ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.17 บาท/ดอลลาร์ ‘ทรงตัว’ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.17 บาท/ดอลลาร์ ‘กรุงไทย’ ประเมินกรอบวันนี้ที่ 33.05-33.30 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 33.17 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 33.05-33.30 บาทต่อดอลลาร์
นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางชัดเจนในกรอบ Sideways โดยแกว่งตัวในช่วง 33.12-33.21 บาทต่อดอลลาร์ แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันบางส่วนจากจังหวะแข็งค่าของเงินดอลลาร์ และการย่อตัวลงของราคาทองคำในช่วงต้นของการซื้อขายฝั่งตลาดการเงินสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงบางส่วน ขณะที่ราคาทองคำรีบาวด์กลับขึ้นสู่โซน 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สอดคล้องกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่แม้กลับมาร้อนแรงขึ้น แต่การโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่ได้ทวีความรุนแรงมากนัก และยังไม่มีแนวโน้มว่าทั้งสองฝ่ายจะยกระดับการโจมตี
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันบางส่วน หลังผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรและปรับลดสถานะถือครองลง ก่อนรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานที่จะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงเผชิญแรงกดดันทั้งสองทาง หรือ Two-way risk ในระยะสั้น โดยขึ้นอยู่กับการปรับมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
นายพูนระบุว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้ดีในภาวะที่ตลาดการเงินยังมีความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า เงินบาทอาจยังเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีแนวต้านบริเวณ 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไปที่ 32.85 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้ตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ได้ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาพรวมตลาดการเงิน
หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนการโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่รุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น ราคาน้ำมันดิบอาจเสี่ยงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาทให้อ่อนค่าลง ผ่านการปรับเพิ่มโอกาสขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED หนุนเงินดอลลาร์แข็งค่า และกดดันราคาทองคำให้ย่อตัวลง
อีกประเด็นที่ต้องระวังคือความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ผลการประมูลบอนด์อายุ 10 ปีของญี่ปุ่น ช่วงราว 10.35 น. ตามเวลาประเทศไทย หากผลการประมูลออกมาไม่สดใส อาจทำให้เกิดแรงขายบอนด์ 10 ปีญี่ปุ่น และสร้างแรงกดดันต่อตลาดบอนด์โดยรวม ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น และอาจสร้างความผันผวนต่อเนื่องมายังตลาดหุ้นและตลาดค่าเงิน ผ่านการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น
ในเชิงเทคนิค หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน จะถือเป็นการกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าในกรอบรายสัปดาห์ ขณะที่ในกรอบรายวัน เงินบาทกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าแล้ว หลังอ่อนค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์

