HomeMoney2knowเมื่อยักษ์ใหญ่ GM ทรุดตัดใจทิ้ง เชฟโรเลต ได้เวลา TESLA ผงาด??

เมื่อยักษ์ใหญ่ GM ทรุดตัดใจทิ้ง เชฟโรเลต ได้เวลา TESLA ผงาด??

เมื่อค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดมายาวนานอย่าง GM เริ่มอ่อนแรงลงและทิ้งแบรนด์ เชฟโรเลต  ประกอบกับการพุ่งขึ้นมาของค่ายรถยนต์ดาวรุ่งที่มีผู้สนับสนุนจำนวนมากอย่าง TESLA ก้าวขึ้นมาเป็นค่ายรถยนต์ที่มีมาร์เกตแคปอันดับสองของโลกแต่ราคาหุ้นที่พุ่งอย่างรวดเร็วเกินไปขณะที่ผลประกอบการเพิ่งจะมีกำไร ทำให้ TESLA ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าคู่ควรกับการเป็นเบอร์หนึ่ง

จากกรณีที่ เจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือ GM ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯได้ตัดสินใจยุติการจำหน่ายรถยนต์ เชฟโรเลต รวมถึงปิดโรงงานในประเทศไทย นำไปสู่การปลดพนักงานประมาณ 1,500 คนในประเทศไทย รวมถึงพนักงานอีก 828 คนในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

GM ยังประกาศชัดว่าได้ยอมแพ้กับการทำตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจะหันมามุ่งเน้นตลาดอเมริกา จีน อเมริกาใต้ และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดหลักของ GM มายาวนานมากขึ้น ก่อนหน้านี้สำนักข่าว AFP เคยรายงานในปี 2018 ว่า GM ได้ปลดพนักงาน 4,000 คน เพื่อปรับโครงสร้างภายในบริษัทฯ เพื่อลดต้นทุน 15% ในอเมริกาเหนือ

- Advertisement -

หากดูจากผลประกอบการของ GM ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯพบว่ามีแนวโน้มถดถอยมาอย่างต่อเนื่องแม้จะพลิกจากขาดทุนหนักในปี 2017 มาทำกำไรอีกครั้งในปี 2018 จากการปรับโครงสร้างธุรกิจ แต่กำไรสุทธิในปีล่าสุดคือ 2019 ลดลงจากปี 2018 จึงไม่น่าแปลกใจที่ GM จะยุติแบรนด์ เชฟโรเลต ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ใช้นอกทวีปอเมริกาเหนือ และหันมาโฟกัสกับตลาดที่ถนัด

ขณะที่ค่ายรถยนต์ซึ่งมาแรงในรอบหลายปีที่ผ่านมาอย่าง TESLA ของนาย Elon Musk แม้ว่าจะยังไม่เห็นตัวเลขสีเขียวหรือ “กำไรสุทธิ” บนงบการเงิน จนเกือบจะล้มละลายเมื่อหลายปีก่อน ล่าสุดปี 2019 ประกาศผลประกอบการออกมาก็ยังขาดทุนสุทธิ 862 ล้านเหรียญ

แต่หากวิเคราะห์โดยละเอียดจะเห็นว่าตัวเลขขาดทุนของ TESLA เริ่มจะ “ลดลง” อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2019 เริ่มเห็นกำไรแล้วตั้งแต่ไตรมาสสามเป็นต้นมา ทำให้ราคาหุ้น TESLA วิ่งแตะ 400 เหรียญต่อหุ้นในช่วงก่อนสิ้นปี 2019 และตั้งแต่ต้นปี 2020 เป็นต้นมา ราคาหุ้นวิ่งกว่า 100% แตะระดับ 800 เหรียญในปัจจุบันในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนครึ่งเท่านั้น

