Home BT News ส่องภารกิจแม่ทัพบลจ.กรุงไทย รับมือตลาดกองทุนหดตัว

ส่องภารกิจแม่ทัพบลจ.กรุงไทย รับมือตลาดกองทุนหดตัว

อุตสาหกรรมกองทุนเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เผชิญความท้าทายในปีนี้เช่นกัน ทั้งจากการที่ภาครัฐไม่ต่ออายุกองทุนลดหย่อนภาษี LTF ซึ่งกองทุน SSF ที่เข้ามาแทนที่ก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก ซ้ำยังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่ออารมณ์ของนักลงทุน รวมถึงเม็ดเงินใหม่ที่เข้ามาในอุตสาหกรรม โดยปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทั้งสิ้น

ขณะที่เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ “บิสเนสทูเดย์” มีโอกาสพูดคุยกับ “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM ที่จะมาฉายภาพอุตสาหกรรมกองทุน คำแนะนำการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ รวมถึงความคืบหน้ากองทุน TFFIF เฟส 2 ในฐานะผู้จัดการกองทุน

อุตสาหกรรมกองทุนหดตัว -7%

- Advertisement -

“ชวินดา” เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวมในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนช่วงครึ่งปีแรกไม่ค่อยสดใสนัก โดยพบว่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของทั้งอุตสาหกรรมปรับลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) มาอยู่ที่ 7 ล้านล้านบาท

โดยเฉพาะ AUM ของกองทุนที่มีการลงทุนในตราสารทุน หรือหุ้น ได้รับผลกระทบเชิงลบจากตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวลงในไตรมาสแรก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็คาดว่าเป้าหมายที่ บลจ.กรุงไทย คาดการณ์การเติบโตปี 2563 ไว้ที่ 12% อาจไม่เป็นไปตามเป้า แต่เชื่อว่าจะยังเห็นการเติบโตในระดับที่ใกล้เคียงกับอุตสาหกรรม

 “เรายังมีความหวังในไตรมาสสุดท้าย ที่ต้องมาลุ้นกันว่าภาวะการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะเป็นอย่างไร ซึ่งปัจจัยที่จะช่วยปลดล็อกวิกฤตโรคระบาดได้คงมีเพียงวัคซีนอย่างเดียว ส่วนในมุมของกองทุนก็ยังลุ้นกับแรงซื้อกองทุน SSF ช่วงปลายปี โดยเราคาดการณ์นักลงทุนจะเข้ามาใช้สิทธิซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีคึกคักในวันท้ายๆ ของปี เช่นเดียวกับกองทุน LTF”

ปั้นกองรีทขายนักลงทุนปลายปี

ในภาวะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน การลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIT ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากมีความผันผวนต่ำและมีรายได้สม่ำเสมอ ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลครบุรี หรือ KBSPIF ที่บริษัทฯ เป็นผู้จัดการกองทุน ได้เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก ซึ่งนักลงทุนให้การตอบรับเป็นอย่างดี

ขณะที่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ “ชวินดา” กล่าวว่า บลจ.กรุงไทย มีแผนจะออกกอง REIT อีก 1 กองทุน โดยเบื้องต้นเป็นกองทุนที่ลงทุนในอาคารสำนักงานในกรุงเทพมหานคร ขนาดกองทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนประเภทดังกล่าวอยู่ที่ 5-6% ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม หากเป็นกองทุนโรงไฟฟ้า เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGATIF) พบว่าผลตอบแทนยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูงที่ประมาณ 10%

“เรายังเดินหน้าออกกองทุนใหม่อยู่เรื่อยๆ แต่คงต้องดูจังหวะลงทุนด้วย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่ลงทุนอะไรก็จะต้องดูให้ถูกเวลาลงทุน ซึ่งในระยะต่อจากนี้ก็อาจจะเห็นกองทุน เช่น กองทุนที่มีการตั้งเป้าหมายผลกำไร (Trigger Fund) มากขึ้น รวมถึงกองทุน RMF ก็เป็นอีกโปรดักต์ที่เราให้ความสำคัญมาโดยตลอด”

