Home COVID-19 ไทย"กระสุนยังเหลือ" หาก "บาซูกา 1.9 ล้านล้าน"ไม่พอฟื้นเศรษฐกิจ

ไทย”กระสุนยังเหลือ” หาก “บาซูกา 1.9 ล้านล้าน”ไม่พอฟื้นเศรษฐกิจ

ในช่วงที่ผ่านมา มีคำถามว่ามาตรการของรัฐบาลที่ออกมาฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงินราว 1.9 ล้านล้านบาท เพียงพอหรือใม่ กับวิกฤติที่เกิดขึ้น
ล่าสุด ดร.ฐิติมา ชูเชิด ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เขียนบทความชื่อว่า บาซูกาภาครัฐ เท่าไรถึงจะพอ?” น่าจะเป็นคำตอบที่สามารถคลายข้อข้องใจไปได้ส่วนหนึ่ง แม้ยังไม่อาจประเมินได้ว่าพอหรือไม่ แต่ถึงอย่างไร ไทยก็ยัง “มีกระสุนเหลือ”ในการแก้วิกฤติที่เกิดขึ้นหากยังไม่เพียงพอ มีรายละเอียดดังนี้
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) เกิดขึ้นทั่วโลกแค่ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ประเทศที่ไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องเพราะอยู่ไกลคนละซีกโลกจากจีนที่เป็นจุดเริ่มต้นการระบาดกลับเจอหนักยิ่งกว่า ประเทศที่เหมือนจะคุมสถานการณ์ได้ก็กลับน่าเป็นห่วงขึ้นอีก เราจึงเห็นภาครัฐทั่วโลกระดมสรรพกำลังเครื่องมือการเงินการคลังเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนอย่างเต็มที่
วันนี้จึงอยากชวนท่านผู้อ่านตั้งคำถามว่า ภาครัฐจะระดมยิงกระสุนปืนบาซูการบกับวิกฤตโควิดได้อีกมากแค่ไหน และเท่าไรถึงจะเพียงพอ?
สังเกตได้ว่าภาครัฐทั่วโลกยิงบาซูกาขนาดใหญ่ออกมาไล่เลี่ยกัน เพราะเริ่มเห็นแล้วว่า วิกฤตโควิดส่งผลกระทบเร็ว แรง และลึกกว่าวิกฤตที่เคยเจอมา เพราะทำให้เกิดวิกฤตสุขภาพของผู้คนที่ไปโยงให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ จากมาตรการล็อคดาวน์หยุดกิจกรรมชั่วคราวเพื่อลดการระบาด
ล่าสุด ณ ต้นเดือน เม.ย. 63 นี้ วงเงินมาตรการทางการคลังที่หลายประเทศประกาศออกมามีขนาดใหญ่กว่าร้อยละ 10 ของ GDP และใหญ่กว่าที่เคยใช้ในวิกฤตครั้งก่อนๆ แล้ว เช่น อังกฤษ (18%) ฝรั่งเศส (15%) เยอรมัน (14%) อิตาลี (13%) สหรัฐฯ ญี่ปุ่น  (11%) ทั้งนี้ยังไม่รวมวงเงินมาตรการการเงินที่ค่อนข้างสูงมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวงเงินค้ำประกันการปล่อยกู้
ในกรณีไทย ถ้าดูขนาดมาตรการดูแลและเยียวยา COVID-19 ระยะที่ 3 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10% ของ GDP ก็นับว่าเป็นวงเงินที่ใหญ่กว่าวิกฤตในอดีตเช่นกัน ซึ่งรวมเอา พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท พ.ร.ก. soft loan เน้นดูแลธุรกิจ SMEs ของแบงก์ชาติ 5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. ดูแลเสถียรภาพภาคการเงินของแบงก์ชาติอีก 4 แสนล้านบาทไว้ด้วยกัน เพื่อดูแลทั้งภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงิน
เมื่อเทียบกับ (1) ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2541 ที่ภาครัฐกู้เงินกว่า 1 ล้านล้านบาทภายใต้ 3 พ.ร.ก. คือ พ.ร.ก. กู้เงินจากต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 2 แสนล้านบาท พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน 3 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. ช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ 2 ฉบับ วงเงิน 5 แสนล้านบาท และ 7.8 แสนล้านบาท
(2) ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2552 ที่ภาครัฐต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจ (ไทยเข้มแข็ง) 4 แสนล้านบาท และ
(3) ช่วงหลังน้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 2554 ภาครัฐได้ออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. soft loan ของแบงก์ชาติอีก 3 แสนล้านบาท
ภาครัฐแต่ละประเทศจะเร่งทำอะไรเพิ่มได้อีกแค่ไหนขึ้นกับพื้นที่เครื่องมือนโยบายที่ยังเหลือ หลังจากที่ได้ทุ่มทรัพยากรกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตรอบก่อนๆ ไว้ ด้านเครื่องมือการคลัง กรณีประเทศที่ยังไม่ทันได้สะสางคืนหนี้เดิมที่ภาครัฐเคยก่อไว้ ก็อาจเห็นเครื่องมือการคลังติดเพดานหนี้สาธารณะที่สูงอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนรับมือกับ COVID-19 เช่น อิตาลี สเปน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ กรณีประเทศที่มีวินัยได้ทยอยสะสางหนี้เก่าให้ฐานะการคลังเข้มแข็งพร้อมรับมือวิกฤตครั้งใหม่ได้เต็มที่ ก็จะสามารถช่วยดูแลเยียวยาประชาชนได้มาก เช่น เยอรมัน
