Home Opinions มรสุมหุ้นเทคโนโลยีจีน : วิกฤติหรือโอกาส? ... แล้วมังกรดิจิทัลจะฝ่าพายุขึ้นทะลุฟ้าล่ารีเทิร์นได้หรือไม่

มรสุมหุ้นเทคโนโลยีจีน : วิกฤติหรือโอกาส? … แล้วมังกรดิจิทัลจะฝ่าพายุขึ้นทะลุฟ้าล่ารีเทิร์นได้หรือไม่

ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2020 จนมาถึง ต้นปี 2021 นี้ ดูเหมือนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนกำลังต้องเผชิญกับปัญหารายล้อมนานับประการ ตั้งแต่ความขัดแย้งกับรัฐบาลสหรัฐฯ ที่นำโดย ปธน.Trump จากการออกคำสั่งพิเศษ (Executive Order) หลายฉบับที่มุ่งเป้ามาที่บริษัทเทคโนโลยีของ จีน ทั้งการเตรียมนำเอาหุ้นบริษัทสัญชาติจีนออกจากการทำการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ, การแบน  Application ต่างๆ ของจีนทั้ง Social Media และ App การเงิน

และไม่เพียงแต่ศึกนอกเท่านั้นศึกในที่บริษัทเทคโนโลยีของจีนยังต้องเผชิญก็คือการที่รัฐบาลจีนเริ่มหันมาคุมเข้มกฎหมายผูกขาดการค้าที่บริษัทเทคโนโลยีของจีนเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่การที่รัฐบาลจีนออกมาขีดขวางการ IPO ของ Ant Group บริษัทในเครือของ Alibaba จนบานปลายมาถึงการวิเคราะห์หาสาเหตุที่เชื่อมโยงกับคำวิจารณ์ของ Jack Ma มหาเศรษฐีเจ้าของ Alibaba ที่มีต่อรัฐบาลจีน นอกจากนี้บริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับทางด้านการเงินก็อาจจะเจอมาตรการคุมเข้มตามไปด้วย โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อและทำธุรกิจ Wealth Management

หันกลับมาที่เรื่องของการลงทุนมรสุมต่างๆที่เกิดขึ้นกับบริษัทเทคโนโลยีจีนเหล่านี้จะเป็นวิกฤติที่ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ปรับตัวลงแรงหรือจะเป็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในการลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างมากในอนาคตเราจะมาร่วมหาคำตอบกันผ่านบทความนี้ครับ

- Advertisement -

มรสุมภายนอก

เริ่มกันที่คำสั่ง Delisted (Holding Foreign Companies Accountable Act) หรือการสั่งให้บริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนซื้อขายหุ้นในสหรัฐฯ ที่ไม่สามารถทำตามกฎเกณฑ์ทางด้านบัญชีที่กำหนดไว้ต้องถูกถอดถอนออกจากกระดานซื้อขาย ซึ่งในกรณีของการ Delisted ระยะเวลาแล้ว คาดว่าจะยังมีเวลาอีก 3 ปี ให้บริษัทต่างๆ ของ จีน ปฏิบัติตามกฎ และการบังคับใช้น่าจะเกิดได้ในช่วงเมษายนของ ปี 2023 ดังนั้น คาดว่าระหว่างนี้ทาง กลต. ของสหรัฐฯ และของจีนอาจจะมีการเจรจาเพื่อหาแนวทางการทำงานร่วมกัน

อย่างไรก็ดีในขณะนี้หลายบริษัทของจีนได้มีการทำ Dual Listed หรือการไปจดทะเบียนซื้อขายหุ้นทั้งในตลาดหุ้นฮ่องกงและตลาดหุ้นจีนรองรับไว้แล้ว  โดยบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ อย่างเช่น Alibaba, JD หรือ Netese ต่างก็ได้มีการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงแล้ว และต่อจากนี้คาดว่าน่าจะเห็นอีกหลายบริษัททยอยกลับมาทำ Dual Listed เพิ่มขึ้น ซึ่งในกรณีที่มีการ Delisted ขึ้นจริง นักลงทุนก็จะยังมีทางเลือกในการลงทุนในตลาดอื่นได้แทน นอกจากนี้แล้วหากการ Delisted เกิดขึ้น คนที่จะได้รับผลกระทบไปด้วยก็คือนักลงทุนที่เป็นคนสหรัฐฯ เอง ทำให้ประเด็นนี้สุดท้ายแล้วต้องรอดูว่าจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ และหากเกิดขึ้นจริงก็อาจส่งผลกระทบเพียงแค่จำกัดกับบริษัทเทคโนโลยีของจีน

