HomeOpinionsแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในสายตาของนายแบงค์ไทยในจีน

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในสายตาของนายแบงค์ไทยในจีน

คอลัมน์ China Inside-Out

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในสายตาของนายแบงค์ไทยในจีน

___________________________________

วันนี้ผมขอนำเสนอข้อมูลน่าสนใจที่เก็บตกจากการเสวนาในงานสัมมนาประจำปีของหอการค้าไทยในจีน (TCCC Annual Seminar) ในแนวคิดหลัก “Business Talk” เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ณ eat n work บริเวณชั้น 9 ของห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์แบรนด์ มอลล์ ใจกลางเขตผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้

พูดถึง “eat n work” สำหรับผมแล้วถือว่าเป็น Co-Working Space ที่มีวิวทิวทัศน์สวยงามที่สุดในจีนเลยทีเดียว ผู้อ่านท่านใดผ่านมาหรือมองหาสำนักงานขนาดย่อมในนครเซี่ยงไฮ้ ก็อาจแวะไปเยี่ยมชมและซึมซับบรรยากาศมุมสูงของวิวสองฝั่งแม่น้ำหวงผู่กันดูครับ

- Advertisement -

อันที่จริง งานสัมมนาประจำปีดังกล่าวแบ่งออกเป็นหลายส่วน อาทิ มุมมองเศรษฐกิจจีน และไทย และมุมมองการทำธุรกิจในจีนในปี 2020 ซึ่งหอฯ ได้รับเกียรติจากวิทยากรที่เชี่ยวชาญชั้นนำมากมาย

ในส่วนของการเสวนาเศรษฐกิจไทยในปี 2020 ซึ่งมีผู้แทนจาก 3 ธนาคารใหญ่ของไทยในจีน มาเป็นวิทยากร คุณมานพ เสงี่ยมบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าธุรกิจจีน ธนาคารไทยพาณิชย์ คุณกิตติพันธ์ แจ่มประวิทย์ รองกรรมการผู้จัดการส่วนธุรกิจจีน และผู้จัดการสาขาเซี่ยงไฮ้ของธนาคารกสิกรไทย และคุณต่อพงษ์ จรุงเจริญเวทย์ ผู้จัดการสายพัฒนาธุรกิจ ธนาคารกรุงเทพ (ประเทศจีน) โดยมีผมรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ และเป็นตัวแทนของสมาชิกหอฯ และผู้เข้าร่วมงานสัมมนาสอบถามมุมมองและความคิดเห็นของวิทยากรทั้งสามอย่างตรงไปตรงมากัน

ต่อคำถามแรกที่ว่า เศรษฐกิจไทยปีที่ผ่านมา “เผาหลอก” และปีนี้ “เผาจริง” วิทยากรให้ความเห็นว่า สภาพแวดล้อมภายในและระหว่างประเทศในปีนี้ดูจะมีปัจจัยเชิงลบมากกว่าเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นการแข็งค่าของเงินบาท ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ การระบาดของไวรัสคล้ายซาร์สในจีน แถมปัญหาเดิมที่มีอยู่ในปีที่ผ่านมาก็ยังไม่สะเด็ดน้ำและส่งต่อมากดดันสถานการณ์ในปีนี้ อาทิ การชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกง และ Brexit

ในทางกลับกัน การผ่านร่าง พรบ. งบประมาณของสภานิติบัญญัติก็น่าจะส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความมั่นใจของภาคเอกชนและการลงทุนของภาครัฐผ่านโครงการใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นพระเอกในการนำพาเศรษฐกิจในปีนี้ ขณะเดียวกัน การเจรจาการค้าจีน-สหรัฐฯ ยกแรกคืบหน้าไปน่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยไม่มากก็น้อย

ปีนี้จีนตั้งเป้าว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวราว 6.0% ไทยจะโตสักกี่เปอร์เซ็นต์ ทุกท่านเห็นว่า เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเติบโตราว 2.8-2.9% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของหลายองค์การระหว่างประเทศและบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก ยกเว้นแต่ว่าจะมีปัจจัยเชิงบวกใหม่เพิ่มเข้ามา ไทยจึงจะมีโอกาสเติบโตมากกว่า 3.0%

