บล.กสิกรไทยคาด SET วันนี้ในกรอบ 1,580-1,600 จุด หุ้นชิปกดดันระยะสั้น ผสานการลดเสี่ยงก่อนประชุม Fed แนะซื้อเมื่ออ่อนตัวเน้นหุ้นคาดกำไรดี ปันผลสูง แนะนำ KKP, MAJOR
SET Index วานนี้ปิดที่ 1,591.07 จุด ลดลง 13.45 จุด หรือ -0.84% ถูกกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่หุ้นธนาคารยังมีแรงซื้อเข้ามาช่วยพยุงตลาด โดยนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิเล็กน้อย 48 ล้านบาท
สำหรับวันนี้ ประเมิน SET Index มีแนวโน้มย่อตัวในกรอบ 1,580-1,600 จุด โดยแรงกดดันระยะสั้นมาจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มชิปทั่วโลก หลังตลาดกังวลต่อทิศทางการพัฒนา AI ขั้นสูง และแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยงจาก AI มากขึ้น
วานนี้ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วงลง 5.8% ขณะที่ Nasdaq ลดลง 0.5% สร้างแรงกดดันต่อ Sentiment หุ้นเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดเอเชีย รวมถึงหุ้นไทยที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูงทำให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้
Dollar Index แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 99.5 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับเข้าใกล้ระดับ 5% ทำให้ตลาดการเงินยังอยู่ในโหมดระมัดระวัง และเพิ่มแรงกดดันต่อ Valuation ของสินทรัพย์เสี่ยง
ส่วนปัจจัยในประเทศ ยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นแรงกดดันเล็กน้อย แต่มีมาตรการกระตุ้นการบริโภคและภาคท่องเที่ยวเข้ามาช่วยจำกัด Downside ของตลาด
กลยุทธ์การลงทุนยังเน้น “รอซื้อเมื่ออ่อนตัว” โดยเลือกหุ้นที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตดี และมีอัตราเงินปันผลน่าสนใจ
หุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่ KKP และ MAJOR
ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน
กบน. มีมติปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 0.85 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับสูงราว 770 ล้านบาทต่อวัน ท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อุปทานตึงตัว และค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง
ส่งผลให้ราคาดีเซลปรับขึ้นเป็น 40.69 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 39.94 บาทต่อลิตร
ประเมินเป็นลบต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง ค้าปลีก และธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานสูง จากแรงกดดันด้านต้นทุน ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นมีโอกาสได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในระดับสูง
ด้านการท่องเที่ยว ททท. เดินหน้าโครงการ “Nihao Month 2026” เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนในช่วง Golden Week และต่อเนื่องถึงช่วง Low Season
คาดว่าระหว่างวันที่ 25 กันยายน-7 ตุลาคม 2569 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยราว 250,000 คน เพิ่มขึ้น 24% YoY และสร้างรายได้ประมาณ 11,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% YoY
ขณะที่ยอดจองล่วงหน้าสำหรับเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 16% และการค้นหาเที่ยวบินเข้าไทยเพิ่มขึ้น 24% สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยวจีน
ประเมินเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม สนามบิน ค้าปลีก และสายการบิน เช่น AOT, CENTEL, ERW และ AWC จากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ด้านการเมือง กกต. มีมติเสียงข้างมากให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้อง 77 รายในคดีการเลือก สว. แบ่งเป็น สว. ปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่าคดีเข้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมายที่เข้มข้นขึ้น และอาจเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน Sentiment ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น
ขณะที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอรายละเอียดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าสู่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพต่อเนื่องหลังมาตรการเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569
เบื้องต้นคาดใช้งบประมาณราว 4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และอาจมีการโยกงบจากส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงานมาสมทบ เพื่อขยายระยะเวลาของมาตรการ ท่ามกลางราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง
ประเมินเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มบริโภค ค้าปลีก อาหาร และไฟแนนซ์ จากโอกาสที่กำลังซื้อภายในประเทศจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ
หุ้นแนะนำวันนี้
KKP
ราคาพื้นฐาน 150.00 บาท
KKP มีโอกาสเติบโตจากการปรับโครงสร้างธุรกิจไปสู่แพลตฟอร์มการเงินที่มีความหลากหลายและใช้เงินทุนน้อยลง โดยธุรกิจ Wealth, Dime! และตลาดทุนจะช่วยเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย หรือ Non-NII และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน
ธุรกิจ Wealth มีแนวโน้มเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมประจำมากขึ้น ขณะที่ Dime! เริ่มเข้าสู่ช่วงสร้างรายได้ พร้อมโอกาสในการ Cross-selling ผลิตภัณฑ์ภายใน Ecosystem ของ KKP
คาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับ Credit Cost ที่กลับเข้าสู่ระดับปกติ จะช่วยหนุน ROE ขึ้นแตะ 13.3% ในปี 2571
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 150 บาท จากโอกาส PBV Re-rating พร้อม Dividend Yield ราว 6-7%
MAJOR
ราคาพื้นฐาน 9.20 บาท
รายได้จาก Box Office ของภาพยนตร์ 5 อันดับแรกในช่วงไตรมาส 3/2569 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 751 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% YoY และ 253% QoQ ได้แรงหนุนจากทั้งภาพยนตร์ฮอลลีวูดและภาพยนตร์ไทย
คาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะฟื้นตัวแข็งแกร่ง จากราคาตั๋วเฉลี่ย หรือ ATP ที่เพิ่มขึ้น รายได้อาหารและเครื่องดื่มที่ดีขึ้น รวมถึงรายได้โฆษณาที่ฟื้นตัว
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 9.20 บาท โดยหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2569 ราว 9.2 เท่า เทียบกับประมาณการการเติบโตเฉลี่ยของ Core EPS ปี 2569-2571 ที่ 11.9%
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
วันอังคาร ติดตามการประชุม ครม. ขณะที่ฝั่งจีนจับตายอดค้าปลีกเดือนสิงหาคม คาดเพิ่มขึ้น 0.8% YoY จาก 0.6% ในเดือนกรกฎาคม และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคม คาดเพิ่มขึ้น 4.8% YoY จาก 4.5% ในเดือนก่อน
วันพุธ ติดตามการประชุม Fed ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของสัปดาห์ รวมถึงยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม คาดเพิ่มขึ้น 0.9% MoM จากเดือนก่อนที่ลดลง 0.6% พร้อมติดตามสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซนเดือนกรกฎาคม คาดลดลง 0.8% YoY
วันพฤหัสบดี ติดตามการประชุม BoE ซึ่งตลาดคาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 3.75% รวมถึงยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ยอดเริ่มสร้างบ้านเดือนสิงหาคม คาดเพิ่มขึ้น 6.9% MoM ใบอนุญาตก่อสร้างคาดลดลง 0.9% MoM และ CPI กับ Core CPI ของยูโรโซนเดือนสิงหาคม
วันศุกร์ ติดตาม FTSE Rebalancing การประชุม BoJ ซึ่งตลาดคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม คาดเพิ่มขึ้น 0.3% MoM

