Home Money2know Money ธปท. เปิดใช้งานระบบฐานข้อมูลกลาง สร้างความเชื่อมั่น หนุนเอสเอ็มอีขอกู้ง่าย

ธปท. เปิดใช้งานระบบฐานข้อมูลกลาง สร้างความเชื่อมั่น หนุนเอสเอ็มอีขอกู้ง่าย

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. เห็นถึงความสำคัญของธุรกรรมแฟ็กเตอริงหรือการนำใบแจ้งหนี้ที่ผู้ขายสินค้าออกให้แก่ผู้ซื้อและอยู่ระหว่างรอชำระเงินไปขอสินเชื่อ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการช่วยให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่มสภาพคล่องได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเข้าถึงธุรกรรมแฟ็กเตอริงของ SMEs ยังจำกัด เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริงยังมีความกังวลเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสารทางการค้า และการขอสินเชื่อซ้ำซ้อน (Double Financing) จากการนำใบแจ้งหนี้ (Invoice) รายการเดียวกันไปใช้ขอสินเชื่อจากผู้ประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริงหลายราย

อ่าน : แบงก์ชาติ แต่งตั้ง ‘วชิรา อารมย์ดี’ นั่งแท่น รองผู้ว่าการฯ มีผล 1 ต.ค.นี้

ทั้งนี้ ธปท. จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับการให้บริการดิจิทัลแฟ็กเตอริง โดยองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการสนับสนุนให้มีธุรกรรมแฟ็กเตอริงเพิ่มขึ้นในระบบการเงิน คือ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลในส่วนที่สำคัญของใบแจ้งหนี้ และช่วยตรวจสอบการขอสินเชื่อซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริงในการพิจารณาให้สินเชื่อกับ SMEs โดยเฉพาะรายย่อย

- Advertisement -

ในช่วงที่ผ่านมา ธปท. ได้สื่อสารและรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำมาพิจารณาออกแบบและพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง รวมทั้งได้เปิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมแฟ็กเตอริงเข้าร่วมทดสอบระบบ ปัจจุบัน ธปท. เปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริงและผู้ให้บริการระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกรรมแฟ็กเตอริง ทั้งสถาบันการเงินและหน่วยงานที่มิใช่สถาบันการเงินเข้าใช้งานระบบฐานข้อมูลกลาง แล้วตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2564 โดย ธปท. รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลและดำเนินงานระบบฐานข้อมูลกลางในระยะแรก เพื่อให้มั่นใจว่าระบบฐานข้อมูลดังกล่าวมีประสิทธิภาพเพียงพอ

นอกจากนี้ ธปท. ได้ออกแนวปฏิบัติ ธปท. เรื่อง การใช้ระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อใช้เป็นกรอบหลักเกณฑ์ให้ผู้ใช้งานระบบฐานข้อมูลกลางถือปฏิบัติในการใช้งานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งแนวปฏิบัติดังกล่าว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2564 โดยปัจจุบันระบบฐานข้อมูลกลางมีผู้ใช้งานแล้ว 4 ราย ได้แก่ (1) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (2) บริษัท ดีไนน์ตี้ แคปปิตอล จำกัด (3) บริษัท บิลมีเวนเจอร์ จำกัด และ (4) บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอ็กซ์เพรสซอฟท์แวร์กรุ๊ป จำกัด

ขณะเดียวกันมีผู้แจ้งความประสงค์จะเข้าใช้งานระบบฐานข้อมูลกลางเพิ่มเติมแล้วอีกจำนวน 10 ราย ได้แก่ (1) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (2) บริษัท อินเวสทรี (ไทยแลนด์) จำกัด (3) บริษัท บิลค์ วัน กรุ๊ป จำกัด (4) บริษัท โปรเฟสชั่นนัล คอมพิวเตอร์ จำกัด (5) ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) (6) ธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน) (7) ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) (8) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (9) บริษัท เอส แคปปิตอล จำกัด และ (10) บริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จํากัด

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริงและผู้ให้บริการระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกรรมแฟ็กเตอริง ที่ประสงค์จะใช้งานระบบฐานข้อมูลกลางสามารถยื่นความประสงค์มายัง ธปท. ก่อนเริ่มใช้งานระบบ โดยสามารถดูเอกสารประกอบการสมัครใช้งานระบบได้ที่เว็บไซต์ www.bot.or.th/DigitalFactoring และรายละเอียดแนวปฏิบัติ ธปท. เรื่อง การใช้ระบบฐานข้อมูลกลาง ได้ที่ www.bot.or.th/DigitalFactoring.pdf

ส่วน SMEs ที่ประสงค์จะขอสินเชื่อแฟ็กเตอริงสามารถติดต่อผู้ประกอบธุรกิจแฟ็กเตอริงและผู้ให้บริการระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกรรมแฟ็กเตอริงได้โดยตรง ทั้งนี้ สามารถติดตามรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการระบบดังกล่าวที่เข้าใช้งานระบบฐานข้อมูลกลางได้ที่ www.bot.or.th/DigitalFactoring.name

นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรุงศรีได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการผลักดันและพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายในการสร้าง Ecosystem ของธุรกิจ SME และนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ สิ่งสำคัญที่สุดของโครงการนี้ก็เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะ SME รายย่อย ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างสะดวกด้วยต้นทุนที่ต่ำลง โดยความสำเร็จในระยะแรกที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือครั้งนี้คือการพัฒนาและเปิดใช้งานระบบฐานข้อมูลกลางให้สามารถเปิดใช้งานได้สำเร็จ

ทั้งนี้ ระบบฐานข้อมูลกลาง (CWS) ดังกล่าวทำหน้าที่คล้ายเป็นฮับกลางในการตรวจสอบสถานะของใบแจ้งหนี้ที่ผู้ประกอบการใช้เป็นเอกสารในการขอสินเชื่อ และป้องกันปัญหาการขอสินเชื่อซ้ำซ้อน และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบงานเอกสารทั้งหมดให้เป็นรูปแบบของดิจิทัล สามารถช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในกระบวนการเอกสารและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ให้สินเชื่อ

โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการ SME ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอในการยื่นขอสินเชื่อ ซึ่ง Invoice Financing สามารถเข้ามาช่วยตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าวได้ แต่ยังไม่สมบูรณ์ 100% เหตุเพราะกระบวนดังกล่าวเต็มไปด้วยงานเอกสารจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดเป็นต้นทุนในการดำเนินงานและต้นทุนทางเครดิต ดังนั้นการพัฒนา CWS เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ทำให้โมเดลการทำธุรกิจเปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนในการประกอบธุรกิจลดลง ส่งผลให้ลูกค้า SME เติบโตและสามารถขยายวงเงินสินเชื่อได้ในราคาที่ต่ำลง

“แพลตฟอร์มนี้จะประสบความสำเร็จได้จำเป็นต้องมีผู้เล่นจากหลายกลุ่มมาร่วมกันใช้งาน เพื่อสร้างให้เป็นมาตรฐานกลางของการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นการขยายกลุ่มสมาชิกที่ใช้งานจึงมีความสำคัญและจะเป็นการช่วยเพิ่มความถูกต้อง ความแม่นยำของข้อมูลให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กรุงศรีมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน เพื่อให้เกิดการใช้งานจริงและสร้าง Ecosystem ให้กับประเทศ โดยยังคงเน้นแนวคิดเรื่องการเงินและการทำธุรกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับลูกค้าต่อไป”

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News