ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.46 บาท/ดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลง’ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.34 บาท/ดอลลาร์ ‘กรุงไทย’ ประเมินกรอบวันนี้ที่ 33.35-33.60 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.46 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 33.34 บาทต่อดอลลาร์
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ 33.00-33.85 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 33.35-33.60 บาทต่อดอลลาร์
นับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวน แต่โดยรวมอ่อนค่าลงเข้าใกล้แนวต้านสำคัญบริเวณ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยแกว่งตัวในกรอบ 33.30-33.47 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยกดดันหลักมาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปฏิเสธเงื่อนไขการเจรจาหยุดยิงและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบกลับมาปรับตัวสูงขึ้น
ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นสร้างแรงกดดันต่อทั้งราคาทองคำและเงินบาท ขณะเดียวกันยังช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์รีบาวด์แข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ขณะที่การอ่อนค่ากลับลงมาบางส่วนของเงินเยนญี่ปุ่นก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนเงินดอลลาร์
สำหรับเงินดอลลาร์ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า ทิศทางในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับการประเมินของตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ซึ่งจะถูกกำหนดจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED
ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มผันผวนสูง และอาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นได้ เนื่องจากตลาดระมัดระวังต่อโอกาสที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งอาจช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้บางส่วน
แนวโน้มค่าเงินบาท
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทยังคงมีกำลัง ทำให้เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และหากผ่านระดับดังกล่าวได้ อาจมีโอกาสขยับไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 33.85 บาทต่อดอลลาร์
แรงกดดันต่อเงินบาทมีแนวโน้มดำเนินต่อ ตราบใดที่ตลาดยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูงหรือปรับตัวขึ้นต่อ
นอกจากนี้ ตลาดยังต้องจับตาทิศทางราคาทองคำ กระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ และการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งล้วนมีผลต่อทิศทางเงินบาทในระยะสั้น
จากสถิติการเคลื่อนไหวของเงินบาทหลังรับรู้ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า กรอบการเคลื่อนไหวระดับ +/- 1 SD อาจกว้างถึง 32.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น เงินบาทอาจยังแข็งค่าขึ้นได้ไม่มาก เนื่องจากมีโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน ขณะที่ฝั่งอ่อนค่าอาจเริ่มมีแรงขายเงินดอลลาร์จากผู้เล่นในตลาดบริเวณแนวต้าน
สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากมีผลทั้งต่อราคาพลังงาน มุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก และส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย
ด้วยเหตุนี้ เงินบาทยังมีความเสี่ยงแบบ Two-way risk หรือสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง โดยผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ในระยะสั้น เงินบาทยังมีโอกาสอ่อนค่าต่อ หากตลาดเพิ่มความคาดหวังว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยอีก โดยเฉพาะในการประชุม FOMC เดือนตุลาคม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น เงินเฟ้อ PCE และข้อมูลตลาดแรงงาน
ในทางกลับกัน หากตลาดเริ่มมีความหวังมากขึ้นต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แรงอ่อนค่าของเงินบาทอาจเริ่มชะลอลง
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินแนวรับของเงินบาทไว้ที่ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปที่ 33.85 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ ควรจับตาเงินเยนญี่ปุ่นที่ยังผันผวนสูงและมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเป็นระยะ ซึ่งช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ รวมถึงการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ซึ่งยังมีอิทธิพลต่อทิศทางเงินบาทในช่วงนี้

