HomeMoney2knowSPCG เทงบ 3 พันล้านบาท รุกตลาดโซลาร์ญี่ปุ่น

SPCG เทงบ 3 พันล้านบาท รุกตลาดโซลาร์ญี่ปุ่น

SPCG ตั้งเป้ารายได้ 7 พันล้านบาท ในปี 62 หวังยอดขายโซลาร์รูฟพลิกกลับช่วงหลังปีเตรียมลงทุนเพิ่ม 3 พันล้านบาท ในโครงการเมกะโซลาร์ที่ญี่ปุ่น คาดปี 67 รับรู้รายได้

บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG นำโดย นายพิพัฒน์ วิริยธรานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน เข้าชี้แจงผลดำเนินงานไตรมาส 2/62 ในงาน “Opportunity Day บริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน” จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจหลัก 3 อย่าง ประกอบด้วย 1.โซลาร์ฟาร์ม ซึ่งปัจจุบัน มี 36 โครงการ ในประเทศ คิดเป็นจำนวน 260 เมกะวัตต์ และยังมีอีก 1 โครงการที่ประเทศญี่ปุ่น ขนาด 30 เมกะวัตต์ 2.โซลาร์รูฟ และ 3.สตีลรูฟ รวมถึงงานบริการหลังการขายต่าง ๆ อีกด้วย

- Advertisement -

สำหรับผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรกของปี 62 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,347 ล้านบาท ลดลงจาก 1,360 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 2,645 ล้านบาท ลดลงจาก 3,134 ล้านบาท เนื่องจากภาวะการแข่งขันในตลาดที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในตลาดโซลาร์รูฟ รวมไปถึงปัจจัยสงครามการค้าอีกด้วย

แต่ในตลาดโซลาร์ฟาร์มช่วงครึ่งปีแรกของปี 62 ยังสามารถทำรายได้เป็นอย่างดี เนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกเป็นช่วงที่มีแดดดี ทำให้บริษัทฯมั่นใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตของรายได้ในตลาดโซลาร์ฟาร์มได้อย่างน้อย 5% ในปี 62

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ลงนามพันธมิตรในสัญญา MOU พัฒนาโครงการโซลาร์รูฟ ร่วมกับ Mitsubishi UFJ Leans & Finance Company, PEA ENCOM International Limited และ KYOCERA Corporation ซึ่งจะร่วมมือกันจัดตั้งบริษัทใหม่ โดย SPCG ถือหุ้นสัดส่วน 35% Mitsubishi 35% PEA ENCOM 20% และ KYOCERA 10% โดยใช้ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ และจะสามารถสร้างรายได้ชดเชยช่วงครึ่งปีแรกได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีโครงการที่จะเข้าลงทุนในประเทศญี่ปุ่น ในโครงการเมกะโซลาร์ ขนาด 469 เมกะวัตต์ ร่วมกับ 8 พาร์ทเนอร์ ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโครงการดังกล่าวได้มีการเลื่อนการลงทุนจากช่วงไตรมาส 1 ปี 62 จากสาเหตุรัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการประกาศเปลี่ยนกฎรับซื้อไฟฟ้าแบบใหม่

คาดว่าโครงการนี้จะสามารถเริ่มลงทุนได้ไช่วงไตรมาส 3 ปี 62 ซึ่งการเปลี่ยนกฎใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่นนั้น บริษัทฯ ยังคงขายไฟฟ้าได้ในอัตรา 40 เยน/หน่วยไฟ เช่นเดิม แต่จะมีการลดอายุสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเดิม 20 ปี เหลือ 17 ปี  ซึ่งโครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท แต่บริษัทฯ จะร่วมลงทุนไม่เกิน 3 พันล้านบาท

ในขณะที่โครงการพร้อมก่อสร้างในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างพร้อมกับทดลองระบบเสร็จสิ้นเป็นเวลา 4 ปี และจะเริ่มซีโอดีได้ในปี 66 และคาดว่าบริษัทฯ จะสามารถรับรู้รายได้จากโครงการนี้ในช่วงเดือน ก.ค. 67

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงรักษากลยุทธ์การลงทุนเช่นเดิม คือการเน้นลงทุนในโครงการระยะยาว มากกว่าลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสั้นแต่เป็นเพียงช่วงฉาบฉวย ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยขยายส่วนแบ่งตลาดในระยะยาวให้กับบริษัทฯ ได้

สำหรับในปี 2562 ยังมั่นใจว่ายอดขายโซลาร์ฟาร์มในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงดีต่อเนื่อง ส่วนโซลาร์รูฟเชื่อว่าจะกลับมาทำรายได้ดีในช่วงครึ่งปีหลัง จึงยังคงตั้งเป้านรายได้ทั้งปีที่ 7 พันล้านบาท

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News