Home Money2know มองย้อนหลังภาวะฟองสบู่แรกในอดีต ปรากฎการณ์ คลั่งดอกทิวลิป สู่ บิตคอยน์

มองย้อนหลังภาวะฟองสบู่แรกในอดีต ปรากฎการณ์ คลั่งดอกทิวลิป สู่ บิตคอยน์

เชื่อได้ว่านักลงทุนหลายท่านคงเริ่มได้ยินเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิตอลอย่าง บิตคอยน์ (Bitcoin) ถี่ขึ้นจนติดหูในช่วงปีที่ผ่านมานี้ แต่คงมีน้อยคนที่ทราบว่าเจ้าเงินสกุลนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นสิบปีแล้วโดยผู้ใช้นามแฝงว่า “Satoshi Nakamoto” ภายใต้แนวคิดที่ว่าเงินดิจิตอลที่ว่านี้มีจะจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้านหน่วยบิตคอยน์เท่านั้น ไม่มีใครเป็นตัวกลาง และสามารถสร้างมูลค่าในตัวเองได้ มุ่งเน้นประโยชน์การใช้งานโดยลดการทำธุรกรรมหลายๆ อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดจะดีแต่เมื่อแรกพัฒนานั้น กลับยังไม่ประสบความสำเร็จหรือได้รับความนิยมมากนัก 

ส่วนสาเหตุที่บิตคอยน์เริ่มเป็นที่รู้จักของนักลงทุนมากขึ้น อาจเนื่องมาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเตือนให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ เนื่องจากเป็นสินค้าการลงทุนประเภทใหม่ที่นักลงทุนอาจยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันดีพอ แต่ถึงกระนั้นท่ามกลางวิกฤต COVID-19 บิตคอยน์ก็กลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องให้ความสนใจ ด้วยเหตุที่บริษัทชั้นนำของโลกอย่าง Tesla  ผู้ผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ได้ทุ่มงบกว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นมูลค่าราว 4.5 หมื่นล้านบาทเข้าซื้อบิตคอยน์ ส่งผลให้มูลค่าของมันเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในช่วงที่ผ่านมา

อ่าน : เทสลา ทุ่ม 1.5 พันล้านเหรียญซื้อบิตคอยน์กูรูลุ้นนิวไฮ 49,000 ดอลลาร์

- Advertisement -

แล้วทำไมอยู่ๆ บิตคอยน์จึงขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของเหรียญดิจิตอล จนทำให้ Tesla เข้ามาลงทุนในตลาดนี้ได้ อย่างที่ทราบกันดีว่า บิตคอยน์ คือ สกุลเงินดิจิตอลที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างอิสระผ่านระบบ Blockchain ซึ่งทุกธุรกรรมจะถูกตรวจสอบโดยคอมพิวเตอร์ทั่วทุกมุมโลก โดยไม่ผ่านตัวกลางอย่างธนาคาร ผู้ที่ทำธุรกรรมซื้อขายบิตคอยน์อยู่ในระบบจึงเป็นพยานให้กันและกัน นอกจากนี้ด้วยจำนวนที่จำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญบิตคอยน์ จึงทำให้เป็นสิ่งหายาก จึงมีมูลค่าไม่ต่างจากทองคำหรืออาจมากกว่าทองคำในปัจจุบัน Tesla จึงให้เหตุผลว่าการเข้าถือบิตคอยน์ไว้ เป็นการถือครองทรัพย์สินสำรอง (ไม่ได้เป็นสินทรัพย์หลัก มุ่งเน้นเป็นสินทรัพย์ทางเลือก) เหมือนกับกรณีที่ธนาคารถือทองคำหรือเงินสกุลต่างประเทศนอกจากการถือครองพันธบัตรที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุที่เศรษฐกิจทั่วโลกทรุดหนักเป็นอย่างมากเพราะผลกระทบจาก COVID-19 ส่งผลให้ผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ธนาคารกลางจึงใช้มาตรการพิมพ์เงินจำนวนไม่จำกัด หรือ Unlimited QE เข้าสู่ระบบเพื่อเสริมสภาพคล่องจนกว่าอัตราเงินเฟ้อในระบบจะวิ่งเข้าถึงเป้าหมายที่ต้องการ (อัตราเงินเฟ้อเป็นอีกดัชนีชี้วัดการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจได้)  มาตรการนี้ทำให้หลายบริษัทไม่เพียงแต่ Tesla รวมไปถึงผู้คนจำนวนมากต่างตามหาสินทรัพย์ที่สามารถถือครองและปกป้องความมั่งคั่งของพวกเขาไว้ได้ ซึ่งบิตคอยน์ก็คือหนึ่งในนั้น (เพื่อไม่ให้มูลค่าของสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปตามภาวะเงินเฟ้อที่บางช่วงเวลาอาจจะปรับสูงขึ้น)

