HomeMoney2knowเงินบาท(15 พ.ย.) เปิดแข็งค่า 35.71 บาท ระวังผันผวน ต่างชาติอาจมีแรงขายทำกำไร

เงินบาท(15 พ.ย.) เปิดแข็งค่า 35.71 บาท ระวังผันผวน ต่างชาติอาจมีแรงขายทำกำไร

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 15 พ.ย.65 ที่ระดับ 35.71 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 35.94 บาทต่อดอลลาร์ โดยมองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.60-35.85 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ผู้เล่นในตลาดการเงินสหรัฐฯ เริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้นและเลือกที่จะทยอยลดความเสี่ยงลง กดดันให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่างปรับตัวลดลง นำโดย ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.12% ส่วนดัชนี S&P 500 ปิดตลาด -0.89% โดยแรงเทขายหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นหลังจากที่ Christopher Waller ซึ่งเป็นหนึ่งใน FOMC Voting member ออกมาให้ความเห็นสนับสนุนการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แม้ว่าข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดจะชะลอตัวลงมากกว่าคาดก็ตาม แต่เฟดก็ยังไม่บรรลุภารกิจควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งมุมมองดังกล่าวของเจ้าหน้าที่เฟด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องของเฟดอีกครั้ง

- Advertisement -

ทางด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป สามารถปรับตัวขึ้น +0.14% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งยุโรปที่ยังคงออกมาดีกว่าคาด รวมถึง ผู้เล่นในตลาดก็เริ่มคลายกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอยในระยะสั้น หลังจากที่ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของยูโรโซนในเดือนกันยายน เร่งตัวขึ้น +0.9%m/m ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก อนึ่ง การย่อตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้กดดันตลาดหุ้นยุโรปในช่วงท้ายของการซื้อ ขาย ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นไปได้ไม่มาก

ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ แม้ว่าผู้เล่นในตลาดจะเริ่มกลับมากังวลแนวโน้มเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทว่า การย่อตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้ผู้เล่นบางส่วนยังคงต้องการถือบอนด์ระยะยาวเพื่อป้องกันความเสี่ยงอยู่ ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลงเล็กน้อย สู่ระดับ 3.86% อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเดิมว่า แม้ว่าเฟดอาจจะชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ยได้ตามคาด แต่ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดได้สะท้อนความไม่แน่นอนของจุดสูงสุดดอกเบี้ยนโยบายเฟด (Terminal Rate) ซึ่งอาจส่งผลให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวยังเคลื่อนไหวผันผวนและมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้ ซึ่งเรามองว่าควรหาจังหวะที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นในการทยอยซื้อ มากกว่าจะไล่ราคาซื้อบอนด์ระยะยาวในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ลดลง

ในฝั่งตลาดค่าเงิน บรรยากาศในตลาดการเงินที่เริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ได้ส่งผลให้ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 106.9 จุด อย่างไรก็ดี ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค.) ยังคงสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ สู่ระดับ 1,773 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ซึ่งส่วนหนึ่งก็ถูกหนุนด้วยความต้องการซื้อทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ทว่า ราคาทองคำยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทั้งนี้ เราคาดว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ แต่ยังไม่สามารถผ่านโซนแนวต้านได้ อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรออกมา และน่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็ว (เงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาทองคำสูงถึง 85%)

สำหรับวันนี้ ในฝั่งสหรัฐฯ แม้ว่ารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีไม่มากนัก ทำให้ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด (ส่วนใหญ่เป็น FOMC Voting Members)

ส่วนในฝั่งยุโรป ตลาดประเมินว่า บรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบันอาจมีมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจเยอรมนีน้อยลง หลังวิกฤตพลังงานอาจไม่ได้น่ากังวลมากอย่างที่เคยประเมินกันก่อนหน้า ตามสภาวะอากาศในช่วงฤดูหนาวที่มีแนวโน้มอุ่นกว่าปกติ ซึ่งมุมมองดังกล่าวจะสะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี (ZEW Economic Sentiment) เดือนพฤศจิกายน ที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -52 จุด (ดัชนีติดลบ หมายถึง มุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ)

ฝั่งเอเชีย ไฮไลท์สำคัญที่ควรติดตามและระมัดระวัง คือ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของจีน โดย ตลาดประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจจีนในเดือนตุลาคมยังคงซบเซาอยู่ ตามผลกระทบของมาตรการ Zero COVID โดยยอดค้าปลีกจะโตเพียง +0.7%y/y ส่วนยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ก็อาจเพิ่มขึ้น +5.2% สอดคล้องกับ การปรับตัวลงต่อเนื่องของดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมของจีนในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาท มองว่า แม้ว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องมากกว่าที่เราประเมินไว้ แต่บรรยากาศในตลาดการเงินที่เริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น อาจกดดันให้ นักลงทุนต่างชาติทยอยขายทำกำไรหุ้นและบอนด์ไทยได้บ้าง นอกจากนี้ ควรระมัดระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีนออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก ซึ่งอาจกดดันให้ ค่าเงินหยวน (CNY) ของจีนพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้บ้าง หลังจากที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากความหวังการผ่อนคลายมาตรการ Zero COVID ของทางการจีน โดยในกรณีที่เงินหยวนพลิกอ่อนค่าลงก็มีโอกาสที่จะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง (เงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินหยวนจีนในช่วงนี้ราว 71%)

ทั้งนี้ มองว่า หากเงินบาทอ่อนค่าลงได้ ก็อาจจะไม่ได้อ่อนค่ารุนแรงมากนัก เนื่องจากโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำ ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนเงินบาทฝั่งแข็งค่า ทำให้ เราประเมินว่า แนวต้านของเงินบาทจะอยู่ในโซน 36.00-36.20 บาทต่อดอลลาร์ ในขณะที่ แนวรับยังคงเป็นโซน 35.50-35.60 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่าบรรดาผู้นำเข้าส่วนใหญ่ต่างรอทยอยซื้อเงินดอลลาร์และสกุลเงินต่างประเทศในโซนดังกล่าว

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News