Home COVID-19 เมื่อขาใหญ่ของโลกอย่างเฟดพยุงตลาด..ครั้งนี้จะไหวไหม?

เมื่อขาใหญ่ของโลกอย่างเฟดพยุงตลาด..ครั้งนี้จะไหวไหม?

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กลายเป็นผู้จัดการลงทุนขาใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากออกมาประกาศว่า จะเข้าบอนด์และตราสารการเงินประเภท MBS อย่างไม่จำกัดจำนวนเมื่อต้นสัปดาห์นี้ 

ต่อจากที่ประกาศในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยจะเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากนโยบายลดดอกเบี้ยฉุกเฉินลง 1.0% พร้อมกับกำหนดวงเงินซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน 750,000 ล้านดอลลาร์

ในช่วงเวลาดังกล่าวเพียงแค่ 8 วัน นับตั้งแต่การประกาศอย่างเป็นทางการของ Fed ที่พร้อมสำหรับการดำเนินโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายปริมาณ หรือ QE (Quantitative Easing) ระลอกใหม่ ซึ่ง Fed ได้เข้าซื้อในวงเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งบอนด์รัฐบาลสหรัฐเป็นจำนวน 687,000 ล้านดอลลาร์ และเข้าซื้อตราสาร MBS (Mortgage-Back Securities) อีก 330,000 ล้านดอลลาร์

- Advertisement -

เพื่อสนับสนุนให้ตลาดเงินและตลาดทุนมีสภาพคล่องมากขึ้นในการรับมือกับผลกระทบที่เป็นความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา โดยพบว่า จำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐมีเพิ่มขึ้นมากกว่า 50,206 ราย และผู้เสียชืวิตเพิ่มสูงขึ้นถึง 600 ราย

ในขณะที่งบดุลที่เป็นภาระการปั๊มเงิน QE เสริมสภาพคล่องนับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แลัว ซึ่งผลักดันให้ Fed มีฐานะงบดุลกลับสูงขึ้นมากกว่า 4.6 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งที่ในเดือนสิงหาคมม 2019 นั้น Fed มีภาระงบดุลที่ลดลงต่ำกว่าระดับ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ จากความพยายามที่ทำให้สถานการณ์ทางการเงินของสหรัฐสู่ภาวะที่เป็นปกติหรือ Normalization 

แต่สถานการณ์ตลาดทุนและตลาดเงินสหรัฐในปัจจุบันไม่ได้ต่างจากสถานการณ์ที่ Fed เข้ามามีบทบาทเป็นผู้ถือครองหุ้น ตราสาร MBS และบอนด์รัฐบาล เสมือนหนึ่งว่า Fed กำลังจะ Nationalize  ความเป็นเจ้าของตลาดทุนและตลาดเงินสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในขณะนี้

อีกทั้งเ Fed จะเพิ่มวงเงิน 300,000 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจ และโครงการสินเชื่อที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันที่มีการนำมาใช้ในช่วงที่เกิดวิกฤติทางการเงินปี 2008 โดยมาตรการทั้งหมดของ Fed ล่าสุด ถือเป็นการเข้าแทรกแซงตลาดการเงินครั้งใหญ่ที่สุด

อย่างไรก็ตาม มาตรการทางการเงินของ Fed ดังกล่าวได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทกลับมาพลิกบวกโดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อวันอังคารที่ 20,704 พุ่งขึ้น 2,112.98 จุด หรือ 11.37% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,447 พุ่งขึ้น 9.38% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,417 พุ่งขึ้น 8.12% 

การพุ่งขึ้นของดัชนีดาวโจนส์มากกว่า 2,000 จุดถือเป็นการทะยานขึ้นมากที่สุดในวันเดียวนับจากปี 1933 

นอกจากนี้ ยังหลังจากที่มีรายงานว่า ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา และสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ใกล้จะบรรลุข้อตกลงในการใช้มาตรการเยียวยาชาวอเมริกันและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางรายงานว่า รัฐสภาสหรัฐกำลังเร่งพิจารณางบพิเศษในวงเงิน 1.6 ล้านล้านดอลลาร์

ทางด้านสตีเวน มนูชิน เชื่อว่า อัตราว่างงานในสหรัฐมีแนวโน้มพุ่งขึ้นแตะระดับ 20% หากไม่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เงินมหาศาลถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ก็ได้ เพราะอาจจะต้องจ่ายเงินชดเชยการว่างงานถึงคนละ 3,000 ดอลลาร์ ขณะเดียวกับที่ข้อเสนอของทำเนียบขาวคาดว่าจะจ่ายชดเชยคนละ 1,200 ดอลลาร์ 

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งภายในช่วงอีสเตอร์นี้ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายนนี้ หรือภายในเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ข้างหน้านี้ ถึงแม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนายังคงพุ่งขึ้นในสหรัฐ

