HomeMoney2knowหากกองทุน LTF กลับมาจริง ๆ จะช่วย SET Index ได้หรือไม่

หากกองทุน LTF กลับมาจริง ๆ จะช่วย SET Index ได้หรือไม่

โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

หลังจากที่นาย พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ เข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลวันแรกและได้มีการเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า การนำกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กลับมานั้น เป็นหนึ่งแผนที่ต้องการทำเพื่อกระตุ้นตลาดหุ้นไทยให้กลับมาคึกคัก โดยถึงแม้ว่าการนำ LTF กลับมาจะต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนทั้งการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีและการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่อาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษี และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจจะสนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 จนถึงช่วงเริ่มต้นของปี 2024 กลับมามีความหวังอีกครั้ง

โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2020 กองทุนที่นักลงทุนสามารถใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้เปลี่ยนจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ Long Term Equity Fund (LTF) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นไทย  มาเป็นกองทุนรวมเพื่อการออม หรือ Super Saving Funds (SSF) ที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ได้ ทำให้หลายคนให้เหตุผลในการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาว่าเป็นเพราะไม่มีเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันที่นักลงทุนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในกองทุน LTF เข้ามาซื้อหุ้นไทยเหมือนที่ผ่านมา โดยในอดีตกองทุน LTF จะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าหุ้นไทยประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี

จากสถิติในอดีตพบว่าผลตอบแทนของ SET Index ในช่วงที่ยังมีกองทุน LTF นั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 193.8% ในช่วงระหว่างเดือน สิงหาคมปี 2004 ถึง 31 ธันวาคมปี 2019 โดยการลงทุนใน LTF มีเงื่อนไขการถือครอง 5 ปีปฏิทิน ในช่วงระหว่างปี 2004 -2015 SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 139.5% และในช่วงระหว่างปี 2016-2019 ที่ LTF มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 7 ปีปฏิทิน SET Index ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ราว 22.7%

- Advertisement -

สำหรับกองทุนที่มาทดแทน LTF คือกองทุน SSF นั้นมี 2 ประเภทคือกองทุน SSF ธรรมดาที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ได้ซึ่งลงทุนได้ตั้งแต่ปี 2020 – 2024 และกองทุน SSFX ที่เป็นกองทุนพิเศษที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยพยุงหุ้นไทยในช่วงที่ปรับตัวลดลงมาแรงจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยสามารถลงทุนได้แค่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 คือระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2020 และทุกกองทุนต้องมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นไทยเท่านั้น ซึ่งผลตอบแทนของ SET Index ในช่วงที่มีกองทุน SSF และ SSFX จนถึงปัจจุบัน (10 พฤษภาคม 2024) SET Index ก็สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ราว 20% แต่ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะดัชนี SET Index ในช่วงเริ่มต้นเดือนเมษายนนั้นอยู่ที่ระดับราว 1,105 จุดเท่านั้น เนื่องจากตลาดยังคงได้รับผลกระทบจากช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของ COVID-19

ด้านเม็ดเงินลงทุนที่มาจากกองทุน SSF นั้นพบว่ากองทุน SSFX มีเม็ดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 8,885 ล้านบาท โดยเงื่อนไขการลงทุนคือสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท โดยไม่ต้องนำไปรวมกับกองทุน RMF กองทุน SSF แบบธรรมดาและกองทุนเพื่อการเกษียณอื่น ๆ ส่วนกองทุน SSF แบบธรรมดาที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นไทยนั้น มีขนาดทรัพย์สินสุทธิรวมทั้งหมด ณ สิ้นเดือนเมษายน ปี 2024 ราว 59,000 ล้านบาท แต่หากนับกองทุน SSF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยเท่านั้นมีทรัพย์สินสุทธิรวมที่ราว 17,700 ล้านบาท

สำหรับกองทุนที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีล่าสุดคือกองทุน Thailand ESG Fund ซึ่งเปิดให้ลงทุนได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2023 เป็นต้นมาและมีเงื่อนไขให้ทุกกองทุนลงทุนในสินทรัพย์ในประเทศไทยเท่านั้น และยังต้องเป็นการลงทุนในบริษัทในกลุ่ม ESG มีทรัพย์สินสุทธิรวม 6,800 ล้านบาท และหากนับสินทรัพย์เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นแต่เพียงอย่างเดียวมีทรัพย์สินสุทธิรวมอยู่ที่ราว 5,000 ล้านบาท

หากดูจากเม็ดเงินที่อยู่ในกองทุนลดหย่อนภาษีแต่ละประเภทก็พอที่จะเห็นได้ว่ายังไม่มีกองทุนไหนที่ได้รับความนิยมเท่ากับกองทุน LTF ในอดีต โดย ณ สิ้นเดือนเมษายน 2024 ทรัพย์สินสุทธิรวมของกองทุน LTF ยังมีเหลืออยู่สูงถึงราว 247,000 ล้านบาท ซึ่งหากกองทุน LTF สามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้จริง ๆ โดยที่เงื่อนไขการลงทุนทั้งจำนวนเงินและระยะเวลาที่ถือครองไม่ต่างไปจากเดิมมากนัก (สูงสุด 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีแต่ไม่เกิน 500,000 บาท ถือครอง 7 ปีปฏิทิน) ก็น่าจะมีนักลงทุนที่รอลงทุนใน LTF ทั้งนักลงทุนใหม่ที่ต้องการลดหย่อนภาษีหรือนักลงทุนที่ถือครอง LTF เดิมที่ต้องการซื้อเพื่อถัวเฉลี่ยกองทุนเดิม และจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนที่เพิ่มโอกาสให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักเหมือนในอดีตได้อีกครั้ง

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News