ทำให้ TESLA กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่รายแรกของสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าตลาดถึง 1 แสนล้านเหรียญและมีมูลค่ามากกว่า GM และ FORD ค่ายรถยนต์เก่าแก่ของสหรัฐฯรวมกันเสียอีก และยังแซงหน้า Volksvagen ขึ้นเป็นค่ายรถยนต์ที่มีมาร์เกตแคปอันดับที่สองของโลกเป็นรองเพียงแค่ TOYOTA เท่านั้น

TESLA รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2019 มีรายได้ 7,384 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 386 ล้านดอลลาร์ บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเพิ่มขึ้น 930 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสที่ผ่านมา ทำให้มีเงินสดในมือ 6,268 ล้านดอลลาร์

ไตรมาสที่ผ่านมา TESLA ส่งมอบรถยนต์รวม 112,09 คัน เป็น Model 3 92,620 คัน ส่วนด้านการผลิตนั้น รถยนต์ SUV รุ่นใหม่ Model Y เริ่มการผลิตในเดือนมกราคม 2020 ที่โรงงานใน Fremont ซึ่งเร็วกว่าแผนงานเดิม ส่วนโรงงานเซี่ยงไฮ้จะเริ่มผลิตในปี 2021

TESLA ประเมินว่าในปี 2020 นี้จะสามารถส่งมอบรถยนต์ได้เกิน 5 แสนคัน ส่วนธุรกิจโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ จะส่งมอบเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 50% จากปี 2019 ขณะที่ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในจีนและยุโรป รวมถึงการผลิตที่โรงงาน Gigafactory 3 เป็นไปได้ด้วยดี

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ TESLA พุ่งทะยานคือการที่รัฐบาลจีนมีนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่และมีการปล่อยเงินกู้ให้ลงทุนโรงงานเพิ่มเติม ประกอบกับการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ที่มีความหวือหวาอย่าง Cyber Truck ทำให้ TESLA อยู่ในความสนใจของมวลชนมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตามราคาหุ้นที่พุ่งแรงเกินไปจนไม่สามารถคำนวนค่า P/E ได้เป็นคำถามสำคัญว่าราคาหุ้นเป็น “ฟองสบู่” หรือไม่ รวมถึงภารกิจสำคัญที่ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการสร้างรายได้รวมและกำไรสุทธิแซงหน้าผู้นำเก่าให้ได้ ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งค่ายรถยนต์ของสหรัฐฯและของโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

อย่างไรก็ตาม แม้จะยุติการทำแบรนด์ เชฟโรเลต นอกทวีปอเมริกา แต่ GM ได้เตรียมเดินหน้าลงทุนในธุรกิจ “รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า” และ “รถยนต์ SUV ไร้คนขับ” ภายใต้มูลค่าเงินลงทุนกว่า 3 พันล้านเหรียญฯ คาดว่าในเบื้องต้นจะเริ่มผลิตในเชิงพาณิชย์ ภายในปลายปี 2021การผลิตครั้งนี้ จะช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้คนได้กว่า 2,200 ตำแหน่ง

สำหรับเงินลงทุนกว่า 3 พันล้านเหรียญฯ นั้นจะแบ่งเป็นสองส่วน คือ

ในส่วนแรกจะนำไปใช้ลงทุนสร้าง “โรงงานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ที่รัฐมิชิแกน มูลค่าราว 2.2 พันล้านเหรียญฯ ส่วนเงินลงทุนที่เหลืออีกประมาณ 8 ร้อยล้านเหรียญฯ จะนำไปลงทุนใน “โครงการอื่นๆ” ซึ่งคาดว่าจะเป็น “รถยนต์ SUV ไร้คนขับ” และอุปกรณ์ต่างๆ

ต้องติดตามว่าอดีตยักษ์ใหญ่อย่าง GM จะกลับมาทวงบัลลังก์คืนได้หรือไม่แม้จะเข้าสู่สนามรถยนต์ไฟฟ้าช้าไปพอสมควร

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง :เปิดปูม!! จีเอ็ม-เชฟโรเลต ก่อนยกธงขาวเลิกขายในไทย-ภูมิภาคอาเซียน

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News