ล่าสุด สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะทรุดลงติดลบ 1.5% ในปี 2020 ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องของไวรัสโคโรนา โดยเป็นการปรับลดคาดการณ์จากคาดการณ์เดิม ที่คาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจากเดิมที่ 2.6% ลงมาสู่ระดับ 0.4% ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อน

แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของไวรัสโคโรนารวมทั้งปัญหาสงครามราคาน้ำมัน และสภาพคล่องที่ตึงตัวมาก จะส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก

ทังนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของตลาดที่พัฒนาแล้วจะหดตัวลง 3.3% ขณะที่ตลาดเกิดใหม่จะมีการขยายตัวเพียง 1.1%  โดยที่ทั้งสหรัฐและกลุ่มยูโรโซนอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบในไตรมาส 1 และจะหดตัวลงหนักในไตรมาส 2

Latest

จีนแซงสหรัฐ ครองแชมป์สตาร์ทอัพยักษ์ใหญ่ของโลก

จีนแซงหน้าสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศที่มีบริษัทสตาร์ทอัพยูนิคอร์น หรือ บริษัทที่มีมูลค่าธุรกิจมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจำนวน 4 ใน 5 ราย สถาบันวิจัยฮูรุน (Hurun Research Institute) ของจีนระบุว่าสหรัฐอเมริกาและจีนมีบริษัทสตาร์ทอัพยูนิคอร์นคิดเป็น 79% ของจำนวนบริษัทสตาร์ทอัพยูนิคอร์นที่เป็นที่รู้จักจำนวน 586 บริษัททั่วโลก โดยมีมูลค่าธุรกิจรวมกันทั้งหมดคิดเป็น 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ บริษัทสตาร์ทอัพยูนิคอร์นสี่อันดับแรกที่มีมูลค่าธุรกิจสูงที่สุดของโลกตามรายงานของฮูรุนล้วนเป็นบริษัทสัญชาติจีนทั้งหมด อันดับที่หนึ่ง คือ บริษัทแอนท์กรุ๊ป (Ant...

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

[wd_hustle id=”Newsletter-1″ type=”embedded”/]

ก.ล.ต. เตือนศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นเพิ่มทุน W

ก.ล.ต. ขอให้ผู้ถือหุ้นบริษัท วาว แฟคเตอร์ จำกัด (มหาชน) (W) ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่เสนอขายต่อผู้ถือหุ้นเดิม โดย W จะนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนไปรับโอนกิจการ ร้าน DOMINO’S PIZZA ในประเทศไทย มูลค่ารวม 426 ล้านบาท ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเห็นว่า มูลค่าไม่เหมาะสม และเงื่อนไขการชำระเงินและการคิดดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากคณะกรรมการ W มีมติให้บริษัท โดมิโน่...

ราคาทองคำเดินหน้าทุบสถิติสูงสุด จากความตึงเครียดสหรัฐ-จีน

ราคาทองคำทะยานขึ้นในช่วงเปิดตลาดเอเชีย ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล (all-time high) ครั้งใหม่ เหนือระดับ 2,020 ดอลลาร์/ออนซ์ ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ทำให้ราคาถูกลงสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น และการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบ 2 ที่เริ่มเกิดขึ้นในหลายประเทศ อีกทั้งได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน จากการทบทวนข้อตกลงกการค้า ในช่วงเปิดตลาดเช้า ราคาทองคำในตลาดเอเชียขยับขึ้นจากเมื่อคืนในตลาดนิวยอร์ก โดยสัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น...

โกดังเลบานอนระเบิด ครั้งใหญ่ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก-ความเสียหายกระจายวงกว้าง

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน เหตุการณ์ โกดังเลบานอนระเบิด มีรายงานเบื้องต้นว่า รัฐมนตรีสาธารณสุขเลบานอน ระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากและเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง หลังจากมีผู้ถ่ายคลิปกลุ่มควันสูงพุ่งเหนือจุดเกิดเหตุและเกิดการระเบิดระลอกที่ 2 ขึ้น สูงหลายร้อยเมตรในกรุงเบรุต เมืองหลวงของประเทศ สำนักข่าวรอยเตอร์ อ้างอิงรายงานของสำนักข่าวท้องถิ่นในเลบานอน และแหล่งข่าวด้านความปลอดภัย ระบุว่า การระเบิดครั้งนี้อยู่ในส่วนของท่าเรือและจุดเกิดเหตุเป็นโกดังเก็บสินค้า โดยเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุสาเหตุของการระเบิด What a massive explosion!!Our hearts and...

Related News

มาตรการ QE ไม่มีที่สิ้นสุด…เงินกำลังจะไหลไปไหน?

