HomeEditor's Pickจับสัญญาณ"เฟด" อัดฉีดสภาพคล่อง ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐชะลอ

จับสัญญาณ”เฟด” อัดฉีดสภาพคล่อง ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐชะลอ

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดช่องทางอัดฉีดเงินที่มีระยะเวลายาวเพิ่มขึ้น ผ่านตลาดซื้อคืนพันธบัตรหรือ Repo ที่มีอายุ 42 วันเพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาดการเงินสหรัฐ

เฟดได้กำหนดวงเงินไว้ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความต้องการในตลาดเงินที่มีมากถึง 49,000 ล้านดอลลาร์ โดยจะครบกำหนดระยะเวลาของการอัดฉีดสภาพคล่องรอบนี้ในวันที่ 6 มกราคม 2020

ในการอัดฉีดเงินผ่าน Repo ระยะ 42 วัน เป็นมาตรการเสริมจากที่ก่อนหน้านี้เฟดอัดฉีดเงินระยะสั้นผ่านมาตรการที่เรียกว่า Repo Operation ช่วงข้ามคืนในวงเงิน 120,000 ล้านดอลลาร์ และผ่าน Repo อายุ 14 วันที่มีวงเงิน 40,000 ล้านดอลลาร์ อีกทั้งเฟดยังให้สัญญาอัดฉีดเงินเดือนละ 60,000 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อพันธบัตร (บอนด์) ของรัฐบาลสหรัฐอีกอย่างน้อย 6 เดือน

- Advertisement -

ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐบ่งชี้ว่าอาจจะมีการขยายตัวที่ซบเซาในไตรมาส 4 ทั้งนี้ โดยที่เฟดสาขานิวยอร์ก ระบุถึงแบบจำลองการคาดการณ์ชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวที่ 0.7% ในไตรมาส 4 ปีนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน เฟดสาขาแอตแลนตาได้เปิดเผยแบบจำลองการคาดการณ์ GDP บ่างชี้เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 0.4%

แนวโน้มที่เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลงอย่างมากในไตรมาส 4 เกิดจากภาคธุรกิจได้ลดการผลิตสินค้าคงคลัง เนื่องจากความวิตกต่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งจะส่งผลต่อ GDP ที่ลดลง 0.5%

ขณะที่เฟดสาขาดัลลัสได้คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวที่ 2% ในปี 2020 และจะขยายตัวเพียง 1.75-2.0% ในระยะยาว หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐทำการเปิดเผยเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงก่อนหน้านี้ ถึงการขยายตัว 1.9% ในไตรมาส 3 ชะลอตัวลงจากระดับ 2.0% ในไตรมาส 2 และ 3.1% ในไตรมาส 1 ของปีนี้

ทั้งนี้ เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสมาคมหอการค้าในรัฐโรดไอร์แลนด์ เกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟดจะยังคงสนับสนุนตลาดแรงงานให้มีความแข็งแกร่ง หลังจากที่เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการที่แรงงานจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ยังคงเพิ่มขึ้นจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สูงขึ้น รวมทั้งการเพิ่มขึ้นทางด้านรายได้ และยังเป็นแรงกระตุ้นจากตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง อีกทั้ง ในการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย ตราบใดที่่เงืนเฟ้อยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 2.0%

เจเน็ต เยลเลน อดีตประธานเฟด ในช่วงที่ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของเฟด จากการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE (Quantitative Easing) และการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ แต่ต้องพลิกกลับมาใชนโยบายการเงินอย่างเข้มงวด รวมทั้งการดึงเม็ดเงิน QE เพื่อลดภาระงบดุลของเฟด และการขึ้นดอกเบี้ยแบบกลับทิศ 180 องศานั้น

ล่าสุด อดีตประธานเฟดได้ออกมาแสดงความเห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะยังไม่ประสบภาวะถดถอยในเร็วๆ นี้ แต่ก็มีความเสี่ยงเศรษฐกิจที่กำลังเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับปัญหาความเหในความไม่เท่าเทียมกันทางด้านความมั่งคั่ง กลับกำลังเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่นับว่ามีความแข็งแกร่งในขณะนี้

โดยกลุ่มคนที่มีรายได้สูงที่สุด จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัว นอกจากนี้ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนกำลังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภค จากการที่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น และเกิดความไม่แน่นอน

ทั้งนี้ เจเน็ต เยลเลน กล่าวว่าเคยเดิมพันไว้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะยังไม่ถดถอยในปี 2020 แต่ก็มีโอกาสเกิดภาวะถดถอยได้มากกว่าปกติ ทำให้รู้สึกเป็นกังวล กับการที่เฟดได้ปรับลดดอกเบี้ยลงถึง 3 ครั้งในปีนี้ ทำให้เฟดเหลือกระสุนอีกไม่มากที่จะรับมือกับเศรษฐกิจถดถอย

นอกจากนี้ จากรายงานฉบับใหม่ของเฟดระบุว่า ธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งอยู่ในเขตต่างๆ มีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ได้ปิดสาขาลงในช่วง 5 ปีระหว่างปี 2012-2017 ทำให้ส่งผลกระทบกับชุมชนที่มีผู้มีการศึกษาน้อยและชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่

โดยเป็นการปิดสาขาในพื้นที่ชนบทเกือบ 800 แห่ง จากยอดการปิดสาขาธนาคาร 1,533 แห่ง หรือเท่ากับ 14% ของจำนวนสาขาธนาคารทั้งหมดในสหรัฐ โดยรายงานของเฟดชี้ว่า ชาวอเมริกันในเขตเมืองและชนบทใช้บริการสาขาของธนาคารน้อยลง เนื่องจากมีการให้บริการผ่านทางออนไลน์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สาขาธนาคารดั้งเดิมเป็นการให้บริการกับประชาชนที่เป็นการเปิดบัญชี หรือการกู้ยืมเงิน ทั้งนี้ การปิดสาขาธนาคารเท่ากับขัดขวางการเข้าถึงสินเชื่อของภาคครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News