ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้น ขณะที่เบรนต์อ่อนตัวเล็กน้อย ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความกังวลว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจไม่กลับสู่ภาวะปกติภายในปีนี้
ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบต่างประเทศประจำวันที่ 4 ก.ย. 2569 มีการเปลี่ยนแปลงตามชนิดที่อ้างอิง ดังนี้
- เวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 91.30 ดอลลาร์/บาร์เรล +0.29 ดอลลาร์
- เบรนท์ (Brent) อยู่ที่ 95.52 ดอลลาร์/บาร์เรล -0.11 ดอลลาร์

หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังสำนักข่าว IRNA ของอิหร่านรายงานว่า กองทัพอิหร่านได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยขีปนาวุธและโดรนในช่วงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหมของอิสราเอลส่งสัญญาณว่า อิสราเอลพร้อมกลับเข้าสู่การสู้รบกับอิหร่านอีกครั้ง หากมีความจำเป็น ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 อยู่ที่ 91.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.29 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 95.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 0.11 ดอลลาร์
ด้านแนวโน้มการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ CEO ของ Mitsui OSK Lines บริษัทเดินเรือรายใหญ่ของญี่ปุ่น คาดการณ์ว่า การหยุดชะงักของการเดินเรืออาจยืดเยื้อนานกว่าที่เคยประเมินไว้ และเป็นเรื่องยากที่จะเห็นการสัญจรผ่านช่องแคบดังกล่าวกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในสิ้นปีนี้
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า ความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดต้องติดตาม แม้ราคาน้ำมันจะไม่ได้ปรับตัวขึ้นพร้อมกันทั้ง WTI และเบรนต์ในรอบล่าสุด
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกน้ำมันในทะเลดำ หลังยูเครนเปิดเผยว่า ได้โจมตีเรือลำหนึ่งที่มีส่วนร่วมในแผนซ่อมบำรุงบริเวณท่าส่งออกน้ำมันดิบของ Caspian Pipeline Consortium หรือ CPC ของคาซัคสถาน ซึ่งรองรับการส่งออกน้ำมันราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อีกด้านหนึ่ง Chevron เปิดเผยแผนลงทุนราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 ปีข้างหน้า ผ่านโครงการร่วมทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในเวเนซุเอลาเป็นประมาณ 600,000 บาร์เรลต่อวัน หรือราวสองเท่าจากระดับปัจจุบัน
การลงทุนดังกล่าวถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา และอาจช่วยเพิ่มอุปทานน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกในระยะยาว ขณะที่ในระยะสั้น ตลาดยังคงให้น้ำหนักกับความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง ช่องแคบฮอร์มุซ และสงครามรัสเซีย-ยูเครนเป็นหลัก