ด้านเครื่องมือการเงิน บางประเทศใช้เครื่องมือพิเศษที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ เช่น การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเศรษฐกิจการเงิน (quantitative easing : QE) ในขนาดใหญ่ขึ้น เช่น สหรัฐ (กลับมาใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์อย่างรวดเร็ว และเพิ่ม QE “whatever it take”) สหภาพยุโรป (ยังคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ แต่เพิ่ม QE โดยมองว่า “Extraordinary times require extraordinary action.”) ธนาคารกลางบางประเทศเริ่มใช้เครื่องมือใหม่หลังเครื่องมืออัตราดอกเบี้ยเข้าใกล้ 0% เช่น ออสเตรเลีย (ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.25% และเริ่มใช้ yield curve control คุมอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 3 ปี) และนิวซีแลนด์ (ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.25% และเริ่มใช้ QE)
จึงพอเห็นได้ว่าตอนนี้พื้นที่ของเครื่องมือการเงินการคลังแต่ละประเทศเหลือไม่เท่ากัน ภาครัฐจะยิงกระสุนใหม่ได้แค่ไหนอาจต้องดูยอดคงค้างภาระเก่าของภาครัฐด้วย ซึ่งดูได้จากระดับหนี้สาธารณะและขนาดงบดุลของธนาคารกลางที่ใช้ทำ QE ว่าจะสร้างภาระใหม่เพื่อออกมาตรการเพิ่มได้อีกแค่ไหน
“สำหรับไทย เครื่องมือนโยบายน่าจะยังใช้ได้อีกพอสมควร พื้นที่การคลังยังเหลือภายใต้เพดานหนี้สาธารณะ 60% ของ GDP ที่ไทยใช้มานานและไม่เคยสูงเกินเพดานนี้ อีกทั้งยังไม่ค่อยใช้เครื่องมือการเงินพิเศษเหมือนในหลายประเทศ”
สำหรับไทย เครื่องมือนโยบายน่าจะยังใช้ได้อีกพอสมควร พื้นที่การคลังยังเหลือภายใต้เพดานหนี้สาธารณะ 60% ของ GDP ที่ไทยใช้มานานและไม่เคยสูงเกินเพดานนี้ อีกทั้งยังไม่ค่อยใช้เครื่องมือการเงินพิเศษเหมือนในหลายประเทศ
ด้านเครื่องมือการคลังยังดีที่ประเทศไทยมีวินัยการคลังช่วยคุมให้ภาครัฐก่อหนี้ใหม่ก้อนใหญ่ได้แค่บางโอกาสที่จำเป็นฉุกเฉินจริงๆ ทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังต่ำอยู่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แม้ในอดีตภาครัฐไทยเคยต้องรับภาระชดใช้ความเสียหายในภาคการเงินสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งไว้สูงมาก ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งจาก 15% ของ GDP จนใกล้ 60% ของ GDP ในช่วงต้นวิกฤต แม้ปัจจุบันจะยังเคลียร์หนี้ก้อนนี้ไม่หมด แต่ก็ทยอยจ่ายคืนจนหนี้ลดลงไปมากแล้ว หนี้สาธารณะตอนนี้จึงเหลือราวๆ 40% ของ GDP
ด้านเครื่องมือการเงิน แม้เครื่องมืออัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเหลือใช้ได้อีกไม่มากหลังลดดอกเบี้ยจนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เร็วๆ นี้ก็เริ่มเห็นเครื่องมือใหม่ออกมาเสริมให้การปรับลดดอกเบี้ยผ่านไปยังระบบสถาบันการเงินได้ผลมากขึ้น ทั้งมาตรการการเงินช่วยเสริมสภาพคล่องและเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ พ.ร.ก. soft loan สินเชื่อใหม่ดอกเบี้ยต่ำ การลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สถาบันการเงินลดลงทันที 0.4%
ถึงตอนนี้วิกฤตโควิดได้สร้างแผลบาดลึกไปทั่วโลกและยังไม่มีใครฟันธงได้ว่าจะยาวนานแค่ไหน การที่ผู้คน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ยอมเจ็บแล้วจะจบหรือไม่? ภาครัฐยิงบาซูกาแล้วจะพอใช้หรือไม่? จึงยังเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก ภาครัฐคงต้องติดตามประเมินสถานการณ์วันนี้และวันหน้าเพื่อปรับมาตรการให้เพียงพอรองรับ
แต่ที่สำคัญคือ เราต่างมีส่วนช่วยลดความรุนแรงและช่วงเวลาของวิกฤตครั้งนี้ได้ด้วยการไม่ประมาท ตั้งการ์ดป้องกันเชื้อไวรัสให้ดี ซึ่งจะช่วยลดภาระรายจ่ายประเทศ ช่วยให้ทรัพยากรเงินดูแลเยียวยาที่มีจำกัดและมีต้นทุน ใช้ตรงกลุ่มผู้เดือดร้อนได้เร่งด่วนจริงๆ
เราทุกคนจึงช่วยลดผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้ได้ ด้วยการเว้นระยะห่างทางสังคมและรักษาสุขอนามัย ปรับตัวหาช่องทางสร้างรายได้ ช่วยผู้ที่เดือดร้อนกว่าในวิสัยที่ทำได้ ก็จะช่วยภาครัฐให้ยิงบาซูกาออกมาพอใช้ได้ในทางอ้อม

