HomeCOVID-19“เมษา” ชี้ชะตาประเทศ

“เมษา” ชี้ชะตาประเทศ

แม้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดในประเทศไทยของเราอาจจะไม่พุงกระฉุดเหมือนประเทศในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง แต่ก็นับว่าน่าเป็นห่วงไม่น้อย เพราะในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังอยู่ในระดับทรงๆตัว

ผู้ติดเชื้อเป็นเลขสองหลักหรือประมาณร้อยต้นๆโดยตลอด จนนำไปสู่การตัดสินใจของรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน”เคอร์ฟิวส์” ห้ามประชาชนทั่วประเทศออกจากบ้านตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงตี 4 ของวันรุ่งขึ้นเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3เมษายนนี้

สำหรับเหตุผลที่ต้องยกระดับความเข้มงวดจากเบาไปหาหนักอาจจะเป็นเพราะรัฐบาลยังกังวลว่าหากสถานการณ์ยังเป็นอยู่อย่างนี้กลัวว่าจะเอาไม่อยู่  แม้จะมีการประกาศภาวะฉุกเฉินแบบอ่อน ๆ ในกรุงเทพฯก่อนหน้านี้รวมทั้งในต่างจังหวัดหลาย ๆ พื้นที่ได้ประกาศเคอร์ฟิวส์ไปแล้วก็ตาม แต่ตัวเลขต่าง ๆ ก็ยังไม่นิ่ง คนส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ยอมอยู่กับบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นยังมีการรวมกลุ่มมั่วสุมเสพยา อันอาจนำไปสู่การแพร่ระบาดได้

- Advertisement -

ประกอบกับเดือนเมษายนนี้เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งปกติจะมีคนจำนวนมากมาชุมนุมกัน แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศว่าปีนี้ไม่ใช่วันหยุดโดยให้เลื่อนไปก่อนก็ตาม แต่เนื่องจากรัฐบาลประกาศปิดสถานบริการและสถานบันเทิง ตั้งแต่วันที่ 17มีนาคม และผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร ประกาศ”ล็อกดาวน์”ปิดห้างสรรพสินค้า และสถานบริการเพิ่มเติมทำให้คนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ มาเป็นลูกจ้างร้านอาหาร สถานบันเทิง สถานบริการ พวกอาชีพรับจ้างอิสาระ หลายแสนคนต้องตกงาน ต้องกลับไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ญาติพี่น้องในต่างจังหวัดแทน

ในช่วงสงกรานต์จึงเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดจริงๆแม้ไม่ใช่วันหยุดแต่ก็ได้หยุดโดยปริยาย อาจจะเกิดมีการรวมตัวกันสังสรรค์ตั้งวงดื่มเหล้ากันในหมู่ญาติมิตร พรรคพวกเพื่อนฝูง มีการมั่วสุมของวัยรุ่น หากคุมไม่ดีอาจจะกลายเป็นต้นตอการแพร่ระบาดเช่นเดียวกับกรณีสนามมวยลุมพินี แม้รัฐบาลอาจจะห้ามขายเหล้า ขายเบียร์ของมึนเมา แต่ก็ยากที่จะควบคุมได้อย่างทั่วถึง ตราบใดที่รัฐบาลไม่ใช้มาตรการเด็ดขาดสั่งให้หยุดผลิตเหล้า เบียร์และ คุมสต็อกไม่ให้ออกสู่ตลาดในช่วงนั้น

แม้แต่ทุกวันนี้”บ่อนการพนัน”ในใจกลางกรุงเทพฯและในต่างจังหวัดก็ยังมีการเล่นเป็นปกติ ตรงนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะเป็นแหล่งแพร่เชื่อได้

อีกจุดรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ในกรณีของ”แรงงานต่างด้าว” พม่า ลาว เขมร ในกรุงเทพฯนับหมื่นๆคนที่กลับบ้านช่วง”ล็อกดาวน์” แต่เดิมจะประกาศปิดถึงวันที่ 12 เมษายน แต่เมื่อรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวส์อาจจะต้องเลื่อนออกไป ก็ตาม แต่เมื่อพ้นกำหนด แรงงานนับหมื่นคนจะต้องทะลักกลับมาทำงานในกรุงเทพฯพร้อมๆกันไม่รู้ว่าจะเอาเชื้อไวรัสโควิด เข้ามาด้วยหรือไม่

อย่างที่รู้กันว่าจากการรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อของประเทศเพื่อนบ้านแทบจะไม่มีหรือมีน้อยมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ทราบมาว่าประเทศเหล่านี้มีความไม่พร้อมเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือในการตรวจสอบหาผู้ติดเชื้อ แถมเมื่อตรวจเชื้อแล้วต้องส่งผลตรวจมาเข้าแล็บที่เมืองไทย ทำให้ตรวจสอบได้น้อยทั้งประเทศได้ไม่กี่ร้อยคนและทราบผลช้าจึงเป็นสาเหตุ ให้มีตัวเลขผู้ติดเชื้อน้อย

ตรงนี้อันตรายอย่างยิ่ง รัฐบาลต้องเตรียมมาตรการไว้อย่างเข้มงวด ต้องไม่ปล่อยให้แรงงานต่างด้าวหลุดรอดเข้ามาได้

ที่สำคัญจะกลายเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ตามชายแดนใช้เป็นช่องทางทำมาหากินเปิดทางให้แรงงานเหล่านี้เข้ามาได้ง่ายๆโดยมีการจ่ายใต้โต๊ะ มีข่าวว่าค่าหัวรายละ 2,000-2,500 บาทเลยทีเดียว จะว่าไปแล้วแรงงานเพื่อนบ้านน่าเป็นห่วงกว่าแรงงานต่างจังหวัดบ้านเราเสียอีก ถ้าปล่อยให้หลุดเข้ามาได้เท่ากับว่าการประกาศเคอร์ฟิวส์เที่ยวนี้ ต้องเสียเปล่า

ไม่ใช่ในประเทศเราเข้มงวด แต่ต้องมาเจอโควิด-19 ที่มาจากแรงงานต่างด้าวที่กลับเข้ามาใหม่ อาจเกิดวิกฤติรอบใหม่ที่คาดไม่ถึงได้

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News