ความต้องการในการซื้อขายบิตคอยน์ที่เพิ่มมากขึ้นนี้เอง ได้ส่งผลให้ราคาในตลาดมีความผันผวนสูง จนนักวิเคราะห์กังวลว่าอาจจะมีโอกาสเกิดภาวะฟองสบู่กับสกุลเงินดิจิตอลนี้ ซึ่งหากย้อนกลับไปในอดีตก็เคยต้นแบบของภาวะฟองสบู่อย่างเช่นกรณี “ปรากฎการณ์คลั่งดอกทิวลิป” มาแล้วในช่วงปี ค.ศ. 1636-37 ในครั้งนั้น หัวดอกทิวลิป 1 หัว มีมูลค่าสูงมากกว่าบ้าน 1 หลังด้วยซ้ำ แต่เมื่อผู้คนเริ่มไม่มีความต้องการซื้อมากอย่างเดิมแล้วด้วยเหตุที่นักลงทุนเริ่มเข้าใจกลไกราคาและหัวดอกทิวลิปเองก็ไม่ได้เป็นสินค้าที่มีจำนวนจำกัดอีกทั้งสามารถเพาะปลูกให้เพิ่มเติมได้โดยง่าย  ราคาหัวดอกทิวลิปจึงตกลงอย่างรุนแรง นักลงทุนและพ่อค้าที่เคยเก็งกำไรในช่วงก่อนหน้าก็พบว่าตัวเองนั้นได้ถือเพียงสัญญากระดาษเปล่าที่ไม่มีมูลค่า แม้รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยา แต่ก็ไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้น อีกทั้งศาลยังตัดสินว่าสัญญาตามที่เคยตกลงซื้อขายดอกทิวลิปล่วงหน้านั้นเป็นหนี้ที่เกิดจากการพนันจึงไม่สามารถนำกฎหมายมาบังคับใช้ได้

อย่างไรก็ตาม ดอกทิวลิปในครั้งนั้นกับบิตคอยน์ในครั้งนี้อาจจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ความผันผวนด้านราคาของทั้งสองสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อทบทวนให้ดีพบว่ามีความเหมือนในความต่างอยู่ไม่มากก็น้อย หากว่ากันตามตรง ด้วยลักษณะของผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน บิตคอยน์เองก็เกิดขึ้นด้วยเจตนาที่ดีและมีข้อดีหลายประการ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนควรผ่อนคลายความกังวลในเสถียรภาพทางด้านราคาของมัน ในทางกลับกัน ยิ่งต้องจับตามองโดยติดตามเหตุการณ์และวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีปัจจัยรอบด้านที่จะเข้ามาควบคุมราคาบิตคอยน์อยู่ อาทิ ธนาคารกลาง กฎหมาย รัฐบาล หรือสกุลเงินดิจิตอลสกุลเงินอื่นๆ ที่อาจจะเข้ามาสู่ตลาดได้ในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลให้บิตคอยน์มีราคาต่ำลงหรือร้ายแรงที่สุดคือทำให้บิตคอยน์อาจสูญเสียที่ยืนในตลาดไป

การศึกษาเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ การหาช่องทางอื่นเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรศึกษาให้เข้าใจ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้เสียใจในภายหลัง แต่มิใช่การวิตกกังวลมากเกินไป

อ่าน : ราคา บิตคอยน์ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ หลัง เทสลา ลงทุนซื้อ 1.5 พันล้านดอลล์

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News