ราคาน้ำมันดิบ WTI และเบรนต์พุ่งแรง หลังความเสี่ยงการขนส่งในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น ขณะที่ OPEC ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลก
ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบต่างประเทศประจำวันที่ 11 ก.ย. 2569 มีการเปลี่ยนแปลงตามชนิดที่อ้างอิง ดังนี้
- เวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 102.48 ดอลลาร์/บาร์เรล +6.43 ดอลลาร์
- เบรนท์ (Brent) อยู่ที่ 107.63 ดอลลาร์/บาร์เรล +6.42 ดอลลาร์

หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนหลังกลุ่มฮูตีเข้ายึดท่าเรือโมคาของเยเมนเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2569 ซึ่งอยู่ห่างจากช่องแคบบับเอลมันเดบประมาณ 80 กิโลเมตร
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายอิทธิพลตามแนวชายฝั่งทะเลแดง และเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ ให้ผ่อนคลายมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดเพิ่มความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือและการขนส่งพลังงานในทะเลแดง
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 อยู่ที่ 102.48 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 6.43 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 107.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 6.42 ดอลลาร์
ด้านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยข้อมูลติดตามเรือเบื้องต้น ณ วันที่ 9 ก.ย. ระบุว่า จำนวนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบลดลงเหลือ 7 ลำ จาก 12 ลำในวันก่อนหน้า สะท้อนว่าการสัญจรผ่านหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดของโลกยังอยู่ในภาวะจำกัด
อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบและคอนเดนเสทผ่านท่าเรือยานบูในทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางทางเลือกสำหรับหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ โดยปริมาณส่งออกเพิ่มจาก 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน ส.ค. เป็น 3.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน ก.ย. 2569
การเพิ่มปริมาณผ่านยานบูอาจช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านการขนส่งบางส่วน แต่ตลาดยังคงจับตาความปลอดภัยของทั้งทะเลแดง ช่องแคบบับเอลมันเดบ และช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน รายงานประจำเดือนของ OPEC เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ระบุว่า กลุ่มได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2569 เหลือ 380,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการปรับลดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5
การปรับลดประมาณการดังกล่าวสะท้อนภาพอุปสงค์น้ำมันที่อ่อนแอกว่าคาด ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ภาพรวมตลาดน้ำมันจึงอยู่ท่ามกลางแรงดึงสองด้าน โดยระยะสั้นราคายังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านอุปทานและเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลาง ขณะที่ระยะถัดไปต้องจับตาแนวโน้มอุปสงค์โลกที่ OPEC ปรับลดประมาณการลงอย่างต่อเนื่อง

