HomeMoney2knowซื้อ 4 เมกะเทรนด์แดนมังกร จังหวะดี รับแผนพัฒนาประเทศ

ซื้อ 4 เมกะเทรนด์แดนมังกร จังหวะดี รับแผนพัฒนาประเทศ

โดย วิภาดา ศุภกุลวณิชย์ AFPT™ Assistant Wealth Manager ธนาคารทิสโก้

หากพูดถึงประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ ที่มีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงในระยะยาว หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น “จีน” ซึ่งหากดูจากการดำเนินเศรษฐกิจของจีนใน 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า เศรษฐกิจจีนจะแซงหน้าสหรัฐฯ และขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกได้อีกไม่นาน 

ถ้ามองในเชิงมหภาค จีนก็มีบทบาทมากขึ้นในตลาดโลกเช่นกัน จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ ต่อให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง แต่จีนก็มีการค้าขายกับต่างประเทศเป็นจำนวนมาก รวมถึงคนในประเทศก็กำลังถูกกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้น เพื่อให้บาลานซ์กับการค้าขายกับต่างประเทศ ทำให้ปัญหาของจีน อาจจะดูน้อยกว่าประเทศอื่นที่ปัจจุบันกำลังจะเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่จะถดถอยในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปที่มีประเด็นปัญหาทางด้านพลังงานขาดแคลนที่รุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น จากการคว่ำบาตรการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย

- Advertisement -

ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 จีนจะมีการทยอยออกกฎระเบียบต่างๆ มากำกับดูแลภาคธุรกิจ เพื่อป้องกันการผูกขาด และหวังที่จะกระจายความร่ำรวย (Common Prosperity) ประกอบกับการ Lockdown ประเทศจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกดดันให้ Valuation ของตลาดหุ้นจีน (CSI 300 Index) ปรับตัวลงมาซื้อขายในระดับ Fwd PE เพียงแค่ประมาณ 12.2 เท่า (As of June 6, 2022) เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500 Index) ที่เทรดอยู่ที่ราว 17 เท่า ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตลาดหุ้นจีนยังมีส่วนลด (Discount) อีกมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ 

ขณะที่ปัจจุบัน ราคาหุ้นจีนได้สะท้อนปัจจัยเชิงลบไปในระดับหนึ่ง ทำให้การลงทุนในจีนช่วงนี้มี Upside ที่สูงขึ้น ประกอบกับท่าทีของรัฐบาลจีนมีทิศทางการดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยล่าสุด จีนมีประกาศคลาย Lockdown เซี่ยงไฮ้ เปิดเมืองครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ซึ่งหากไม่มีปัจจัยลบใหม่ๆ เข้ามากระทบ ก็น่าจะหนุนให้หุ้นจีนปรับตัวขึ้นได้ดี โดยเฉพาะหุ้นจีนกลุ่ม Megatrends ที่ยังคงได้รับการสนับสนุนจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 14 ในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มการบริโภค (Consumption) กลุ่มเทคโนโลยี (Technology) กลุ่มเทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) และกลุ่มเฮลธ์แคร์ (Healthcare) เป็นต้น 

เริ่มที่กลุ่ม Consumption: จีนเป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่อันดับ 2 ของโลก เศรษฐกิจจีนมีผู้บริโภคทั้งหมด 1.4 พันล้านคน แนวโน้มการตัดสินใจซื้อสินค้าของคนจีนจึงมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก โดยจีนมีนโยบายที่สนับสนุนการบริโภค ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มรายได้ สวัสดิการทางสังคม และยกระดับการเป็นสังคมเมือง (Urbanization) ทำให้มีชนชั้นกลางมากขึ้น โดยจากข้อมูลการวิเคราะห์ของ McKinsey ระบุว่า ผู้บริโภคระดับชั้นกลาง-บน (Upper-Middle Class) มีแนวโน้มที่จะผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนมากที่สุดในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งภายในปี 2030 การบริโภคในเมืองกว่า 60% คาดว่า จะได้รับแรงหนุนจากผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับปานกลาง-สูง หรือมีรายได้ครัวเรือนต่อปีอยู่ที่ระดับ 160,000 – 345,000 หยวน โดยมีข้อมูลจาก Morgan Stanley ระบุว่า ในปี 2019 ชาวจีนมีการบริโภคกว่า 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าภายในปี 2030 การบริโภคของชาวจีนจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า สูงถึง 12.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว

ถัดมากลุ่ม Technology: จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ของจีนที่เน้นย้ำว่า จีนจะยกระดับการพัฒนาและผลิตเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะ Semiconductor ที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีสำคัญในยุค 5G เช่น Internet of Things (IoT), Artificial Intelligence (AI) และ Smart Device ฯลฯ ตัวอย่างมาตรการส่งเสริมด้านเทคโนโลยี เช่น การปรับลดภาษีสำหรับบริษัทนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และสนับสนุนเงินทุนแก่บริษัท SMEs ที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เป็นต้น โดยจีนตั้งเป้าว่า 10% ของ GDP จะมาจากเศรษฐกิจดิจิทัลภายในปี 2025 และคาดว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีจะเติบโตขึ้นจาก 8.16 ล้านล้านหยวนในปี 2020 เป็น 14 ล้านล้านหยวนในปี 2025

ต่อมาเป็นกลุ่ม Clean Technology: ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา จีนมีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหามลพิษในประเทศอย่างจริงจัง เนื่องจากจีนถือเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก โดยจีนตั้งเป้าที่จะมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเท่ากับศูนย์ (Carbon Neutrality) ภายในปี 2060 เพื่อลดปัญหาโลกร้อนตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยที่ผ่านมารัฐบาลจีนมีความเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตมลพิษของประเทศในหลายๆ ด้าน เช่น ยกเลิกรถเมล์ใช้น้ำมัน เปลี่ยนมาเป็นรถเมล์พลังงานไฟฟ้า ให้เงินอุดหนุนคนในประเทศซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และปลูกป่าเพิ่มเติมอย่างจริงจัง เป็นต้น 

นอกจากนี้ จีนยังสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจและเอกชนหันมาลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เช่น แสงอาทิตย์ และลม เพื่อลดมลพิษของประเทศ โดยระหว่างปี 2012 – 2021 สัดส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมของจีนเพิ่มขึ้นจาก 2.6% เป็น 11.8% ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ระบุว่า การเติบโตของพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในปี 5 ปีข้างหน้า จะมาจากจีนถึงราว 36 – 40% 

สุดท้าย กลุ่ม Healthcare: การเติบโตของอุตสาหกรรม Healthcare ของจีนได้รับแรงผลักดันจากประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จีนจึงให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพของคนในประเทศเป็นอันดับต้นๆ โดยเอาจริงเอาจังกับการปฏิรูปด้านสาธารณสุข และกำหนดแผนยุทธศาสตร์ “Healthy China 2030” ที่สนับสนุนให้คนในประเทศ 100% มีประกันด้านสุขภาพ โดยมีการคาดการณ์จาก Ping An บริษัทประกันในจีนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกว่า ตลาด Healthcare จะเติบโตจาก 6 ล้านล้านหยวนในปี 2019 มาอยู่ที่ 16 ล้านล้านหยวนในปี 2030

จะเห็นได้ว่า หุ้นจีนกลุ่ม Megatrends ไม่ว่าจะเป็น กลุ่ม Consumption, Technology, Clean Technology และกลุ่ม Healthcare ที่ล้อตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 ได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐฯ อย่างเต็มที่ ทำให้มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อีกมากในอนาคต ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการทยอยเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี สอดรับกับเทรนด์การเติบโตในระยะยาว

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News