Home Money2know Money เปิด! ทางรอดลูกหนี้ ฝ่าโควิด ใครผ่อนจ่ายไม่ไหวต้องอ่าน!

เปิด! ทางรอดลูกหนี้ ฝ่าโควิด ใครผ่อนจ่ายไม่ไหวต้องอ่าน!

แม้รัฐบาลและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. จะไม่ได้มีคำสั่ง ล็อกดาวน์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ และจะควบคุม คุมเข้มในบางพื้นที่ บางจังหวัดเท่านั้น ..เพื่อไม่ให้คนทำมาค้าขายได้รับผลกระทบมากจนเกินไปเหมือนกับการระบาดในรอบแรกเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ช่วงนั้นรัฐบาลต้องควักเงินแจก!! เยียวยากันก้อนโต และสถาบันการเงินต่าง ๆ เยียวยาโดยพักหนี้ให้เป็นการทั่วไป หวังช่วยลูกหนี้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนไม่ให้ตกเหว จมน้ำ เพราะไม่มีเงินผ่อนจ่าย กลายเป็นปัญหาในระยะต่อไป

การระบาดโควิด-19 ช่วงที่ผ่านมาเริ่มคลี่คลายลงบ้างตามการควบคุมดูแลอย่างรัดกุม ทำให้ลูกหนี้หลายราย ลืมตาอ้าปาก และกำลังจะยืนได้อีกครั้ง แต่แล้ว..เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ประเทศไทยเกิดการระบาดรอบใหม่ ทำให้หลายคนลุ้นกันว่าจะมี ล็อกดาวน์ อีกหรือไม่ ไม่ว่าจะภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี ประชาชนเองก็ ไม่อยากให้เกิด เพราะกลัวจะแสนสาหัสกว่าในรอบแรก

อ่าน : ทุบสถิติสูงสุดรอบ 18 ปี !! หนี้ครัวเรือน จ่อทะลุ 91% โจทย์การเงินคนไทยยุคโควิด

- Advertisement -

มาดูกันว่า หากสถานการณ์เลวร้ายไปกว่าเดิม และเกิดเหตุไม่คาดฝัน ลูกหนี้ขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินทุน ไม่มีเงินจ่ายหนี้ จะทำกันอย่างไรดีให้อยู่รอดต่อไปได้ ซึ่งสิ่งแรก ๆ ที่ควรทำก่อนจะหาแนวทางที่เหมาะสมกับตัวเอง คือ การคุยกับเจ้าหนี้แบบตรง ๆ เพื่อหาทางออกร่วมกัน และตกลงแนวทางช่วยเหลือกันต่อไป

แนวทางหลักคือการปรับโครงสร้างหนี้มีอยู่ 8 ทางเลือก

1. ยืดหนี้ การยืดหรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ นิยมใช้กันมากที่สุดเพื่อช่วยให้ภาระการผ่อนสอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง เช่น สินเชื่อระยะเวลาผ่อน 10 ปี ผ่อนมาแล้ว 6 ปี เหลือ 4 ปี เริ่มผ่อนไม่ไหว จะขอขยายให้ยาวออกไป เพื่อทำให้ยอดผ่อนชำระต่อเดือนปรับลดลง

2. พักชำระเงินต้น ช่วยลดภาระการผ่อนชั่วคราว โดยปกติค่างวดที่ผ่อนชำระประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เงินต้นกับดอกเบี้ย เช่น เดิมสัญญาเงินกู้กำหนดค่าผ่อนชำระเท่ากันทุกเดือน เดือนละ 20,000 บาท ประกอบด้วยเงินต้น 8,000 บาท และดอกเบี้ย 12,000 บาท การพักชำระเงินต้นจะทำให้ค่างวดเหลือเพียง 12,000 บาท แต่การผ่อนแบบนี้เงินต้นจะไม่ลดลงในช่วงพัก จะส่งผลให้ลูกหนี้ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ขึ้นในช่วงท้ายสัญญา (balloon) หรือทำให้ต้องเป็นหนี้และแบกภาระดอกเบี้ยนานขึ้น

โดยวิธีการนี้จะเห็นไปบ้างแล้วในปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินอาจพิจารณาพักชำระเงินต้น เป็นเวลา 3–6 เดือน แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ลูกหนี้อาจนำเงินก้อนมา “โปะ” เพื่อลดหนี้ก่อนถึงกำหนดตามสัญญา ซึ่งจะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายมีจำนวนลดลง และหนี้หมดเร็วขึ้น

3. ลดอัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง ทำให้ค่างวดที่จ่ายแต่ละเดือนแบ่งไปตัดลดเงินต้นได้มากขึ้น และเมื่อเงินต้นลด ภาระดอกเบี้ยก็จะลดลง เช่น เรากู้ยืมโดยมีอัตราดอกเบี้ย MOR+2% ต่อปี ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจทำให้ผ่อนชำระที่อัตราดอกเบี้ยเดิมไม่ไหว สามารถยื่นเรื่องขอลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลง ซึ่งสถาบันการเงินพิจารณาลดให้หรือไม่ ดูจากหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนของสถาบันการเงินประวัติการผ่อนชำระของลูกหนี้ ประเภทสินเชื่อ และหลักประกัน เป็นต้น

4. ยกหรือผ่อนปรนดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ เมื่อต้นปี 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศให้สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยปรับบนฐานของงวดที่ผิดนัดชำระจริงเท่านั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และให้ความสำคัญกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วย

5. เพิ่มเงินทุนหมุนเวียน ในภาวะที่เหตุการณ์ในอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง เงินทุนหมุนเวียน (working capital: WC) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหล่อเลี้ยงธุรกิจในยามที่ลำบาก ให้มีโอกาสฟื้นกลับอย่างรวดเร็วได้ในภายหลัง และยังมีเงินกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของ แบงก์ชาติ ที่ยังเหลือเกือบ 380,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2% ต่อปี ให้เข้ามามีสภาพคล่อง มีเงินหมุนเวียนกิจการต่อไปได้

6. เปลี่ยนประเภทหนี้ หนี้ที่อัตราดอกเบี้ยแพงควรถูกเปลี่ยนประเภทเป็นหนี้ที่อัตราดอกเบี้ยถูกลง เช่น ลูกหนี้เอสเอ็มอี ใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยสูง หรือลูกหนี้มีวงเงิน O/D ใช้วงเงินเต็ม ด้านสถาบันการเงินอาจพิจารณาเปลี่ยนจากสินเชื่อหมุนเวียนที่อัตราดอกเบี้ยแพงเหล่านี้ ไปเป็นสินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลาชำระ (term loan) ที่ดอกเบี้ยถูกลง

7. ปิดจบด้วยเงินก้อน หากพอมีความสามารถหาเงินก้อนได้จำนวนหนึ่ง เช่น จากเงินออม จากการยืมญาติมิตร หรือจากการขายทรัพย์สิน ถึงแม้จะไม่มากเท่ายอดหนี้ที่มีอยู่ แต่ก็สามารถเจรจาขอส่วนลดให้เพียงพอต่อการปิดหนี้จบทั้งบัญชีได้ ซึ่งจะทำให้หมดภาระค่างวดรายเดือนไปอีกหนึ่งก้อน แต่การเจรจาขอปิดจบโดยมีส่วนลดจะทำได้ค่อนข้างยากในกรณีที่มีหลักประกันมูลค่าสูงกว่ายอดหนี้

8. รีไฟแนนซ์ (refinance) คือการปิดสินเชื่อจากเจ้าหนี้เดิมและย้ายไปใช้สินเชื่อของเจ้าหนี้ใหม่ที่ให้เงื่อนไขดีกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ยถูกลง โดยนำหนี้ใหม่ไปชำระหนี้เดิมที่คงค้างอยู่ก่อน ปัจจุบันสถาบันการเงินในไทยได้เปิดรีไฟแนนซ์ได้ทั้ง สินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น

หากใครผ่อนจ่ายหนี้ต่อไปไม่ไหว.. อันดับแรกรีบติดต่อเจ้าหนี้โดยเร็วและเลือกทางรอดให้เหมาะกับสภาพการเงินของตนเอง เพื่อให้มีความสามารถชำระหนี้ได้โดยไม่เกิด “หนี้เสีย” และอย่าลืมว่า “เป็นหนี้ ต้องใช้หนี้ ยืมแล้วต้องใช้คืน” มิเช่นนั้น..จะเสียประวัติ ขาดเครดิต และจะไม่มีใครให้ยืมเงินอีกต่อไป

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News