แนะเพิ่มสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยี

ด้านภาวะการลงทุน “ชวินดา” กล่าวว่า สินทรัพย์การลงทุนต่างๆ ทั่วโลกเริ่มปรับขึ้นสูงกว่าปัจจัยพื้นฐาน จากที่ปีนี้คาดว่าผลตอบแทนของบริษัทจดทะเบียนจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ประมาณ 50% ดังนั้น ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นสวนทางกับทิศทางผลประกอบการปัจจุบันสะท้อนว่านักลงทุนกำลังเล่นอยู่กับอนาคต

“เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็แนะนำว่าถึงจุดหนึ่งนักลงทุนต้องขายเพื่อทำกำไรบ้าง และรอจังหวะเพื่อกลับเข้าลงทุนอีกครั้งหนึ่ง โดยคำแนะนำแบบเดิม อย่างการเคลื่อนย้ายกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) เริ่มสำคัญน้อยกว่าการเลือกลงทุนแบบรายตัว”

ทั้งนี้ กระแสการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นในโลกยุคใหม่ (New Normal) นั้น หุ้นเทคโนโลยีกลายเป็นหมุดหมายลงทุนใหม่ของนักลงทุนสถาบันทั่วโลก โดยพบว่าหุ้นกลุ่มดังกล่าวมีผลตอบแทนเป็นบวกถึง 27-30% อีกทั้งยังมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สวนทางหุ้นกลุ่มอื่นๆ ในตลาดหุ้นทั่วโลกที่มีผลตอบแทนติดลบจากผลกระทบวิกฤตโควิด-19

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย แม้ยังไม่มีบริษัทเทคโนโลยีให้เลือกลงทุนหลากหลายเท่ากับตลาดหุ้นต่างประเทศ อย่างไรก็ดี มองว่าบริษัทจดทะเบียนของไทยพยายามนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมากขึ้น อาทิ การขายของผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการทำธุรกิจที่ได้ผล และหนุนให้เกิดการเติบโตมากขึ้น

ดันแผนเพิ่มทุน TFFIF เฟส 2

เมื่อสอบถามถึงกระแสข่าวที่ “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เตรียมเสนอแผนให้กระทรวงการคลังใช้ตลาดทุนเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนของภาครัฐนั้น “ชวินดา” กล่าวว่า การระดมทุนผ่านตลาดทุน อาทิ การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจ เพราะจะไม่ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศปรับขึ้นอย่างการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน

โดยที่ผ่านมาภาครัฐมีการระดมทุนในรูปแบบดังกล่าวผ่าน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF หากนำกองทุนที่มีอยู่แล้วในตลาดมาใช้ระดมทุนอีกครั้งก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี อีกทั้งยังให้ผลประโยชน์แก่ผู้ลงทุนในระยะยาว นอกจากนี้ จากวิกฤตช่วงโควิด-19 ภาครัฐมีค่าจ่ายเพื่อดำเนินมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะของภาครัฐปรับขึ้นสูงถึง 51.64% จากเพดานหนี้ 60%

“ภาครัฐอาจมีทางเลือกอื่นๆ เช่น การระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ซึ่งอาจได้ต้นทุนที่ดีกว่าการมาระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือจะขยายเพดานหนี้ออกไปก็ได้ เป็นต้น แต่เหล่านี้จะเพิ่มสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การระดมทุนผ่านตลาดทุนก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ”

ขณะที่ความคืบหน้าในการดำเนินการเพื่อนำสินทรัพย์เข้ามาเพิ่มทุนของกองทุน TFFIF ระยะที่ 2 ยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์ทางการ รวมถึงข้อกฎหมายค่อนข้างเยอะ เช่น ทรัพย์สินที่รัฐถือครองร่วมกับเอกชนไม่สามารถนำเข้ามาระดมทุนได้ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีความพยายามจะแก้กฎเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อให้กองทุนสามารถระดมทุนได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ หากเป็นสินทรัพย์ประเภททางด่วน ซึ่งกองทุน TFFIF ได้ลงทุนอยู่แล้วก็สามารถเพิ่มทุนผ่านกองทุนเดิมได้ทันที แต่หากเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น รถไฟฟ้า หรือโรงไฟฟ้า คาดว่าภาครัฐอาจจัดตั้งกองทุนใหม่แยกออกไป

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News