ในยุคที่ธนาคารกลางทั่วโลกอัดฉีดเงินแบบไม่อั้น เพื่อพยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เงินทะลักโลก แต่คำถามสำคัญคือ เงินเหล่านี้จะไปไหน? ดร.ฐิติมา ชูเชิด ฝ่ายนโยบายการเงิน มีคำตอบ จากบทความ "มาตรการ QE ไม่มีที่สิ้นสุด...เงินกำลังจะไหลไปไหน?" พร้อมกับคำเตือนถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น มีรายละเอียดดังนี้ ธนาคารกลางประเทศใหญ่ๆ หลายแห่งประกาศชัดว่าจะรับมือกับโควิด-19 ด้วยมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (quantitative easing: QE) ที่ไม่สิ้นสุด พร้อมส่งสัญญาณว่าจะดูแลให้อัตราดอกเบี้ยต่ำอีกนาน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพร้อมช่วยอุ้มเศรษฐกิจและดูแลให้ตลาดการเงินทำงานได้ปกติ กระสุนของธนาคารกลางจะยังไม่หมดง่ายๆ วันนี้จึงอยากชวนท่านผู้อ่านลองคิดต่อว่า มาตรการ QE...

หุ้นโลกบวกหลังเฟดตรึงดอกเบี้ย ดอลลาร์อ่อนรอบ 2 ปี ดันทองคำทะลุ 1,950 ดอลลาร์

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดช่วงเช้าขยับขึ้นตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังจากเฟดตรึงดอกเบี้ย ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าในรอบ 2 ปี ดันราคาทองคำยืนเหนือ 1,950 ดอลลาร์/ออนซ์ นายเจอโรม โพเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC)ว่าเฟดจะทำทุกวิถีทางเพื่อพยุงเศรษฐกิจสหรัฐฯให้ฟื้นตัวจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 นายโพเวลล์ระบุว่าปัจจัยที่ฉุดการฟื้นตัวเศรษฐกิจ คือ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งหากสถานการณ์ยังเกิดการแพร่ระบาดอยู่ก็จะกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คำกล่าวของนายโพเวลล์ ย้ำนโยบายของเฟดในการประชุมครั้งก่อน ที่ระบุว่ามาตรการของเฟดจะดำเนินต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว หลังแถลงของเฟด ตลาดหุ้นสหรัฐขยับขึ้น โดยดาวโจนส์ปิดบวก 0.6% ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.24%...

ฟันธงเฟดคงดอกเบี้ย 0-0.25% ในการประชุม 28-29 ก.ค.นี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0-0.25% สำหรับการประชุมนโยบายการเงินที่จะมีขึ้นในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ มองว่ามาตรการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วน่าจะเพียงพอที่จะรองรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนแรงและน่าจะใช้ระยะเวลายาวนานในการฟื้นตัว ทั้งนี้ เป็นที่แน่ชัดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างมากในปีนี้ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังมีความรุนแรงและยังไม่สามารถควบคุมได้ ขณะที่ตลาดแรงงานที่อ่อนแรงจะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันอุปสงค์ภายในประเทศต่อไป และส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ล่าสุด IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีนี้จะหดตัวที่ -6.6% และจะกลับมาขยายตัวที่ 3.9% ในปีหน้า ซึ่งมาตรการภาครัฐต่างๆ ทั้งมาตรการทางการเงินและมาตรการทางการคลังที่ได้ดำเนินการไปแล้วน่าจะเพียงพอที่จะประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯ...

ตลาดหุ้นสหรัฐปิดตลาดขึ้นแรง จากแรงหนุนภาคบริการ-เศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

หุ้นสหรัฐปิดตลาดทะยาน หลังจากอุตสาหกรรมภาคบริการของสหรัฐฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในเดือนมิ.ย. และความหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจของจีน ดัชนีดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 459.67 จุด หรือ  1.78% ปิดที่  26,287.03 ดัชนี  S&P 500 เพิ่มขึ้น 49.71 จุด หรือ  1.59% ปิดที่  3,179.72 จุด และดัชนี  Nasdaq Composite...

แผนเฟดอัดฉีดเม็ดเงิน 2.3 ล้านล้านเหรียญ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจยังไกลเกินเอื้อม

ธนาคารกลางสหรัฐฯ เผยแผนปล่อยเงินกู้มูลค่า 2.3 ล้านล้านเหรียญเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ล่าสุดมียอดปล่อยกู้จริงมูลค่า1.43 แสนล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 6.2% ของยอดรวมเท่านั้น ความหลากหลายของประเภทเงินกู้ส่งผลให้เกิดการเปรียบเทียบ โครงการปล่อยเงินกู้ของ Main Street Lending Program มีความสลับซับซ้อนโดยเฉพาะในตลาดหลัก และหากเศรษฐกิจฟื้นตัวดีแล้วอาจมีความต้องการเงินกู้น้อยลงตามลำดับ นักเศรษฐศาสตร์มองว่าเงื่อนไขการปล่อยเงินกู้อาจไม่น่าสนใจพอ ทำให้ยอดเงินกู้จริงไม่ฟู่ฟ่าอย่างที่คาดไว้ สถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำจากการระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ตั้งเป้าปล่อยเงินกู้ 2.3 ล้านล้านเหรียญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ...