Home Opinions EIC ประเมินการตัดสิทธิ GSP รอบใหม่มีผลน้อยต่อการส่งออกรวม

EIC ประเมินการตัดสิทธิ GSP รอบใหม่มีผลน้อยต่อการส่งออกรวม

United States Trade Representative (USTR) ได้ประกาศตัดสิทธิ GSP กับสินค้าไทยเพิ่มเติม 231 รายการ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2020 เป็นต้นไป หลังจากที่ได้มีการยกเลิกสิทธิ GSP ในรอบแรกซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วกับสินค้าไทย 573 รายการ (คิดเป็น 0.5% ของมูลค่าการส่งออกรวม) เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2020 

EIC คาดผลกระทบที่เกิดจากการตัดสิทธิ GSP ในรอบล่าสุดต่อการส่งออกไทยในภาพรวมจะมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก 1) สินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ที่จะถูกตัดสิทธิ GSP คิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 0.2% ต่อมูลค่าการส่งออกรวม และ 2) สินค้าที่จะโดนตัดสิทธิ GSP จะมีต้นทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 3.1% ซึ่งจะกระทบต่อยอดขายไม่มากนัก

หากวิเคราะห์โดยละเอียดจาก GSP utilization rate, อัตราภาษีที่จะมีการเก็บเพิ่ม และมูลค่าการใช้สิทธิ GSP ของแต่ละสินค้า พบว่าสินค้าที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ ผักดองเปรี้ยว, ผักแห้ง, ไฟประดับต้นคริสมาสต์, ปิโตรเรซิน, ซิลิคอน, ภาชนะอะลูมิเนียมทรงกระบอก, โลหะสำหรับยึดและติดตั้ง, ประแจ และตะปูควง

- Advertisement -

แม้ว่าผลกระทบจากการโดนตัดสิทธิ GSP เพิ่มเติมโดยรวมจะมีไม่มากนัก แต่จากผลกระทบสะสมของการโดนตัดสิทธิ GSP ในรอบก่อนหน้า ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซาและมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า กระแสการปกป้องทางการค้า (Trade Protectionism) ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าสะสมในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ทำให้ความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของการส่งออกไทยในระยะข้างหน้ามีสูงขึ้น และยังส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพื่อที่จะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกต่อไปได้

ก่อนหน้าที่ USTR จะประกาศยกเลิกสิทธิ Generalized System of Preference (GSP) ของไทยเพิ่มเติม สหรัฐฯ ได้ยกเลิกสิทธิ GSP ในรอบแรกไปแล้วซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2020 ที่ผ่านมา เนื่องจาก USTR กล่าวหาว่ามาตรฐานแรงงานของไทยที่ไม่เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล โดยมีสินค้าที่ถูกตัดสิทธิ 573 รายการ ครอบคลุมมูลค่าประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (0.5% ของมูลค่าการส่งออกรวม) ซึ่งสินค้าสำคัญที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สุขภัณฑ์ เม็ดพลาสติก อาหาร (ผลิตภัณฑ์ถั่ว, เส้นพาสต้า, เนื้อปู) และเครื่องประดับ (สร้อยทอง และหินอัญมณี) (อ่านเพิ่มเติม EIC Note : อีไอซีประเมินการตัดสิทธิ GSP จะส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกที่มีการพึ่งพาสิทธิ GSP สูง แต่ผลต่อการส่งออกรวมมีจำกัด)

สำหรับในรอบล่าสุด USTR ได้ประกาศตัดสิทธิ GSP กับสินค้าไทยเพิ่มเติม 231 รายการ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2020 โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2020 เป็นต้นไป โดยรายการสินค้าไทยที่จะถูกตัดสิทธิในครั้งนี้ครอบคลุมมูลค่าราว 817 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 25,000 ล้านบาท (0.3% ของมูลค่าการส่งออกรวม)  โดย USTR กล่าวหาว่าการเปิดตลาดเนื้อสุกรของไทยที่ไม่เป็นธรรมและไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากไทยมีความกังวลด้านการปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีนทำให้มีมาตรการกีดกันการนำเข้าเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์จากสหรัฐฯ

EIC คาดผลกระทบที่เกิดจากการตัดสิทธิ GSP ในรอบนี้ต่อการส่งออกไทยในภาพรวมมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ที่จะถูกตัดสิทธิ GSP คิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 0.2% ต่อการส่งออกรวม โดยจากรายการสินค้าที่ไทยโดนตัดสิทธิในรอบนี้ที่มี 231 รายการ มีเพียง 147 รายการที่ไทยมีการใช้สิทธิ GSP จริง ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ รวมที่ 817 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ทั้งที่ใช้และไม่ใช้สิทธิ GSP) แต่มูลค่าส่งออกที่ใช้สิทธิ GSP จริงมีเพียง 602 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.2% ของการส่งออกรวมเท่านั้น

สินค้าที่จะโดนตัดสิทธิ GSP จะมีต้นทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 3.1% ซึ่งจะกระทบต่อยอดขายไม่มากนัก โดยการตัดสิทธิ GSP จะทําให้สินค้าส่งออกที่โดนตัดสิทธิถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมในช่วง 0% ถึง 12.5% แล้วแต่ประเภทสินค้า ซึ่งมีค่าเฉลี่ยถ่วงนํ้าหนักของอัตราภาษี (weighted effective tax rate) ที่จะถูกจัดเก็บเพิ่มเติมอยู่ที่ 3.1% หรือคิดเป็นมูลค่าภาษีที่ต้องจ่ายประมาณ 18.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้หากมีสมมติฐานให้ธุรกิจส่งผ่านภาษีที่เพิ่มขึ้นแก่ผู้บริโภคทั้งหมด โดยที่ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อราคาสินค้าส่งออกไทยนั้นไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลง (เช่นค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) จะทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นโดยเฉลี่ย 3.1% และจากงานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย[1]ที่เคยสรุปไว้ว่าค่าความยืดหยุ่นด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย (price elasticity) มีค่าในช่วง 0.3% – 0.6% ทําให้ได้ข้อสรุปว่ายอดขายสินค้าส่งออกไทยที่จะโดนตัดสิทธิ GSP มีแนวโน้มลดลงประมาณ 0.001% – 0.003% ต่อการส่งออกรวมทั้งหมด (ราว 3.2 – 6.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ทั้งนี้ ผลกระทบต่อสินค้าแต่ละประเภทจะมีมากน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยความยืดหยุ่นต่อราคา โดยหากสินค้าที่โดนตัดสิทธิเป็นสินค้าที่ถูกทดแทนได้ง่ายหรืออาจไม่ค่อยเป็นที่นิยมในตลาดสหรัฐฯ (มีความยืดหยุ่นต่อราคาสูง : high price elasticity) ผลกระทบจะมีค่อนข้างมาก ผู้ส่งออกจึงอาจต้องยอมลดราคาสินค้าก่อนรวมภาษีนําเข้าของทางสหรัฐฯ เพื่อให้ราคาขายที่รวมภาษีแล้วเพิ่มเล็กน้อยซึ่งจะทําให้กําไรต่อหน่วยลดลง ในทางกลับกัน หากสินค้าที่โดนตัดสิทธิเป็นสินค้าที่ถูกทดแทนได้ยากหรือเป็นที่นิยมในตลาดสหรัฐฯ (มีความยืดหยุ่นต่อราคาตํ่า : low price elasticity) ผลกระทบก็อาจมีจํากัด

นอกจากนี้ หากวิเคราะห์โดยละเอียด พบว่าสินค้าที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ ผักดองเปรี้ยว, ผักแห้ง, ไฟประดับต้นคริสมาสต์, ปิโตรเรซิน, ซิลิคอน, ภาชนะอะลูมิเนียมทรงกระบอก, โลหะสำหรับยึดและติดตั้ง, ประแจ และตะปูควง โดยมีหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ 3 ด้าน ได้แก่ GSP utilization rate (มูลค่าส่งออกที่ใช้สิทธิ GSP ต่อมูลค่าส่งออกสินค้าประเภทนั้นทั้งหมด) – สะท้อนการพึ่งพาสิทธิ GSP ในการส่งออกสินค้าประเภทนั้น ๆ โดยหากสินค้าที่มี GSP utilization rate สูง ก็จะมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากหากมีการตัดสิทธิ

อัตราภาษีที่จะมีการเก็บเพิ่มเมื่อโดนตัดสิทธิโดยหากมีระดับภาษีที่สูง ก็จะมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูง

มูลค่าการใช้สิทธิ GSP ของแต่ละสินค้าโดยสินค้าที่มีมูลค่าใช้สิทธิมาก ก็ย่อมแสดงถึงความสําคัญของ สินค้านั้นต่อสินค้าที่โดนตัดสิทธิทั้งหมด

โดยจากเกณฑ์ข้างต้น สามารถแสดงผลได้ดังรูปที่ 1 ซึ่งสังเกตได้ว่าสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิสูงส่วนใหญ่จะกระจุก ตัวอยู่มุมขวาล่างของภาพ สะท้อนว่าสินค้าดังกล่าวมีสัดส่วนการใช้สิทธิ GSP สูง แต่จะโดนภาษีเพิ่มเติมในระดับที่ไม่สูงนัก (สินค้าสำคัญที่มีมูลค่ามากคือ ชิ้นส่วนรถยนต์จำพวกแกนพวงมาลัยและกระปุกเกียร์) จึงทําให้เข้าข่ายความเสี่ยงปานกลาง (พื้นที่สีเหลือง) ขณะที่สินค้าที่มีความเสี่ยงสูง (พื้นที่สีแดง) คือสินค้าที่มีอัตราการใช้สิทธิ GSP ในระดับสูง และจะโดนเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นมาก ได้แก่ ผักดองเปรี้ยว, ผักแห้ง, ไฟประดับต้นคริสมาสต์, ปิโตรเรซิน, ซิลิคอน, ภาชนะอะลูมิเนียมทรงกระบอก, โลหะสำหรับยึดและติดตั้ง, ประแจ และตะปูควง

แม้ว่าผลกระทบจากการโดนตัดสิทธิ GSP เพิ่มเติมจะมีไม่มากนัก แต่จากผลกระทบสะสมของการโดนตัดสิทธิ GSP ในรอบก่อนหน้า รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซาและมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ประกอบกับกระแสการปกป้องทางการค้า (Trade Protectionism) ที่เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของการส่งออกไทยในระยะข้างหน้า และทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพื่อที่จะสามารถแข่งขันในตลาดโลกต่อไปได้ โดยแม้ว่าผลกระทบจากการตัดสิทธิในรอบนี้จะมีไม่มากตามรายละเอียดในช่วงต้น แต่หากรวมกับสินค้าที่โดนตัดสิทธิในรอบก่อนหน้า พบว่ามีมูลค่าที่โดนตัดสิทธิรวมที่ 1.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 0.8% ของการส่งออกรวม (ตารางที่ 1) ซึ่งทำให้มูลค่าส่งออกของไทยที่ได้รับสิทธิ GSP หายไปกว่า 40% ของมูลค่าที่ได้รับสิทธิ GSP ในปี 2019 ประกอบกับเศรษฐกิจโลกของปีนี้ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก COVID-19 และยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในระยะข้างหน้า นโยบายการปกป้องทางการค้า (Protectionism) ที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ผ่านมาตรการกีดกันทางการค้าจากการขึ้นภาษี การยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษี และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) รวมถึงการแข็งค่าสะสมของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง (Nominal Effective Exchange Rate : NEER ซึ่งแข็งค่าถึง 18.6% นับตั้งแต่ปี 2014 จนถึง ตุลาคม 2020)  ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของการส่งออกไทยในระยะข้างหน้า และทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องตระหนักถึงความเสี่ยงรอบด้านที่มีในอนาคต โดยอาจต้องมีแผนลดการพึ่งพาผลประโยชน์ทางภาษีหรือเน้นแข่งขันด้านราคาลดลง และหันไปปรับตัวและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของตนเอง เช่น การหาตลาดใหม่รองรับผลกระทบ การพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกระแสโลก และการพัฒนากลยุทธ์การขายสินค้า เป็นต้น เพื่อที่จะสามารถรักษาหรือขยายฐานตลาดส่งออกได้ในระยะต่อไป

