HomeMoney2knowMoneyค่าเงินบาทผันผวน จับตาดูตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐ

ค่าเงินบาทผันผวน จับตาดูตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ  โดย “อริยชยา อัตถวิบูลย์วงศ์” รายงานภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราในช่วงระหว่างวันที่ 1 – 5 มิถุนายน 2553 ว่า  ค่าเงินบาทค่อนข้างผันผวนในสัปดาห์นี้

ค่าบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (1/6) ที่ระดับ 31.74/76 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (29/5) ที่ระดับ 31.80/82 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ  ค่าเงินดอลลาร์ได้รับแรงกดดันจากรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาแย่กว่าคาดการณ์ ในวันศุกร์ (29/5)

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ลดลง 0.5% ในเดือนเมษายนเมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการดึงลงมากที่สุดในรอบกว่า 5 ปี นอกจากนี้ การใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้บริโภคสหรัฐ ก็ปรับตัวลดลงถึง 13.6% ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นการทรุดตัวลง มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในปี 2502

- Advertisement -

ทางด้านนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาชี้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใกล้ที่จะ ดําเนินการปล่อยเงินกู้ให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของสหรัฐแล้ว โดยโครงการดังกล่าวจะเสนอเงินกู้อายุ 4 ปีให้แก่บริษัทที่มีพนักงานไม่เกิน 15,000 คน และมี รายได้ไม่เกิน 5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยวงเงินกู้เริ่มตั้งแต่ 500,000 ดอลลาร์ไปจนถึง 100 ล้านดอลลาร์

ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (4/6) ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าเทียบเงินสกุลหลัก หลังออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐลดลง 2.76 ล้านตําแหน่งในเดือนพฤษภาคม แต่เป็นระดับดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 8.75 ล้านตําแหน่ง

อย่างไรก็ดีนักลงทุนยังมีความกังวลในประเด็นเรื่องการประท้วงเรื่องการเหยียดสีผิวในอเมริกาที่มีที่ท่ายืดเยื้อ รวมถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน

ล่าสุดทางรัฐบาลสหรัฐเตรียมสั่งห้ามสายการบินของจีนเดินทางเข้าสู่สหรัฐนับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน 2563 เพื่อกดดันให้จีนเปิดทางให้สายการบินของสหรัฐเดินทางไปยังจีน

ในส่วนของค่าเงินบาท ในวันพฤหัสบดี (4/6) สํานักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ในเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 99.76 ลดลง -3.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าแตะระดับ 31.64 บาท/ดอลลาร์ ก่อนจะกลับมาแข็งค่าในช่วงบ่าย

โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสํารวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 48.2 จาก 47.2 ในเดือนเมษายน นับเป็นการฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 15 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่น ต่อเศรษฐกิจโดยรวมเดือนพฤษภาคม ก็ปรับตัวดีขึ้นแตะ 40.2 จาก 39.2 ในเดือนก่อน โดยมีปัจจัยหนุน ได้แก่ การปลดล็อคของรัฐบาล, การปรับลด อัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย และการส่งออกเดือนเมษายนที่เพิ่มขึ้น 2.12%

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.42 – 31.83 บาทดอลลาร์ สหรัฐฯ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (5/6) ที่ระดับ 32.47149 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

สําหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า โดยเปิดตลาดในวันจันทร์ (1/6) ที่ระดับ 1.1137141 ดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (29/5) ที่ระดับ 1.1125/29 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ยูโร ค่าเงินยูโรได้แรงหนุนจากการที่คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหาร ของสหภาพยุโรป (EU) ออกมาเปิดเผยรายละเอียดของกองทุนฟื้นฟู วงเงิน 7.5 แสนล้านยูโร ที่จะใช้ในการเยียวยาเศรษฐกิจของ EUที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ กองทุนฟื้นฟูดังกล่าวประกอบด้วยเงินให้เปล่าจํานวน 5 แสนล้านยูโร และเงินกู้ 2.5 แสนล้านยูโรสําหรับชาติสมาชิก EU ภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว EC จะกู้ยืม เงินจากตลาด โดยจะมอบเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าราว 2 ใน 3 และที่เหลือจะนําไปปล่อยกู้ต่อไป

