ราคาน้ำมันดิบเบรนต์และ WTI ปรับเพิ่มขึ้น หลังสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดฉากโจมตีรอบใหม่ เพิ่มความกังวลต่ออุปทานน้ำมันตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดจับตา CPI สหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ย Fed
ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบต่างประเทศประจำวันที่ 10 ก.ย. 2569 มีการเปลี่ยนแปลงตามชนิดที่อ้างอิง ดังนี้
- เวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 96.05 ดอลลาร์/บาร์เรล +3.02 ดอลลาร์
- เบรนท์ (Brent) อยู่ที่ 101.21 ดอลลาร์/บาร์เรล +3.29 ดอลลาร์

หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์และเวสต์เทกซัสปรับเพิ่มขึ้น หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น จากการปะทะระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานและการขนส่งน้ำมันในภูมิภาค
รายงานระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่าน 5 ลำ บริเวณเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน
ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน หรือ IRGC ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน รวมถึงปฏิบัติการโจมตีเรืออีก 10 ลำ
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่รุนแรงที่สุดต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสิ้นสุดลง ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบต่อการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง
ด้านอิหร่านยืนยันว่าพร้อมยกระดับการตอบโต้ทางทหาร หากสหรัฐฯ ยังคงโจมตีดินแดนอิหร่าน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุว่า อิหร่านไม่มีความตั้งใจที่จะยอมถอยภายใต้แรงกดดันจากการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า สงครามอาจยุติลงหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. 2569 และมองว่าราคาน้ำมันอาจยังไม่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะใกล้ สะท้อนว่าความเป็นไปได้ในการคลี่คลายสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ตลาดยังจับตาการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ของสหรัฐฯ เดือน ส.ค. 2569 ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันที่ 11 ก.ย. โดยนักวิเคราะห์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3.4%
ตัวเลขดังกล่าวถูกจับตาในฐานะปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 16 ก.ย. 2569 ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือคงอัตราดอกเบี้ยไว้ หากเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด อาจเพิ่มโอกาสที่ Fed จะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย
อีกด้านหนึ่ง อิรักเรียกร้องให้กลุ่ม OPEC+ ปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมัน หลังต้องการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นสู่ระดับ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับปัจจุบัน
อิรักซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของ OPEC เคยส่งสัญญาณเมื่อเดือน มิ.ย. 2569 ว่า อาจพิจารณาถอนตัวออกจากกลุ่ม หากไม่ได้รับโควตาการผลิตที่เหมาะสม ซึ่งหากเกิดขึ้นอาจกระทบต่อความเป็นเอกภาพของ OPEC+ หลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ประกาศถอนตัวออกจากกลุ่มก่อนหน้านี้ในเดือน เม.ย. 2569
ภาพรวมตลาดน้ำมันจึงยังถูกขับเคลื่อนด้วยความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ควบคู่กับทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายการผลิตของ OPEC+ ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งอุปสงค์และอุปทานน้ำมันในตลาดโลกในระยะถัดไป