Latest

เลขาธิการยูเอ็นร่วมยินดี ‘อิสราเอล’ระงับแผนผนวกดินแดนปาเลสไตน์ นำไปสู่สันติภาพ

สตีเฟน ดูจาร์ริก โฆษกของอันโตนิอู กูแตร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เผยว่ากูแตร์เรชยินดีกับข้อตกลงระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งส่วนหนึ่งของข้อตกลงคืออิสราเอลจะระงับแผนผนวกดินแดนบางส่วนของเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) ที่อยู่ในการยึดครองของตน ดูจาร์ริกกล่าวในแถลงการณ์ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และชีค โมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อัล นาห์ยัน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี...

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

เกาหลีเหนือ กลัวโควิด-19 ปฏิเสธความช่วยเหลือน้ำท่วมจากต่างชาติ

สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) หรือ เกาหลีเหนือ เผยว่าแม้ประเทศจะได้รับความเสียหายร้ายแรงจากเหตุอุทกภัยเมื่อไม่นานนี้ จะไม่รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ สืบเนื่องจากการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) คิมกล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมกรมการเมือง ครั้งที่ 16 ของคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี (WPK) ชุดที่ 7 เมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการฟื้นฟูความเสียหายจากอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร “สถานการณ์โรคโควิด-19 ที่เลวร้ายลงทั่วโลก ส่งผลให้ต้องปิดพรมแดนและดำเนินมาตรการป้องกันที่เข้มงวดยิ่งขึ้น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีจะไม่รับความช่วยเหลือด้านอุทกภัยใดๆ...

สงคราม TikTok ปมขัดแย้งสหรัฐ-จีน

TikTok แอปพลิเคชันวิดีโอยอดนิยมจาก ByteDance บริษัทแม่สัญชาติจีน มียอดผู้ใช้งาน 800 ล้านรายทั่วโลก มียอดดาวน์โหลดกว่า 1,500 ล้านครั้ง โดยสหรัฐอเมริกาอยู่ที่อันดับ 3 โดยมียอดดาวน์โหลดถึง 123.8 ล้านครั้ง ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลจากส่วนแบ่งในตลาดของสหรัฐ แต่ในปี 2020 TikTok กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก เมื่อทรัมป์ลงดาบสั่งแบนแอปฯ TikTok ในสหรัฐอเมริกาโดยให้เหตุผลว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เพราะการมีบริษัทแม่ที่จีน อาจทำให้รัฐบาลจีนเข้ามาควบคุมข้อมูลผู้ใช้งานได้ อ่าน...

