HomeMoney2knowสำรวจงบ 6 ธนาคารใหญ่ในสหรัฐฯ อีกหนึ่งสัญญาณบ่งชี้เศรษฐกิจชะลอตัว ?

สำรวจงบ 6 ธนาคารใหญ่ในสหรัฐฯ อีกหนึ่งสัญญาณบ่งชี้เศรษฐกิจชะลอตัว ?

โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

เข้าสู่ช่วงฤดูกาลประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ของปี 2022 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ โดยกลุ่มที่ประกาศออกมาก่อนเป็นลำดับแรกก็คือกลุ่มการเงินที่ 6 ธนาคารใหญ่ในสหรัฐฯ ทั้ง Bank of America, Morgan Stanley, JPMorgan Chase, Goldman Sachs, Citigroup และ Wells Fargo ต่างก็ประกาศผลการดำเนินงานออกมาในทิศทางที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือกำไรของบริษัทปรับลดลงจากช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2021 ซึ่งนอกจากฐานกำไรที่สูงจากการฟื้นตัวมาจากจุดต่ำสุดในปี 2020 แล้ว การตั้งสำรองหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้จากธุรกิจ Investment Banking ที่ลดลงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ ถึงแม้ว่าธนาคารทุกแห่งจะได้รับประโยชน์ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่ลดลงจากปัจจัยกดดันต่าง ๆ ได้

Bank of America

- Advertisement -

กำไรต่อหุ้นออกมาที่ 78 cents ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 75 cents  รายได้ออกมาที่ 22.79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 22.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกำไรในไตรมาสนี้ปรับลดลงถึง 32% ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการตั้งสำรองที่สูงขึ้น จำนวน 523 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ดีรายได้ของ Bank of America ในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้น +5.6% หลังได้รับประโยชน์จากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย

Goldman Sachs

กำไรต่อหุ้นออกมาที่ 7.73 ดอลลาร์สหรัฐฯ ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 6.58 ดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้ออกมาที่ 11.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 10.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกำไรในไตรมาสนี้ปรับลดลงถึง -48% จากธุรกิจ Investment Banking ที่ชะลอตัวลงตามสภาวะตลาด อย่างไรก็ดี รายได้ออกมาดีกว่าที่คาดเป็นผลมาจากธุรกิจ ซื้อ-ขาย ตราสารหนี้ที่สามารถสร้างรายได้ถึง 3.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Citigroup

กำไรต่อหุ้นออกมาที่ 2.19 ดอลลาร์สหรัฐฯ ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 1.68 ดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้ออกมาที่ 19.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดีกว่าคาดที่ 18.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกำไรของ Citi ในไตรมาสนี้ปรับลดลงถึง 27% อย่างไรก็ดี รายได้ที่ออกมาดีกว่าที่คาดเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น และ ธุรกิจ ซื้อ-ขาย ตราสารหนี้ที่สร้างรายได้ในไตรมาสนี้ที่ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นถึง 31%

JPMorgan

กำไรต่อหุ้นออกมาที่ 2.76 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 2.88 ดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้ออกมาที่ 31.63 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 31.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในไตรมาสนี้ JPMorgan ตั้งสำรองหนี้เสียสูงถึง 428 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งกดดันกำไรในไตรมาสนี้ให้ปรับตัวลดลงถึง -28% โดยหลังจากการประกาศผลการดำเนินงาน JPMorgan ได้ประกาศยกเลิกการซื้อหุ้นคืนตามแผนเดิมที่ได้ประกาศไว้

Morgan Stanley

กำไรต่อหุ้นออกมาที่ 1.39 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 1.53 ดอลลาร์สหรัฐฯ รายได้ออกมาที่ 13.13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 13.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกำไรในไตรมาสนี้ปรับลดลงถึง 29% ซี่งเป็นผลกดดันมาจากรายได้จาก ธุรกิจ Investment Banking ที่ปรับลดลงถึง -55%

Wells Fargo

กำไรต่อหุ้นออกมาที่ 74 cents ต่อหุ้น ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 80 cents ต่อหุ้น รายได้ออกมาที่ 17.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 17.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกำไรของ Wells Fargo ปรับลดลงถึง 48% ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการตั้งสำรองหนี้เสียจำนวน 580 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงมูลค่าของสินทรัพย์เสี่ยงที่ธนาคารถือครองปรับตัวลดลง

               โดยภาพรวมของการตั้งสำรองที่สูงขึ้นยังไม่ได้สะท้อนภาพทิศทางการชะตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากนัก แต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากบททดสอบ Stress Test ที่จัดทำโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อทดสอบว่าธนาคารในสหรัฐฯ สามารถรองรับการเกิดวิกฤตทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยที่บททดสอบ Stress Test มีขึ้นมาตั้งแต่หลังเกิดวิกฤตการเงินในปี 2008 และบททดสอบในปีนี้ถือว่าเป็นแบบจำลองสมมติฐานที่ยากกว่าบททดสอบในปี 2021 ซี่งสมมติฐานในปีนี้ระบุว่า อัตราการว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 10% ราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลดลงถึง 40% และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงมาถึง 55% โดยธนาคารขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ สามารถผ่านบททดสอบ Stress Test ได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการตั้งสำรองที่สูงขึ้นและกดดันกำไรของธนาคารต่าง ๆ ให้ปรับตัวลดลง แต่อย่างน้อยการผ่านการทดสอบ Stress Test ของธนาคารต่าง ๆ ก็เป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่าระบบการเงินของสหรัฐฯ ยังสามารถดำเนินต่อไปได้โดยที่ไม่เกิดวิกฤตซ้ำรอยเหมือนในปี 2008 อีก อย่างไรก็ดี ยิ่งความกังวลว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ในระยะสั้นอัตราดอกเบี้ยที่ยังมีทิศทางสูงขึ้นจะเป็นผลดีกับกลุ่มการเงินในสหรัฐฯ แต่ราคาหุ้นของกลุ่มการเงินมักจะอ่อนไหวและเคลื่อนไหวไปตามทิศทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การลงทุนในกลุ่มการเงินในสหรัฐฯ ณ ปัจจุบัน อาจไม่ใช่จุดที่น่าสนใจเท่าใดนัก โดยหากนักลงทุนมองภาพไปในระยะข้างหน้ากลุ่มที่สามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้โดยที่รายได้ของบริษัทยังคงเติบโตได้เช่นกลุ่ม Healthcare หรือกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมาเยอะและจะได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงในระยะข้างหน้าเช่นกลุ่ม Technology น่าจะเป็นทางเลือกการลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่านับจากนี้

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News