นอกจากนี้ ไอเอชเอส มาร์กิต เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาค บริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซน ปรับตัวดีขึ้นแตะระดับ 30.5 ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน หลังจากทรุดตัวลงแตะระดับ 12 ในเดือนก่อน อย่างไรก็ดี ดัชนี PMI ยังคงอยู่ต่ํากว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคบริการของยูโรโซนยังคงเผชิญภาวะหดตัวอยู่

อีกทั้งการเจรจาระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 4 ที่มีขึ้นในสัปดาห์นี้ยัง เป็นอีกปัจจัยหนุนค่าเงินยูโร โดยการเจรจาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จะสิ้นสุดในวันศุกร์ (5/6) โดยจะเน้นเรื่องสิทธิในการประมงนอกชายฝั่งอังกฤษ การเจรจาครั้งนี้จะเป็น ครั้งสุดท้ายก่อนที่นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะเข้าร่วมการประชุมกับผู้นํา EU ในเดือนหน้าเพื่อประเมินความคืบหน้าของการเจรจา

นักวิเคราะห์มองมีความเป็นไปได้ที่อังกฤษจะแยกตัวจาก EU โดยไม่มีการทําข้อตกลง หากการเจรจาการค้าระหว่างอังกฤษและ EU ในสัปดาห์นี้ยังคงไม่มีความคืบหน้า ในวันพฤหัสบดี (4/6) ค่าเงินยูโรแข็งค่าเหนือระดับ 1.1 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร หลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม แต่ได้ปรับเพิ่มวงเงินในการซื้อพันธบัตรตาม โครงการ Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP) อีก 6 แสนล้านยูโร รวมเป็น 1.35 ล้านล้านยูโร และได้ขยายเวลาในการซื้อพันธบัตรตามโครงการนี้ออกไป จากสิ้นปีนี้เป็นเดือนมิถุนายน 2554 อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ในวันเดียวกัน นางคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ออกมาคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้ม หดตัวลง 8.7% ในปีนี้ โดยได้รับผลกระทบ จากมาตรการล็อกดาวน์ของประเทศต่างๆในยุโรปเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อีกทั้งยังมองว่าเงินเฟ้อจะไม่สามารถขยายตัวได้ตามเป้าที่ระดับ 2% โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 0.3% ในปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 1.1%

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหว อยู่ในกรอบระหว่าง 1.1094 – 1.1383 ดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (5/6) ที่ระดับ 1.1346/50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ยูโร

สําหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดในวันจันทร์ (1/6) ที่ระดับ 107.65/70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (29/5) ที่ระดับ 107.23/25 เยน/ดอลลาร์สหรัฐฯ สหรัฐฯ ในวันจันทร์ (1/6) มีรายงาน Manufacturing PMI ออกมาที่ระดับ 38.4 สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม สมาคม ผู้นําเข้ารถยนต์แห่งญี่ปุ่นรายงานว่า ยอดขายรถยนต์นําเข้าในเดือน พฤษภาคมกลับลดลง 46.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการระบาดของ ไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการซื้อขายในตลาดรถยนต์ และทําให้ประชาชนต้องกักตัวอยู่บ้าน

อีกทั้ง ยอดขายยังปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 นับตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว อันเป็นผลมาจากการปรับขึ้นภาษีการอุปโภคบริโภคจากระดับเป็น 10% เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ต่อมาในวันพฤหัสบดี (4/6) นายยาซูโตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจญี่ปุ่น ออกมาแสดงความมั่นใจว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่วงเงิน 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติในเดือนก่อนจะช่วยหนุนให้ตัวเลข ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวราว 2%

ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 107.36 – 109.41 เยนดอลลาร์สหรัฐฯ และปิดตลาดใน วันศุกร์ (815) ที่ระดับ 109.29/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐฯ

Business Today
Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News