Home Money2know เศรษฐกิจหลังโควิด-19 และโอกาสในการลงทุนที่แอบแฝง

เศรษฐกิจหลังโควิด-19 และโอกาสในการลงทุนที่แอบแฝง

แฟรงคลิน เทมเพิลตัน องค์กรการจัดการการลงทุนระดับโลก ได้ออกบทวิเคราะห์ แนวโน้มการลงทุน ปี 2564 ชี้ว่า แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงแต่ในวิกฤตก็ยังมีโอกาส หากนักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือให้ดี โดยทั่วโลกได้ผ่านพ้นความรุนแรงทางเศรษฐกิจของปีที่แล้วมาได้ เชื่อว่าหลังจากนี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคหลังโควิด แต่ก็ยังมีความเสี่ยงระยะสั้นแอบแฝงอยู่

ไมเคิล ฮาเซนสเตบ รองประธานบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน เทมเพิลตัน โกลบอล แม็คโคร (Templeton Global Macro) ได้วิเคราะห์ภาพรวมของเศรษฐกิจในปี 2564 ว่า คงไม่มีอะไรเลวร้ายเท่ากับปี 2563 อีกต่อไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี และเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลก

ทางด้านของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าเมื่อสิ้นปี 2563 เศรษฐกิจโลกจะหดตัว 4.4% แต่ในปี 2564 นี้น่าจะขยายตัวกลับมาถึง 5.2% ดีขึ้นจากระดับต่ำสุดของปีที่แล้ว โดยความหวังคือการที่วัคซีนถูกส่งออกไปทดลองในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และเชื่อว่าครึ่งปีหลังของปี 2564 จะลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และก้าวสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้น

- Advertisement -

อย่างไรก็ตาม ช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 นั้น ยังต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว และรัฐบาลของทั่วโลก ก็ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนทำให้ธุรกิจและประชาชนยังคงเกิดความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น และยังคงต้องรอเวลาในการสร้างโอกาสใหม่ที่สำคัญคือยังต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายทางธุรกิจที่หยุดชะงัก ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจในระยะยาว ซึ่งสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ยังคงดิ่งลงไปอีก และน่าจะฟื้นกลับมาช่วงไตรมาสที่ 2 หรือ 3 ของปี

ทางด้านของนักลงทุน หากคาดการณ์ในเชิงบวกของสภาพเศรษฐกิจครึ่งปีหลังนั้น ต้องเรียกว่าควรวางแผนให้สมดุลกับการระวังความเสี่ยงระยะใกล้ เพราะการแพร่ระบาดยังคงส่งผลต่อความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยผลกระทบในวงกว้างจะเกิดจากภาวะเงินเฟ้อลดลง มีแนวโน้มที่จะคงอยู่จนกว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะฟื้นกลับมาเคลื่อนไหวได้

ทั้งนี้ การลงทุนระยะยาวก็เริ่มปรากฏมากขึ้น คาดว่าจะมาจากช่วงเวลาที่เหลื่อมกันสำหรับการลงทุนบางประเภท รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจมหภาคพื้นฐานและมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสในบางประเทศ

แม้ว่าแผนการดำเนินงานทิศทางเศรษฐกิจที่นอกเหนือจากแรงกระตุ้นของปี 2564 จะมีความสำคัญอย่างมาก แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการฟื้นตัวต่อเนื่องไปถึงปี 2565 การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของโลก (GDP) จะอยู่ในระดับปานกลางโดยจะเติบโต 3.8% ในช่วงปี 2565-2568 ตามการคาดการณ์ของ IMF ประเทศที่พัฒนาแล้วเศรษฐกิจจะเติบโตเฉลี่ย 2.2% ส่วนตลาดเกิดใหม่หรือประเทศกำลังพัฒนาจะเติบโตเฉลี่ย 4.9% ท้ายสุดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะลดน้อยลง เนื่องจากรัฐบาลที่มีภาระหนี้ระดับสูงก่อนการระบาดจะมีงบทางการเงินที่จำกัดและขาดดุลทางการคลังสูงขึ้น

ทางด้านของอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (Debt-to-GDP) เพิ่มขึ้นสูงในทุกประเทศ นโยบายกระตุ้นที่แหวกแนว เช่นทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ (Modern Monetary Theory) และการพิมพ์เงินเพื่อชำระหนี้ (Debt Monetization) มีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจในแง่การเมืองมากขึ้นในปีต่อ ๆ ไป

ขณะเดียวกันจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากรัฐบาลที่ไม่มีวินัยทางการเงิน ในมุมมองของเราทั้งในประเทศและทางภูมิศาสตร์การเมืองอีก 10 ปีข้างหน้าปัจจัยด้านประสิทธิภาพในการบริหารงานรัฐจะถูกเพ่งเล็งมากขึ้น

นอกจากนี้ แนวโน้มการทวนกระแสโลกาภิวัตน์หรือ (Deglobalization) ที่มีอยู่ก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 จะถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้นเนื่องจากหลายประเทศหันกลับมาให้ความสำคัญกับความกังวลภายในประเทศมากขึ้น

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศกำลังลดถอยลงท่ามกลางระบบเศรษฐกิจหลัก ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนเชิงโครงสร้างไปสู่การผลิตภายในประเทศและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคจะมีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินไปอีกหลายปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงระยะสั้นที่ยังคงมีอยู่ไม่น้อย การล็อกดาวน์และมาตรการข้อจำกัดในระดับภูมิภาค ข้อจำกัดในการเดินทางหรือเคลื่อนย้ายยังคงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความเสี่ยงและยับยั้งการแพร่ระบาด แต่สินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและปลอดภัยจะมีความสำคัญในช่วงเดือนที่การแพร่ระบาดยังรุนแรง แต่ในท้ายที่สุดสินทรัพย์นี้ก็จะมีความสำคัญลดลงเมื่อวัคซีนสามารถเข้ามาควบคุมการแพร่ระบาดได้

ดังนั้น นักลงทุนยังมีโอกาสในตลาดสกุลเงินท้องถิ่นบางสกุลขณะเดียวกันก็ต้องมองสถานการณ์เป็นบวกจากศักยภาพทางการแพทย์ในการยับยั้งและบรรเท่าการแพร่ระบาด

แม้ว่าการลงทุนทั้งหมดยังมีความเสี่ยงในด้านของการสูญเสียเงินต้น ราคาพันธบัตรจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ย เมื่อราคาของพันธบัตรในพอร์ตการลงทุนปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ย มูลค่าของพอร์ตการลงทุนอาจลดลง จึงต้องสนใจเป็นพิเศษในด้านของความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการเมืองในแต่ละประเทศ แนวทางการซื้อขาย ความพร้อมของข้อมูล ความผันผวนและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงความเสี่ยงจากหน่วยงานรัฐที่ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยและชำระคืนเงินต้นสำหรับหนี้สาธารณะได้

ดังนั้น การลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่อยู่ภายใต้ความเสี่ยงทั้งหมดของการลงทุนในต่างประเทศ และจะยิ่งเสี่ยงมากขึ้น หากประเทศนั้นขาดความมั่นคงทางกฏหมาย การเมือง ธุรกิจและสังคมที่ถูกตีกรอบไว้เพื่อสนับสนุนตลาดหลักทรัพย์

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News