ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งแตะ 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค.
ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบต่างประเทศประจำวันที่ 8 ก.ย. 2569 มีการเปลี่ยนแปลงตามชนิดที่อ้างอิง ดังนี้
- เวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 91.48 ดอลลาร์/บาร์เรล ตลาดปิด
- เบรนท์ (Brent) อยู่ที่ 97.00 ดอลลาร์/บาร์เรล +0.72 ดอลลาร์

หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากถ้อยแถลงของนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2569 ซึ่งระบุว่า หากสหรัฐฯ โจมตีทรัพย์สินของอิหร่านอีกครั้ง อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
ถ้อยแถลงดังกล่าวเพิ่มความกังวลว่า ความขัดแย้งอาจขยายวงกว้างขึ้น และกระทบต่อการผลิตรวมถึงการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งอุปทานสำคัญของตลาดโลก
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ซื้อขายเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2569 อยู่ที่ 97.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.72 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอยู่ที่ 91.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยตลาดปิดทำการ
ความตึงเครียดในภูมิภาคยังเพิ่มขึ้น หลังอิสราเอลโจมตีเมืองทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อวันที่ 7 ก.ย. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขเลบานอน ถือเป็นหนึ่งในเหตุโจมตีทางอากาศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในรอบหลายสัปดาห์
ขณะเดียวกัน โรงกลั่นน้ำมัน Jazan ของ Saudi Aramco ถูกโจมตีในวันเดียวกัน โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหาย ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค
ด้านการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา มีเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์แล่นผ่านเฉลี่ยประมาณ 10 ลำต่อวัน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2569
จำนวนเรือที่ลดลงสะท้อนว่า ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกยังอยู่ในระดับสูง และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะอุปทานน้ำมัน หากการเดินเรือยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ขณะที่กลุ่ม OPEC+ มีมติคงนโยบายการผลิตน้ำมันสำหรับเดือน ต.ค. 2569 ไว้ตามเดิม ในการประชุมเมื่อวันที่ 6 ก.ย. เนื่องจากยังจำเป็นต้องหาข้อตกลงเกี่ยวกับโควตาการผลิตใหม่ ก่อนตัดสินใจทิศทางการผลิตในระยะถัดไป
ภาพรวมตลาดน้ำมันจึงยังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่นโยบายการผลิตของ OPEC+ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดติดตามอย่างใกล้ชิด

