HomeMoney2knowเงินบาท (12 ก.ย.) เปิด 36.42 บาทต่อดอลลาร์ ได้แรงหนุนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ

เงินบาท (12 ก.ย.) เปิด 36.42 บาทต่อดอลลาร์ ได้แรงหนุนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(12 ก.ย.) ที่ระดับ 36.42 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 36.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยมองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 36.00-36.60 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.30-36.50 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้สัปดาห์ที่ผ่านมา แนวโน้มการเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลัก ยังคงส่งผลให้ตลาดการเงินอยู่ในภาวะผันผวนสูงต่อเนื่อง ในสัปดาห์นี้ มองว่า ตลาดจะรอจับตารายงานเงินเฟ้อทั่วไป CPI สหรัฐฯ และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะกลาง เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟด

โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้

- Advertisement -

ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญของผู้เล่นในตลาด คือ รายงานเงินเฟ้อทั่วไป CPI เดือนสิงหาคม โดยตลาดคาดว่า การปรับตัวลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเดือนสิงหาคม จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจชะลอลงสู่ระดับ 8.1% จาก 8.5% ในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI อาจปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 6.1% ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของค่าเช่า รวมถึงราคาค่าบริการต่างๆ ตามพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ใช้จ่ายในภาคบริการมากขึ้นและมากกว่าการซื้อสินค้า อนึ่งเราคาดว่า แม้เงินเฟ้อทั่วไปจะชะลอลง แต่โดยรวมอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังปรับตัวสูงขึ้นและยังได้แรงหนุนจากภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งและตึงตัวอยู่ ทำให้ มองว่า เฟดอาจเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย +0.75% ได้ในการประชุมเดือนกันยายน ก่อนที่เฟดอาจจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยได้ หากเงินเฟ้อส่งสัญญาณชะลอลงและเศรษฐกิจโดยรวมชะลอลงมากขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดจะรอติดตามรายงานเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง (5yr Inflation Expectations) ที่จะเปิดเผยพร้อมรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัย Michigan (UofM Consumer Sentiment) ซึ่งหากเงินเฟ้อคาดการณ์ไม่ได้เร่งขึ้นทะลุระดับ 2.9% ไปมาก เฟดก็อาจไม่ได้จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงมากขึ้น หรือ ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ต่อเนื่องในทุกการประชุมที่เหลือ ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ได้แย่มากนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป โดยตลาดมองว่า ยอดค้าปลีกพื้นฐาน (Core Retail Sales) ซึ่งหักยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร อาจขยายตัวกว่า +0.8%m/m ในเดือนสิงหาคม สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นในเดือนสิงหาคม

ฝั่งยุโรป – ตลาดประเมินว่า ความกังวลวิกฤตพลังงานของยุโรป และแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงหนักและเข้าสู่ภาวะถดถอยนั้น อาจยิ่งกดดันให้ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี (ZEW Survey) ในเดือนกันยายน อาจปรับตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ -60 จุด ทั้งนี้ ดัชนี ZEW นั้นสะท้อนความเห็นของผู้เล่นในตลาดการเงิน อาทิ นักลงทุนสถาบันและนักวิเคราะห์ ทำให้แนวโน้มของดัชนี ZEW อาจสอดคล้องกับทิศทางของตลาดการเงินยุโรป โดยเฉพาะตลาดหุ้น มากกว่าทิศทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

ส่วนในฝั่งอังกฤษ ตลาดคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป CPI ในเดือนสิงหาคมจะเร่งขึ้นแตะระดับ 10.2% และอาจยิ่งหนุนให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เดินหน้าเร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย +0.50% ในการประชุมเดือนกันยายน เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ แม้ว่าการเร่งขึ้นดอกเบี้ยจะเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ ปัญหาเงินเฟ้อสูงที่ส่งผลให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและกดดันให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอังกฤษดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1980 จะกดดันให้ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนสิงหาคม หดตัวกว่า -0.5%m/m

ฝั่งเอเชีย – ตลาดมองว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีนในเดือนสิงหาคมจะยังคงสะท้อนภาพการชะลอตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีน ท่ามกลางแรงกดดันจากผลกระทบของการใช้มาตรการ Zero COVID รวมถึงผลกระทบของภาวะภัยแล้งที่ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนพลังงานขึ้น โดยตลาดมองว่า ยอดค้าปลีก (Retail Sales) จะโตเพียง 3.2%y/y ส่วนยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) จะขยายตัว 3.5%y/y ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า เช่นเดียวกับยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) ก็จะโตชะลอลงเหลือ +5.5%y/y, YTD ทั้งนี้ ตลาดประเมินว่า แม้ภาพเศรษฐกิจจีนอาจชะลอลงในเดือนสิงหาคม แต่ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะยังไม่เร่งรีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่าง MLF-1yr เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินหยวน (CNY) ในช่วงที่เฟดอาจเร่งขึ้นดอกเบี้ยกว่า +0.75% ในเดือนกันยายน

ฝั่งไทย – คาดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนสิงหาคม อาจปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 43 จุด ได้ หลังเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งการจ้างก็ปรับตัวดีขึ้น หนุนโดยความต้องการแรงงานของภาคการบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ผู้บริโภคอาจกังวลปัญหาค่าครองชีพลดลงบ้าง หลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท ประเมินว่า เงินบาทจะเคลื่อนไหวผันผวนตามทิศทางเงินดอลลาร์ ทว่า เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนจากฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยเริ่มเห็นการกลับเข้ามาซื้อหุ้นและบอนด์ในท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมา อีกทั้ง หากราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นได้ โฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำก็อาจช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้บ้าง

ทั้งนี้ คงมุมมองเดิมว่า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้หรือแกว่งตัว Sideways ในระยะสั้น หลังสัญญาณเชิงเทคนิคัล “Bearish Divergence” ของ RSI มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในกราฟค่าเงินบาทหลายกรอบเวลา (Time Frame) ทั้งกราฟเงินบาท รายวัน (Daily) รายสัปดาห์ (Weekly) และรายเดือน (Monthly)

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น มองว่า ตลาดได้รับรู้แนวโน้มการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไปมากแล้ว (ตลาดมองโอกาสเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย +0.75% ในเดือนกันยายน สูงกว่า 90% จาก CME FedWatch Tool) ทำให้เงินดอลลาร์อาจผันผวนตามภาวะตลาดการเงิน โดยเงินดอลลาร์อาจยังได้แรงหนุน หากตลาดปิดรับความเสี่ยงจากความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัวหนักหรือความกังวลวิกฤตพลังงานยุโรป ทว่าหากตลาดเปิดรับความเสี่ยงหรือเริ่มมองว่า เฟดจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงต่อ ก็อาจกดดันเงินดอลลาร์ได้ อย่างไรก็ดี ควรระวังความผันผวนเงินดอลลาร์ในช่วงที่ตลาดทยอยรับรู้รายงานเงินเฟ้อสหรัฐฯ

“ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน”

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News