สำหรับประเด็นค่าเงินบาท และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท-หยวน-เหรียญสหรัฐฯ ณ สิ้นปี 2020 จะเป็นเช่นไร พบว่า เรื่องนี้เสียงแตก กล่าวคือ ผู้แทนธนาคารกรุงเทพประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทจนทะลุ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เงินบาทน่าจะไปอยู่ที่ระดับ 31-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่ผู้แทนธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกสิกรประเมินว่า การชะลอตัวของการนำเข้าที่สูงกว่าของการส่งออก การเกินดุลภาคบริการ ส่งผลให้ไทยจะยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อไปและเป็นปัจจัยกดดันให้เงินไหลเข้าประเทศ ส่งผลให้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปอีก โดยปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ระดับความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและไทย และค่าเงินบาท ณ ระดับปัจจุบันยังไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตไปสู่ 4.0

เมื่อสอบถามความเห็นต่อนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยในช่วงที่ผ่านมา และที่คาดว่าจะคลอดออกมาในปีนี้ ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นถึงความพยายามในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา การผลักดันโครงการลงทุนพัฒนาอีอีซีเป็นหนึ่งในความหวังในอนาคต การอนุญาตให้ถือครองเงินตราต่างประเทศที่ได้รับจากการส่งออกยาวนานขึ้น การเปิดให้คนไทยลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศถึง 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือการดำเนินโครงการช้อปชิมใช้ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล

ประการสำคัญ วิทยากรต่างต้องการเห็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่ผ่านมา และส่งผลดีในลักษณะที่ยั่งยืนมากกว่าการหวังผลระยะสั้น นอกจากนี้ ยังอยากเห็นทีมเศรษฐกิจร่วมมือทำงานอย่างบูรณาการมากขึ้น

ในตอนท้าย วิทยากรทั้งสามท่านยังได้ฝากข้อคิดสำหรับการประกอบการในปีชวดที่น่าสนใจหลายประการ ในด้านหนึ่ง “ในวิกฤตก็เต็มไปด้วยโอกาส” โอกาสทางธุรกิจระหว่างไทย-จีนยังดีและมีศักยภาพสูงมาก ท่ามกลางชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวจีน ตลาดนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนจะเปิดกว้างมากขึ้น

ในด้านธุรกิจบริการซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย ก็ยังจะเติบโตต่อไป อาทิ ด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล และการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ไปไทยสามารถเพิ่มจาก 10 ล้านคนในปัจจุบันเป็น 20 ล้านคนได้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า และเป็นหน้าที่ของไทยที่จะปรับโครงสร้างนักท่องเที่ยวสู่เชิงคุณภาพในเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ธุรกิจในทศวรรษนี้จะเต็มไปด้วย “การป่วน” (Disruption) การเตรียมรับมือและการคิดหาโมเดลธุรกิจและกลยุทธ์ที่ดีที่จะป่วนตลาดในเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นเชิงเทคโนโลยี รสนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภค เป็นสิ่งที่จะทำให้ท่านกลายเป็นผู้นำตลาดได้

สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดจีนก็หมดยุค “ตาบอดคลำช้าง” แล้ว การขอคำปรึกษาหารือหรือใช้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์ของหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหอการค้าไทยในจีน ทีมประเทศไทย และสถาบันการเงิน หรือแม้กระทั่งผู้ประกอบการตัวจริงเสียงจริงไทย-จีนที่เข้าร่วมสัมมนากว่า 100 รายในวันนั้นเป็นการเรียนลัดที่ดี และไม่มีต้นทุนค่าใช้จ่าย

“ในความมืดของวันนี้ เราก็ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เสมอ” ไม่ว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นเช่นไร เราก็ยังคงต้องใช้ชีวิตและประกอบสัมมาอาชีพอยู่ต่อไป การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทยที่ค้าขายและลงทุนระหว่างไทย-จีนอาจเป็นหนึ่งในช่องทางเลือกที่ดีสำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

 

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News