ที่มา : EIC SCB

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ซูบารุ ปรับลดสต๊อก-ร่วมลงทุน อุ้มดีลเลอร์รอดโควิด

นายตวัน คำฤทธิ์ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย (Country Manager) บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ของบริษัท 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ของปี 2563 อยู่ที่ 2,400 คัน โดยคาดว่าทั้งปีนี้จะสามารถปิดตัวเลขยอดขายอยู่ที่ 3,000 คัน ซึ่งลดลงราว 10%...

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

KKP Research ปรับจีดีพีไทยดีขึ้น จี้รัฐออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง

KKP Research เกียรตินาคินภัทร ได้ปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจไทย(จีดีพี)ดีขึ้นจากเดิมคาดติดลบ 9% เหลือติดลบ 6.7% ในปีนี้ จากแรงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกสองเรื่องหลัก คือ1. การประกาศความสำเร็จของการทดลองวัคซีนโควิด-19 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ระดับหนึ่ง และ 2. เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ที่ฟื้นตัวดีกว่าที่ประเมินไว้โดยการฟื้นตัวจะมีไปอย่างช้า ๆ ตามการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่ยังไม่กลับมา ทำให้คาดจีดีพีปี 64 จะเติบโตที่...

‘เนสท์เล่’ ทุ่ม 4,500 ล้านบาท ขยายการลงทุน 3 โรงงานในไทยรับดีมานด์พุ่ง

เนสท์เล่ เดินหน้าขยายการลงทุนระยะยาว ทุ่ม 4,500 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิต 3 โรงงาน รับดีมานด์พุ่งและ ทุ่ม 50 ล้านบาท ในระบบดิจิทัล รับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นายวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า เปิดเผยว่า เนสท์เล่ ใช้เงินลงทุนกว่า 4,500 ล้านบาท ในการขยายกำลังการผลิตใน...

โควิดวันนี้ (26 พ.ย.) ติดเชื้อรายใหม่ 16 ราย ใน State Quarantine

ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์ โควิดวันนี้ (26 พ.ย. 2563) ในประเทศไทย ป่วยโควิด เพิ่มขึ้น 16 ราย ซึ่งเดินทางกลับมาจากสำหรัฐอเมริกา 1 ราย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1 ราย, คูเวต 2 ราย, กาตาร์...

Related News

โจ ไบเดน ประกาศรายชื่อ ครม. เตรียมพร้อมเข้ารับตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ตามเวลาสหรัฐ นาย โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ได้ออกแถลงการณ์เพื่อเตรียมการเข้ารับตำแหน่งหลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เลิกคุมเชิงและประกาศจะให้ความร่วมมือต่อการถ่ายโอนอำนาจแล้ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาวได้รับอนุมัติให้เปิดทางให้ว่าที่ประธานาธิบดีไบเดน สามารถเข้ารับฟังข้อมูลข่าวกรองที่จำเป็นในแต่ละวันเพื่อเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลและรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาได้อย่างเต็มที่ทันทีที่เข้าดำรงตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม 2563

