HomeEditor's Pickท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้สร้างตำนานครึ่งศตวรรษ 'ดุสิตธานี'

ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้สร้างตำนานครึ่งศตวรรษ ‘ดุสิตธานี’

การจากไปของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2563 ด้วยวัย 99 ปี นับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญในวงการโรงแรมและการท่องเที่ยวของไทย ในฐานะผู้มีบทบาทมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

เมื่อเอ่ยถึง “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” คนไทยก็มักจะนึกถึง “โรงแรมดุสิตธานี” ซึ่งเป็นโรงแรม 5 ดาวแห่งแรกของไทย ตรงหัวมุมถนนสีลม ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ยงดำรงเอกลักษณ์แบบไทยไปพร้อมกับความทันสมัย

แม้ว่าสถานที่ตั้งของ “โรงแรมดุสิตธานี”จะเปลี่ยนโฉมไปแล้ว แต่ “แบรนด์”ดุสิตธานี ยังยืนยงก้าวสู่ครึ่งศตวรรษที่สองอย่างมั่นคง และถือเป็น “แบรนด์คนไทย”ที่แข็งแกร่ง ยืนหยัดต่อสู้กับการไหลบ่าเข้ามาของทุนต่างชาติในธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมได้อย่างมั่นคง

- Advertisement -

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ “ดุสิตธานี” ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน และ ไม่อาจยืนหยัดได้อย่างทุกวันนี้เลย หากไม่มีผู้เริ่มต้นอย่าง “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย”

ไอเดียจากการเดินทาง

“การเดินทาง ช่วยให้เราเห็นโลกกว้าง” ดูเหมือนจะจริงสำหรับชีวิตของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย หลังจากจบอนุปริญญาตรีเตรียมธรรมศาสตร์ ได้เดินทางเพื่อไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่ไม่ได้เรียนต่อเนื่องจากมหาวิทยาลัยปฏิเสธ

ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

หลังจากไม่ได้เรียนตามที่หวังไว้ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวไปหลายแห่ง และระหว่างทางมีโอกาสได้เข้าพักในโฮเต็ลและโมเต็ลหลายแห่ง จึงเกิดความขึ้นว่าธุรกิจโรงแรมคงจะเป็นอาชีพอิสระ

ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย บอกว่า “ดิฉันเป็นคนชอบความเป็นอิสระ”

บทเรียนจากโรงแรมแห่งแรก ‘ปริ๊นเซส’

ท่านผู้หญิงชนัตถ์ กลับมาเริ่มต้นธุรกิจโรงแรมย่านถนนเจริญกรุงชื่อ ‘ปริ๊นเซส’ (Princess Hotel) ในปี 2491 ทำให้รู้ว่าธุรกิจมีความเป็นอิสระก็จริง แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด นักท่องเที่ยวที่ไปพักตามโรงแรมหรู มักจะแอบใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการในอนาคต

ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ได้มาเผชิญกับ “ของจริง” เมื่อต้องมาทำธุรกิจอย่างจริงจัง ต้องทำแทบทุกหน้าที่ ทั้งกลางวันกลางคืน และที่สำคัญคือรายได้ เพราะพบว่าแท้จริงแล้วธุรกิจโรงแรมมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ต้องหมุนเงินและขายทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อมาชำระหนี้

ในช่วงเริ่มต้น โรงแรมปริ้นเซสก็ดำเนินไปได้ดี หลังจากเปิดบริการได้ 4-5 ปี ก็เริ่มขยายห้องพักจาก 60 ห้อง เป็น 106 ห้อง และเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นโรงแรมชั้นนำในกรุงเทพฯ

การเติบโตทางธุรกิจและการท่องเที่ยวในไทย ได้ดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่ที่มองหาโอกาสลงทุน เช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรม เมื่อเชนต่างชาติรายแรกที่ก้าวเข้ามาในไทย คือ ‘Siam Inter-Continental’

การก้าวเข้ามาของต่างชาติเป็นการส่งสัญญาณว่าธุรกิจโรงแรมจะไม่ง่ายอีกต่อไป และ อาจจะมี “ผู้เล่นรายใหม่” ก้าวเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ 

แล้ว “ปริ๊นเซส” จะอยู่อย่างไร

ปั้นแบรนด์ไทยสู้ต่างชาติ

ท่านผู้หญิงชนัตถ์ เชื่อมั่นว่าไทยมีศักยภาพที่จะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว และมั่นใจว่า วิธีการที่จะผลักดันให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในเวทีโลกคือการสร้างโรงแรมที่มีความโดดเด่น และดีที่สุด ตามมาตรฐานสากลที่กลมกลืนไปกับรายละเอียดของการตกแต่งและการให้บริการที่ยึดขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทยที่มีเสน่ห์และมี “เอกลักษณ์” อันโดดเด่นเป็นหลัก

สมัยใหม่อาจใช้คำว่า “สร้างแบรนด์”

ในปี 2513 โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ก็เปิดให้บริการ หลังจากเริ่มก่อสร้างมานาน 3 ปี นับเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานการโรงแรมในไทย ไม่ว่าจะในด้านของการเป็นโรงแรมไทยที่ได้มาตรฐานระดับโลก เป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศ และเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรามีระดับ สำหรับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก

ดุสิตธานี

ท่านผู้หญิงเลือกชื่อ “ดุสิตธานี” มาเป็นชื่อของโรงแรม และชื่อของบริษัท เนื่องจากเป็นคำไทยที่ออกเสียงง่าย มีความหมายที่เป็นมงคล คือ แดนสวรรค์ชั้นดุสิต (หรือสวรรค์ชั้น 4) และยังเป็นนามมงคลที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานเรียกเมืองจำลองต้นแบบประชาธิปไตยในปีพ.ศ. 2461

“ดุสิตธานี” จึงบ่งบอกถึงการผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับมาตรฐานของตะวันตกได้อย่างกลมกลืน และเป็นโรงแรมที่มีระดับมาตรฐานสากล ที่ยึดโยงกับวัฒนธรรมไทยอันอ่อนน้อม และงดงาม และโดดเด่นมีเอกลักษณ์

ทุกวันนี้ การขยายธูรกิจของเครือดุสิตธานีในธุรกิจโรงแรม ไม่ว่าไปเปิดบริการที่ประเทศใด ยังคงยึดเอกลักษณ์ความเป็นไทยเอาไว้อย่างเหนียวแน่น พร้อม ๆ กับการผสมผสานให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น

ในวันนี้ เครือดุสิตธานี มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และ มีการขยาย-ต่อยอดธุรกิจมากมาย ด้วยการวางรากฐานมาจากท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย

แนวความคิดของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย มีการถ่ายทอดกลายเป็นวิสัยทัศน์ของเครือดุสิตธานี 4 ประการ คือ มีความกล้าที่จะทำสิ่งที่ยิ่งไหญ่ การสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน การทำให้ดีที่สุด และการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

นับเป็นมรดกอันล้ำค่าสำหรับชาวดุสิตธานี และ เป็นมรดกทางความคิดให้คนอื่นได้ใช้เป็นแบบอย่างการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นแนวคิดแทบไม่ต่างจากการบริหารจัดการสมัยใหม่ในปัจจุบัน

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.dusit-international.com/th/home

                    ‘ดุสิตธานี’ จุดเริ่มต้น การดิ้นรน และอวสานของโรงแรมไทยที่กำลังจะเป็นตำนาน

Latest

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

Related News