ส่วนคำสั่งการแบนการใช้ Application ต่างๆ ของจีนทั้ง App โซเชียลมีเดีย และ App ทางการเงินนั้น ปัจจุบันผู้ใช้งานส่วนใหญ่ก็เป็นคนจีนเอง จำนวนผู้ใช้ในสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีจำนวนมากนัก ยกตัวอย่างเช่น  App WeChat ของ Tencent ที่ถูก ปธน.Trump สั่งแบนไปมีผู้ใช้ในสหรัฐฯ ไม่ถึง 5 ล้านคน ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งาน WeChat ทั่วโลกมีสูงถึง 1,200 ล้านคนเลยทีเดียว

และสุดท้ายคำสั่งต่างๆ เหล่านี้จะถูกแก้ไขหรือยกเลิกไปในสมัยการเข้ามาดำรงตำแหน่งของ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ นาย Joe Biden หรือไม่ ยังคงต้องติดตามต่อไป

มรสุมภายใน

การออกกฎหมายป้องกันการผูกขาดการค้าของทางรัฐบาลจีนนั้น ที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลและเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ หลังจากบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เติบโตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วบริษัทเทคโนโลยีของจีนจะสามารถปรับเปลี่ยนเข้ากับกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ออกมาได้ และรัฐบาลจีนเองก็คงไม่เข้มงวดจนกระทั่งบริษัทของจีนไม่สามารถทำธุรกิจแข่งขันกับต่างประเทศได้ รวมถึงกลยุทธ์ของรัฐบาลจีนเองก็ต้องการเน้นไปที่การเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยีด้วยอยู่แล้ว และด้านบริษัทเทคโนโลยีจีนเองส่วนใหญ่ก็มีรายได้มาจากหลายหลายธุรกิจ หากโดนกฎเกณฎ์ควบคุมไปบ้าง ก็อาจจะส่งผลกระทบเพียงแค่จำกัดเท่านั้น

โอกาสในการลงทุน?

ดังนั้น สุดท้ายแล้วหากมองข้ามวิกฤติเหล่านี้ไปและมองไปที่ศักยภาพในการเติบโตของเทคโนโลยีจีน เพียงแค่ในประเทศจีนเองก็มีโอกาสเติบโตได้อีกมากจากจำนวนประชากรที่มากมายมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อดูจากจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศจีนที่มีอยู่ราว 914 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเพียงแค่ 66% จากจำนวนประชากรทั้งหมดเท่านั้น ในขณะที่เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐฯ ตัวเลขอยู่ที่ 90%

และหันมาดูนโยบายหลักของรัฐบาลจีน คือการผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการผลักดันเทคโนโลยีให้จีนได้กลายเป็นมังกรดิจิทัลแบบเต็มตัว ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เน้นไปที่เทคโนโลยีด้านต่างๆ โดยในงบประมาณที่จีนเตรียมไว้กว่า 15 ล้านๆ หยวนสำหรับการลงทุนในระยะข้างหน้า กว่าครึ่งจะถูกนำมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเทคโนโลยี และแน่นอนว่าจะช่วยทำให้คนจีนที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก แต่ปัจจุบันยังไม่ได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากนัก กลายเป็นประชากรดิจิทัลทั้งหมดได้ในท้ายที่สุด

และหากมองข้ามมรสุมที่กำลังเกิดขึ้นนี่คือเหตุผลที่วิกฤติครั้งนี้คือโอกาสในการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีของ จีน

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News