาดเงินตลาดทุน ที่เป็นกลไกสำคัญสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ หลายคนอาจสงสัยเมื่อติดตามข่าวต่างประเทศในช่วงนี้ มักจะได้ยินเรื่องนี้บ่อยครั้ง นางสาวธนันธร มหาพรประจักษ์ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้นำเสนอบทความชื่อ...

งัดมาตรการเยียวยาระยะ 3 ออกพรก.2ฉบับ เปิดทางแบงก์ชาติอัดฉีดเงินครั้งใหญ่

รัฐบาลเดินหน้าออกมาตรการเยียวยาดูแลเศรษฐกิจ ชุดที่ 3 หลังผลกระทบโควิด-19 มากขึ้น เตรียมเสนอร่าง พ.ร.ก. 2 ฉบับอัดฉีดเงินเข้าระบบ เพื่อครอบคลุมภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน เสนอครม.อังคารหน้า คาดผลกระทบยาวไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรีพิเศษ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิรไท...

เฟดเตรียมใช้อาวุธใหม่ อัดฉีดเงินในตลาดเพิ่ม

สภาคองเกรสสหรัฐและทำเนียบขาวมีแผนติดอาวุธใหม่ให้กับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ด้วยการปลดปล่อยให้มีอำนาจเป็นอิสระในการใช้มาตรการทางการเงิน สำหรับการให้เงินกู้ยืมมากขึ้นอีก 454,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า เพื่อปกป้องเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ประธานาธิบดรโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามอนุมัติการใช้เงินจำนวน 2 ล้านล้านดอลลาร์ที่ได้รับจากสภาครองเกรสเมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมกับประกาศขยายเวลาให้ชาวอเมริกันทั่วประเทศต้องเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ออกไปอีก 1 เดือนจนถึงวันที่ 30 เมษายน โดยมีเป้าหมายที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา  นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ชาวอเมริกันหลีกเลี่ยงการชุมนุมเกิน 10 คน...

เฟดยังเดินหน้าทุ่มเงินสู้กับไวรัส-โควิด ประคองเศรษฐกิจสหรัฐ

งบดุล Fed พุ่งทะลุ 5.3 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก เพิ่มขี้นจากเดิม 650,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่ได้เข้ามาแทรกแซงตลาดการเงินสูงถึง 1.2 ล้านล้ายดอลลาร์เพียงแค่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือคืดเป็นสัดส่วน 5.6% ของ GDP ท่ามกลางการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาในสหรัฐพุ่งขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกมากกว่า 85,000 ราย จากจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาทั่วโลกที่มากถึง 531,708 ราย...

เมื่อขาใหญ่ของโลกอย่างเฟดพยุงตลาด..ครั้งนี้จะไหวไหม?

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กลายเป็นผู้จัดการลงทุนขาใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากออกมาประกาศว่า จะเข้าบอนด์และตราสารการเงินประเภท MBS อย่างไม่จำกัดจำนวนเมื่อต้นสัปดาห์นี้  ต่อจากที่ประกาศในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยจะเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากนโยบายลดดอกเบี้ยฉุกเฉินลง 1.0% พร้อมกับกำหนดวงเงินซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน 750,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาดังกล่าวเพียงแค่ 8 วัน นับตั้งแต่การประกาศอย่างเป็นทางการของ Fed ที่พร้อมสำหรับการดำเนินโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายปริมาณ หรือ QE (Quantitative Easing) ระลอกใหม่ ซึ่ง Fed ได้เข้าซื้อในวงเงินมากกว่า...