HomeMoney2knowราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นต่อ หลังสหรัฐฯ ขู่กดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นต่อ หลังสหรัฐฯ ขู่กดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

ราคาน้ำมันดิบ WTI และเบรนต์ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 หลังสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ขณะที่ตลาดยังจับตาความไม่แน่นอนของช่องแคบฮอร์มุซและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบต่างประเทศประจำวันที่ 21 ส.ค. 2569 มีการเปลี่ยนแปลงตามชนิดที่อ้างอิง ดังนี้

- Advertisement -

  • เวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 87.83 ดอลลาร์/บาร์เรล +2.00 ดอลลาร์
  • เบรนท์ (Brent) อยู่ที่ 93.78 ดอลลาร์/บาร์เรล +2.16 ดอลลาร์

หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์และเวสต์เทกซัสปรับตัวสูงขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเตรียมใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านในระดับที่รุนแรงที่สุด

ทรัมป์เตือนว่า ประเทศใดก็ตามที่ให้การสนับสนุน หรือเป็นช่องทางทางเศรษฐกิจแก่รัฐบาลอิหร่าน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้ยุติการลักลอบขนน้ำมัน การทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างธนาคาร การโอนเงินสด และการใช้บริษัทบังหน้า

ขณะเดียวกัน นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาสนับสนุนแนวทางดังกล่าว โดยระบุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน อาจทำให้สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ซื้อขายเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2569 อยู่ที่ 87.83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 93.78 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

นักวิเคราะห์จาก Ritterbusch and Associates ระบุว่า คำขู่ของสหรัฐฯ อาจยิ่งทำให้อิหร่านไม่ยอมละทิ้งเครื่องมือต่อรองสำคัญอย่างการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยมองว่าอิหร่านอาจไม่ลดท่าที เว้นแต่สหรัฐฯ จะเสนอข้อผ่อนปรน หรือยอมรับเงื่อนไขสำคัญบางประการ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายอย่างชัดเจน และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยยังไม่สามารถปรับลดลงใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงครามได้ในระยะใกล้

ด้านข้อมูลการเดินเรือล่าสุดระบุว่า ปริมาณการจราจรทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพุธ ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับวันก่อนหน้า และยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอย่างมาก

ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้น้ำมันทั่วโลก ทำให้ตลาดยังคงจับตาความเสี่ยงด้านอุปทานจากเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญแห่งนี้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวอาหรับ ประกาศระงับธุรกรรมทางการเงินและเศรษฐกิจทั้งหมดกับอิหร่านจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หลังถูกอิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่าง UAE และอิหร่าน และยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเสถียรภาพด้านพลังงานในภูมิภาค

ภาพรวมตลาดน้ำมันจึงยังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะมาตรการกดดันอิหร่านของสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนของช่องแคบฮอร์มุซ และความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับประเทศในอ่าวอาหรับ

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News