ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.34 บาท/ดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลงเล็กน้อย’ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.32 บาท/ดอลลาร์ ‘กรุงไทย’ ประเมินกรอบวันนี้ที่ 33.25-33.45 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 33.34 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย หรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 33.32 บาทต่อดอลลาร์
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ 33.00-33.65 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 33.25-33.45 บาทต่อดอลลาร์
นับตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางชัดเจนในกรอบ 33.30-33.39 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีจังหวะอ่อนค่าตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ประกอบกับราคาทองคำโลกที่ย่อตัวลง
อย่างไรก็ตาม เงินบาทมีจังหวะกลับมาแข็งค่าทดสอบโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นจากบริเวณเกือบ 158 เยนต่อดอลลาร์ มาใกล้ระดับ 156.60 เยนต่อดอลลาร์ หลังมีกระแสข่าวว่าทางการญี่ปุ่นเข้าสอบถามระดับอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Rate Check ซึ่งมักถูกจับตาในฐานะสัญญาณก่อนการเข้าแทรกแซงค่าเงิน
ช่วงเช้าของตลาดเอเชีย เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย ตามการรีบาวด์ของเงินดอลลาร์ ขณะที่ราคาทองคำย่อตัวลงอีกครั้ง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED และธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ต่างปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ตามที่ตลาดคาด ส่วนธนาคารกลางอังกฤษ หรือ BOE คงดอกเบี้ย แต่ยังส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ หากราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ประเมิน
สำหรับสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาคือการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-จีน หรือ Trump-Xi Summit รวมถึงรายงานดัชนี PMI ของประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนและทิศทางค่าเงิน
แนวโน้มค่าเงินบาท
Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทยังคงมีกำลัง และมีความเสี่ยงที่เงินบาทอาจอ่อนค่าทดสอบระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ในเชิงเทคนิคตามกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าในกรอบรายสัปดาห์ ตราบใดที่ยังไม่อ่อนค่าทะลุระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจน
ส่วนในกรอบรายวัน เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า จนกว่าจะสามารถกลับมาแข็งค่าหลุดระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินบาท ผ่านผลกระทบต่อราคาพลังงาน มุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก รวมถึงผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้เงินบาทยังมีความเสี่ยงแบบ Two-way risk หรือสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง
ในระยะสั้น เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าต่อ หากตลาดเพิ่มความคาดหวังว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนตุลาคม โดยล่าสุดตลาดให้น้ำหนักโอกาสดังกล่าวราว 55%
ดังนั้น พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของตลาด
ในทางกลับกัน หากตลาดเริ่มมีความหวังมากขึ้นต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจต้องติดตามพัฒนาการโดยรอบการประชุม Trump-Xi Summit อาจทำให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในเดือนตุลาคม กดดันเงินดอลลาร์ พร้อมหนุนราคาทองคำและเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นได้
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินแนวรับสำคัญของเงินบาทที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไปที่ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปที่ 33.85 บาทต่อดอลลาร์
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวโน้มผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวของญี่ปุ่นที่ปริมาณการซื้อขายอาจเบาบางลง
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับเงินเยนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยค่า Correlation ในช่วง 30 วันล่าสุดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 68% จากเพียง 16% ในช่วงต้นเดือนกันยายน ทำให้การเคลื่อนไหวของเงินเยนอาจส่งผลต่อเงินบาทมากขึ้นในระยะสั้น
สำหรับเงินดอลลาร์ ทิศทางยังขึ้นอยู่กับมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ซึ่งจะถูกกำหนดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED ขณะเดียวกัน ตลาดควรจับตาความผันผวนของเงินเยนญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดในช่วงวันหยุดยาวของญี่ปุ่น