การกอดเรื่องใหญ่ H&M พัฒนาแจ็คเก็ตเดนิมรุ่นใหม่ที่ทำให้รู้สึกว่าโดนกอด

เทคโนโลยีหลายอย่างช่วยให้ผู้คนติดต่อกันได้ง่ายขึ้น และเพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม โดยเฉพาะการโอบกอด มีใครหลายๆ คน กำลังขาดความรู้สึกของการอยู่ร่วมกันในชีวิตจริง หลายคนเคยพูดถึงแค่อยากให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวกอด  งานนี้  H&M Lab ซึ่งเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของ บริษัท ฟาสต์แฟชั่นยักษ์ใหญ่ในเบอร์ลิน เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาห้องปฏิบัติการได้เปิดตัวแจ็คเก็ตเดนิมรุ่นใหม่ที่มีเซ็นเซอร์แบบยืดหยุ่นที่ติดตั้งอยู่บริเวณไหล่ ซึ่งทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเหมือนถูกกอดเมื่อเซ็นเซอร์เปิดใช้งาน แจ็คเก็ตทุกตัวมาพร้อมกับรหัสการลงทะเบียนที่ผู้ใช้สามารถแบ่งปันกับคนที่รักผ่านแอพ  เฉพาะผู้ที่มีรหัสลงทะเบียนเท่านั้นที่จะสามารถเปิดใช้งานเซ็นเซอร์ โดยสามารถแจ้งรายชื่อและสร้างรูปแบบการสัมผัสของแต่ละบุคคลได้ ดังนั้นจึงชัดเจนว่าการกอดนั้นมาจากใคร เซ็นเซอร์จะเปิดใช้งานผ่านแอพโดย Bluetooth ห้องปฏิบัติการเรียกแนวคิดนี้ว่า“ Wearable Love” ได้เปิดตัววิดีโอเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แต่ยังไม่ชัดเจนว่าแจ็คเก็ตจะวางจำหน่ายเมื่อใดหรือที่ไหนหรือจำนวนเท่าใด source

Related News

ปักกิ่งคุมเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19 หลังพบผู้ป่วยใหม่

ปักกิ่งได้ยกระดับมาตรการควบคุมว่าด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เนื่องจากมีรายงานพบผู้ป่วยรายใหม่จากการแพร่ระบาดระดับท้องถิ่น ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาในเมืองหลวงแห่งนี้รัฐบาลปักกิ่งรายงานพบผู้ป่วยโควิด-19 ใหม่ที่เกิดจา กการระบาดในท้องถิ่นจำนวน 6 รายในวันศุกร์ (12 มิ.ย.) หลังจากก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดีมีรายงานพบผู้ป่วยใหม่ 1 ราย หลังพบผู้ป่วยใหม่หลายราย เมืองแห่งนี้จึงได้สั่งปิดตลาดค้าส่งอาหารและพืชผักขนาดใหญ่...

จีนสั่งปิดตลาดใหญ่สุดในกรุงปักกิ่ง หลังพบผู้ติดโควิด-19

ความวิตกการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบสอง มีความเป็นไปได้มากขึ้น เมื่อจีนตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นกลุ่มก้อนในกรุงปักกิ่ง ซินฟาตี้ (Xinfadi) ตลาดค้าส่งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุด ถูกสั่งปิดเพื่อฆ่าเชื้อโรค หลังคนในตลาดและละแวกใกล้เคียงมีผลตรวจโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เป็นบวก รายงานระบุว่าผู้ป่วยโรคโควิด-19 รายใหม่ของปักกิ่งในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์...

ลุ้นผ่อนคลายระยะ3 เปิดธุรกิจเพิ่ม-ลดเคอร์ฟิว

ศบค.เตรียมผ่อนคลายมาตรการระยะ 3 ในการประชุมศุกร์นี้( 29 พ.ค.) เปิดธุรกิจและกิจกรรมบางประเภทเพิ่ม บังคับให้ต้องลงทะเบียน "ไทยชนะ" ทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ พร้อมกับพิจารณาลดเวลาเคอร์ฟิว นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) กล่าวถึงการผ่อนคลายมาตรการระยะที่ 3 ว่าต้องรอการพิจารณาของศบค.ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการประชุมวันพรุ่งนี้(29 พ.ค.)

เศรษฐกิจสหรัฐไตรมาสแรกดิ่ง 4.8% หนักสุดรอบ 12 ปี

เศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสแรกหดตัวมากที่สุดนับตั้งเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ในปี 2008 จากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ร่วงลงถึง 4.8% ในไตรมาสแรก สะท้อนให้เห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลงในช่วงปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลออกมาตรการป้องกันโควิด-19 และมาตรการจากหลายประเทศทั่วโลกทำให้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง นักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยรุนแรงมาก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวเมื่อมีการเปิดดำเนินธุรกิจตามปกติ แต่หากสถานการณ์ยังย่ำแย่ ผลกระทบในไตรมาส 2 จะรุนแรงกว่าไตรมาสแรก ก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ จพทำให้จีดีพีไตรมาสแรกลดลง 3.5-4.0% แต่ตัวเลขที่ออกมาจากกระทรวงการค้าติดลบถึง 4.8% มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์

บาซูก้าสู้ไวรัสโควิด-19 สร้างฟองสบู่หนี้ก้อนใหญ่ให้กับโลก

หนี้สินทั่วโลก จึงเป็นระเบิดเวลาที่มีความอ่อนไหวสูง หากไม่สามารถประคองหนี้ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่งก่อนที่ไวรัสโควิด-19 จะจบลง โลกของเราอาจจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินครั้งใหญ่ชนิดประเมินความเสียหายกันไม่ถูก..