เศรษฐกิจ เอเชีย เริ่มฟื้น! สวนทาง ตะวันตก

เศรษฐกิจ ของประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชียอย่างญี่ปุ่นกับจีนเริ่มฟื้น หลังญี่ปุ่นรายงานจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัว 5% ขณะการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดขายปลีกในจีนดีดตัวขึ้น สวนทางเฟดที่ระบุเศรษฐกิจอยู่บนเส้นทางยาวไกลกว่าจะฟื้นตัว ด้านธนาคารกลางอังกฤษหวั่นเจอภาวะถดถอยซ้ำสอง ญี่ปุ่น ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลก รายงานว่าเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัว 5% เทียบกับไตรมาส 2 อันสะท้อนถึงการหลุดพ้นจากภาวะถดถอย หลังได้แรงหนุนจากความต้องการในประเทศและการส่งออกที่เพิ่มขึ้น การเติบโตมีขึ้นหลังจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หดตัวมา 3 ไตรมาส...

TikTok ขอเลื่อนนัดถอนการลงทุนจากสหรัฐ

ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ของสหรัฐ เพื่อขอเวลาเพิ่มเติมในการจัดการเกี่ยวกับการขายหุ้นของแอปแชร์วิดีโอชื่อดัง โดยอ้างว่ายังไม่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ แม้ว่าจะถึงเส้นตายภายในวันพฤหัสบดีนี้ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา คำร้องของ ByteDance ที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ของสหรัฐ เมื่อวันอังคารระบุว่าการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐ ที่บังคับข้อตกลงให้กับ TikTok ถือเป็นการกระทำตามอำเภอใจและไร้เหตุผล และยังถือเป็นการปฏิเสธไม่ให้บริษัทได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฏหมาย บริษัท ByteDance...

ธุรกิจสหรัฐหวังผลเลือกตั้งประธานาธิบดีฟื้นสัมพันธ์จีนรักษาเสถียรภาพการค้า

ยอดซื้อสินค้าแบรนด์ สหรัฐ ของกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนส่งผลให้ธุรกิจสัญชาติอเมริกันบางส่วนที่ต้องต่อสู้กับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นจนทำให้ความต้องการสินค้าในสหรัฐฯ และยุโรปลดน้อยลงกลับพยุงตัวดีขึ้น บริษัท Coca-Cola Co., General Motors Co. และ Estée Lauder Co. ระบุว่ามียอดขายเพิ่มขึ้นในไตรมาสเดือนกันยายนที่ผ่านมาเนื่องจากกลุ่มลูกค้าชาวจีนหันมาบริโภคสินค้าประเภทน้ำอัดลม น้ำหอม และรถอเนกประสงค์เพิ่มมากขึ้น ผลลัพธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ตั้งแต่ประเทศจีนเริ่มฟื้นตัวจากโรคระบาด การกลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติของประเทศในเอเชียทำให้เกิดนัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของบริษัทสัญชาติอเมริกัน ในขณะที่สหรัฐฯ มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งแสนรายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ...

บริษัทเวียดนามรับออเดอร์ผลิตสมาร์ทโฟนป้อนสหรัฐ

VinSmart บริษัทลูกของ Vingroup ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ได้รับออเดอร์ผลิตสมาร์ทโฟน 2 ล้านเครื่อง จากผู้ให้บริการมือถือรายหนึ่งใน สหรัฐ นับเป็นอีกก้าวหนึ่งในการรุกตลาดต่างแดนของธุรกิจเวียดนาม ผู้บริหารระดับสูงของ VinSmart เปิดเผยว่าได้จัดส่งสินค้าล็อตแรกไปเมื่อเดือนที่แล้ว โดยโทรศัพท์ใช้โลโก้ของบริษัทอเมริกันที่สั่งออเดอร์มา บริษัทอเมริกันแห่งนี้เข้มงวดด้านมาตรฐานมาก เพราะนอกจากส่งทีมงานไปยังเวียดนามเพื่อดูแลการผลิตที่โรงงานตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจความเรียบร้อยของสินค้าอีกรอบหนึ่งตอนที่สินค้าถึง สหรัฐ ออเดอร์ที่ได้รับครั้งนี้ สำหรับการผลิตสมาร์ทโฟน 4 รุ่น ซึ่งใช้เทคโนโลยี 4G ทั้งนี้ ข้อตกลงระบุว่าห้าม...